Tags » Au

Catch a Falling Star

Let there be monsters.

Sometimes, it’s just fun to draw monsters. And twice as fun to color them

Blame it on the Caffeine

By request of insanocerebro on Tumblr I give you all a Captain Swan ‘Coffee Shop’ AU. Her specifications were -“Is there some coffee shop Au, where Killian is a sexy barista and Emma goes every week just to get a glimpse of him?”A… 5,318 more words

World Must Help People of CAR 'Not Tomorrow - Today' Declares UNSG Ban Ki-moon

UNSG Ban Ki-moon minced no words on urgency of humanitarian needs in CAR NOW. Along with 10,000 troops & 2,000 police approved by Security Council for a new UN peacekeeping mission, support of AU & French forces is crucial, & Ban urged troop reinforcements to be provided by European Union as well.

[AU FMA fanfiction] The Midnight Christmas Snow Night 7 - End.

ย้อนกลับมาที่บ้านของนายตำรวจหนุ่มรอยย์ มัสแตง

บนที่นอนที่สองร่างของชายหนุ่มสองวัยทอดกายเคียงคู่กัน เจ้าของร่างเล็กและเรือนผมสีทองเป็นฝ่ายที่รู้สึกตัวขึ้นมาก่อน ฉับพลันใบหน้าก็ร้อนผ่าวแดงก่ำ เมื่อเห็นใบหน้าคมและริมฝีปากเรียวอยู่ของเขาใกล้แค่ปลายจมูก

รอยย์ มัสแตง ผู้ที่ได้ครอบครองทั้งกายและใจของเขา

“บ้าน่ะ…”เอ็ดตำหนิตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องเลยเถิดมาจนถึงขนาดนี้ แต่จะถอนตัวออกจากหลุมลึกตอนนี้ก็เห็นทีจะหนีไม่ทันเสียแล้ว

หลุมที่ชื่อว่า “หลุมรัก” ลึกสุดหยั่งยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

“อ๊ะ”มือแข็งแรงคว้าร่างบอบบางเอาไว้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะลุกออกไป “…ไปไหน?”

“อาบน้ำ”เอ็ดเวิร์ดบอก

รอยย์ลุกขึ้นนั่ง รั้งร่างบางเข้ามาใกล้ พร้อมกับขโมยหอมแก้มคนเผลอไปฟอดหนึ่ง

“ไม่เห็นต้องอาบเลย ตัวหอมออกขนาดนี้” ดวงตาสีดำฉายรอยรัก ดวงตาคู่สวยเบือนหน้าหลบไปทางอื่น ไม่อยากให้คนข้างกายเห็นว่าเวลานี้เขาเขินจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว 6 more words

Fiction

[AU FMA fanfiction] The Midnight Christmas Snow 6

“คิดถึงจังเลยน้า…คุณไฮเดริช” อัลฟองเซ่กำลังเอ่ยถึงชายหนุ่มที่ได้พบกันเมื่อปีที่แล้ว หลังจากกลับไปที่โลกซานตาครอส เขาก็ตัดผมใหม่ให้เหมือนกับเจ้าตัว คราวนี้ยิ่งคล้ายกันเข้าไปใหญ่จนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

“กรี๊ด!!!!! อัลฟอนส์ ไฮเดริช”เสียงกรี๊ดสนั่นของแฟนคลับซุปเปอร์สตาร์หนุ่มชาวเยอรมันดังขึ้นต่อเนื่องที่ลานคอนเสิร์ต ปีนี้นักร้องหนุ่มผมทองก็ได้รับเชิญมาแสดงคอนเสิร์ตที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วเกือบต้องงดไป

ชื่อสำหรับงานคอนเสิร์ตฉลองเทศกาลคริสต์มาสในครั้งนี้ คือ ‘Christmas of Love’

แหม…ใครนะช่างเข้าใจตั้งชื่องาน

ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มโค้งศีรษะ โบกมือทั้งสองข้างให้กับแฟนเพลงนับพันนับหมื่นคน นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นทอดมองเหล่าผู้ชมมากมาย แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่อยากพบพานมากที่สุดในค่ำคืนนี้ คุณไม่มา…หรือว่าผมไม่เห็นคุณกันนะ

อัลฟองเซ่ปลอมตัวเป็นตากล้องในทีมงานสต๊าฟเฝ้ามองการแสดงของเขาอยู่บนกระเช้าเลื่อนเหนือหัวไฮเดริชแค่เอื้อมนี้เอง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ทันสังเกตเห็นว่าตัวเขาอยู่ใกล้เพียงนิดเดียว นักร้องหนุ่มก้มหน้านิ่งนานจนความเงียบปกคลุมทั่วทั้งลานการแสดง แฟนคลับต่างเริ่มฮือฮาว่าขวัญใจของพวกเขาเป็นอะไรไป ทำไมจู่ๆถึงหยุดแสดงกะทันหัน

“อย่าบอกนะว่าคิดจะเบี้ยวอีกแล้ว”ซานตาครอสอัลเริ่มใจเสีย แต่แล้วก็ถอนหายใจโล่งเมื่อเขาจับไมค์ขึ้นเริ่มการแสดงคอนเสิร์ตช่วงสุดท้ายต่อ

“ก่อนจะจากกันไปในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหิมะแสนสวยนี้ ผมมีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกแฟนเพลงทุกๆท่านที่ได้เป็นกำลังใจให้กับผมเสมอมาจนผมสามารถมายืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้ได้”เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเศร้าและเหงาอย่างเห็นได้ชัด เสียงของสาวกไอดอลซุปเปอร์สตาร์ดังกระหึ่มอีกครั้งเพราะคิดว่านี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของขวัญใจชาวโลก อัลฟอนส์ ไฮเดริช

แต่ผิดคาด ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด

“ผม…มีคนที่ผมรักแล้วครับ”นักร้องดังเกาหลังหัวอย่างเขินๆ แฟนเพลงต่างกรีดร้องเสียงดังเซ็งแซ่แสดงความยินดีไปกับคนที่ยืนอยู่บนเวทีด้วย บรรดาแฟนคลับต่างเข้าใจดีว่าเป็นความสุขของคนที่พวกเขาทั้งหลายชื่นชม การแสดงความยินดีกับความรักอีกฝ่ายเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่แฟนเพลงสามารถทำให้ได้ แต่เท่านี้ก็นับว่ามากพอแล้วสำหรับการยอมรับของผู้คนมากมายที่รักเขา

“ผมไม่รู้ว่าเขาจะรู้ตัวรึเปล่าว่าผมแอบรักเขาอยู่ และรอการกลับมาของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่…ผมก็ยังหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก”เสียงเรียกชื่อของนักร้องซุเปอรฺสตาร์หนุ่มร้องเรียก “อัลฟอนส์…อัลฟอนส์…” กึกก้องไปทั่วลานเวทีกว้างแต่คับคั่งไปด้วยผู้คน

“ยินดีด้วยนะครับ คุณไฮเดริช”อัลฟองเซ่เองก็รู้สึกปลาบปลื้มไปกับความรักของเขาเช่นกัน ปลื้มมากเสียจนรู้สึกเจ็บปวดไปกับเขาด้วย

ไม่ใช่…นี่เป็นความเจ็บปวดของเขาเองต่างหาก ตลอดเวลาที่ผ่านมา…เขาเองก็รู้สึกชอบผู้ชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนมันได้เปลี่ยนความชื่นชมในตัวชายหนุ่มของเขา กลายเป็นเป็น ความรัก

“เพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมตั้งใจร้องมอบให้กับคนๆนั้น”มือของเขากระชับอุปกรณ์ร้องเพลงให้ตรงกับริมฝีปากที่กำลังพร่ำบอกความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา “ถ้าหากคุณได้ยินเสียงของผม ได้โปรดกลับมาหาผมเถอะนะครับ”

เหล่าผู้มาร่วมงานโคลงศีรษะตามจังหวะเพลงอันไพเราะด้วยเนื้อหาสุดแสนจะกินใจ ใครกันหนอที่เป็นเจ้าของทำนองหัวใจที่อัลฟอนส์ ไฮเดริชตั้งใจเอ่ยคำบอกรักผ่านถ้อยคำเพลงเหล่านี้เพื่อสื่อถึงคนๆนั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่ประทับใจยากจะพรรณนาจริงๆ

ยากเสียจนแม้แต่ ’คนที่เป็นเจ้าของทำนองหัวใจของไฮเดริช’ ยังกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

จบการแสดงคอนเสิร์ตของซุปเปอร์สตาร์ไฮเดริชที่ได้เซอร์ไพรซ์แฟนเพลงกันไปถ้วนหน้า แต่คะแนนความนิยมไม่ได้ลดฮวบลงอย่างที่คิดเลย สูงปรี๊ดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าล่ะไม่ว่า

แต่ถึงแฟนคลับจะเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ เขาก็ไม่ได้รู้สึกยินดีเลย เพราะคนๆนั้นไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา

“ทั้งที่อุตส่าห์คิดว่าเพลงนั้นจะส่งไปถึงคุณแล้วแท้ๆ หรือคุณจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว…”อัลฟอนส์บ่นกับตัวเองในห้องพักที่โรงแรม “ก๊อกๆๆ”

ซุปเปอร์สตาร์ชาวเยอรมันหนุ่มลุกขึ้นไปเปิดประตุ รูมเซอร์วิสเข็นรถนำอาหารมื้อค่ำมาส่งให้ แต่…เขาไม่ได้สั่งนี่นา

“ยินดีด้วยนะครับที่การแสดงคอนเสิร์ตประสบความสำเร็จ”รูมเซอร์วิสดึงผ้าคาดผมออก ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง “คุณอัล!”

“ตกใจเหรอ?”อัลฟองเซ่ยิ้มหวาน ร่างกายถูกสวมกอดอย่างรวดเร็ว แนบแน่นเสียจนแทบหายใจไม่ออก

“คุณ…ไฮเดริช”

ได้เท่านั้น ริมฝีปากเด็กหนุ่มก็ถูกหยุดด้วยจูบที่แสนหวานและโหยหา ชายหนุ่มใช้ลิ้นสำรวจริมริมฝีปากนั้นจนทั่ว กว่าจะพอใจ ร่างของเด็กหนุ่มก็แทบทรุดฮวบ จนเขาต้องกอดประคองไว้ไม่ให้ล้ม

“คุณอัล ไม่เป็นไรใช่มั๊ยครับ!” ไม่เป็นไรซะที่ไหนล่ะ จะเป็นลมอยู่แล้ว เล่นจูบไม่ให้หายใจหายคอกันเลย

“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ?”อัลฟอนส์ ไฮเดริชตั้งคำถาม

“ตอนนี้ผมทำงานพิเศษอยู่ที่นี่น่ะครับ แหะๆ”อัลฟองเซ่จำต้องโกหกเรื่องที่เขาเป็นซานตาครอส ซึ่งไฮเดริชยังไม่รู้…

“เหรอครับ”ชายหนุ่มผมทองซบลงกับไหล่ร่างบาง “ผมคิดว่า…ที่ได้พบคุณเมื่อปีก่อนจะเป็นแค่ฝันไปซะอีก”

“ทำไมล่ะ?”ซานต้าหนุ่มดูจะยังไม่กระจ่างในคำพูดของเขานัก

“ก็จู่ๆคุณก็มาให้ผมเห็น แล้วก็จากไป ผมคิดว่าคุณเป็นวิญญาณวันคริสต์มาสด้วยซ้ำ”

“ว่าผมเป็นผีวันคริสต์มาสงั้นเหรอ”อัลฟองเซ่เคาะหน้าผากซุปเปอร์สตาร์หนุ่มหล่อให้ทีหนึ่ง “แล้วที่อยู่ตรงหน้าเนี่ย คนหรือผี”

“ไม่รู้สิครับ”อัลฟอนส์แกล้งปั้นหน้าไม่เข้าใจ

“ต้องพิสูจน์ดูก่อน ถึงจะรู้ว่าเป็นอะไร?”ไม่รอช้า ร่างของซานตาครอสหนุ่มน้อยก็ลอยเหนือพื้นห้อง โดยร่างสูงเป็นคนอุ้ม ร่างเล็กเผลอตัวกอดเขาด้วยเพรากลัวจะตก แต่ชายหนุ่มไม่มีทางปล่อยให้คนในอ้อมแขนตกลงไปข้างล่าง และพาร่างเล็กไปยัง…เตียง

“คะ คุณไฮเดริช!”อัลฟองเซ่ประหม่า เมื่อถูกวางลงบนที่นอนนุ่ม เขารู้ว่ามันไม่ธรรมดาเสียแล้ว แต่จะหนียังไงล่ะ!

ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามากระซิบข้างหู “ผมรอคุณมาตลอด ที่พยายามมาทั้งหมดก็เพื่อวันนี้”มือเรียวหนาแต่อ่อนโยนสัมผัสแก้มเด็กหนุ่มอย่างทะนุถนอม “…มันไม่สูญเปล่าจริงๆ”

“ไฮ…”สัมผัสอุ่นๆจรดที่หน้าผาก ไล่มาจนถึงเปลือกตา แก้มทั้งสองข้าง และหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่ม…เนิ่นนาน

อัลฟองเซ่จูบตอบด้วยความรู้สึกปรารถนาที่อยู่ส่วนลึกของจิตใจ รสหวานแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หอมหวานจนไม่อาจถอนสัมผัสที่เริ่มร้อนขึ้นทีละนิดนี้ได้ อุณหภูมิร่างกายทวีขึ้นหลายองศาจนอาภรณ์ชุ่มเหงื่อ เพื่อร่วมรัก สิ่งนี้จึงถูกปลดออกไป

อัลเปล่งเสียงครางสั่น ร่างกายร้อนผ่าวราวกับกำลังจะถูกหลอมละลายทุกครั้งที่ริมฝีปากอุ่นชื้นซุกไซ้ไล่เรียง ตั้งแต่ซอกคอ ไหล่นุ่มประทับจูบแผ่วเบา ทว่าร้อนรุ่มไปทั่วยอดอกหอมละมุน เด็กหนุ่มกำผ้าปูที่นอนแน่น อารมณ์หวามไหวสั่นกระสันไปกับรสรักที่ยากจะทัดทาน

กฎของซานตาครอส คือ ห้ามมีความสัมพันธ์กับมนุษย์

คำพูดของบิดาผุดขึ้นในความคิดของเด็กหนุ่ม อัลฟองเซ่ผลักไหล่กว้างของไฮเดริชแทบจะทันที

“คุณอัล?”ดวงตาสีฟ้าตกอยู่ในความไม่เข้าใจ “ทำไมครับ หรือว่าคุณไม่พอใจผม”

“ผม…” อัลฟองเซ่ เอลริคกลืนก้อนสะอื้นอย่างยากเย็น “ไม่ใช่…มนุษย์”

ทุกอย่างราวกับหยุดนิ่ง คนสองคนไม่เอื้อนเอ่ยใดๆต่อกัน ซานต้าเอลริคคิดอยู่แล้วว่าชายตรงหน้าต้องรับไม่ได้ เขาเขยิบตัวออกห่าง และตั้งใจจะจากไป

เป็นอะไรไปล่ะไฮเดริช…

ชายหนุ่มผมทองย้อนถามตัวเองที่นายพยายามมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพื่อเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือยังไงกัน…

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าหลับตานิ่ง

แค่เขาไม่ใช่มนุษย์ นายก็ตัดใจแล้วอย่างนั้นเหรอ!

ไม่! ไม่ใช่แบบนี้ เขาไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้!

ความสับสนรุมประดังกันบีบบังคับใจของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มชื่อดังคับฟ้าให้ตัดสินใจทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้ ไฮเดริช…กอดร่างของเด็กหนุ่มที่ไม่ใช่มนุษย์

ที่เขาทำเช่นนี้ เพราะแค่อารมณ์ชั่ววูบ หรือหัวใจกันแน่ที่บงการสั่งให้ทำ

“ปล่อยผม”ยากเหลือเกินที่อัลฟองเซ่จะบังคับไม่ให้เสียงสั่น ยากยิ่งนัก…

“ผมไม่ปล่อย”อัลฟอนส์เอ่ยด้วยเสียงที่ขมขื่น แต่หนักแน่นด้วยหัวใจ อ้อมแขนกระชับกอดแน่นยากจนจะคลายพันธนาการออก เสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหูคนในอ้อมแขน

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือต่อให้ไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม…ผมก็รักคุณ”เสียงที่เบาราวสายลมพัดผ่าน แต่กลับก้องกังวานไปถึงหัวใจ วารินไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันในใจของเด็กหนุ่มที่หาใช่มนุษย์ไม่

รัก เขารักผู้ชายคนนี้

เขารักมนุษย์!

ยามนี้…แม้แต่กฎข้อห้ามใดๆ ก็ไม่สามารถฉุดรั้งความรู้สึกของคนทั้งคู่เอาไว้ได้อีกแล้ว

“แล้วคุณล่ะ รักผมรึเปล่า”อัลฟอนส์พิศมองใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาอย่างอ่อนโยน ใช้ปลายนิ้วเช็ดข้างแก้มอย่างเบามือ ซานตาครอสหนุ่มยิ้มขอบคุณ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน และ…สวยจนอดใจไม่อยู่

“ไว้บอกผมทีหลังก็ได้”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าคมคาย ไม่มีคำว่าลังเลอีกแล้ว คราวนี้มั่นใจเต็มร้อย

เด็กหนุ่มผมทองถูกอุ้มอีกครั้ง และยอมให้เขาทำอะไรๆตามใจชอบ อย่างที่ใจต้องการ และคงเป็นส่วนลึกของหัวใจที่ปรารถนาสิ่งนี้กระมัง จนถึงย่ำรุ่งของวันใหม่ทั้งสองจึงหลับใหลไปในอ้อมกอดของกันและกัน

“ทะ ทานอะไรก่อนดีกว่ามั๊ยครับ”อัลฟองเซ่พยายามหาทางเลี่ยงเหตุการณ์คับขัน โดยทำเป็นชวนเขาคุยโน่นคุยนี่ และตอนนี้ประเด็นก็มาหยุดอยู่ที่เรื่องอาหาร ไม่รู้เลยรึไงว่าสิ่งที่เขาอยากทานน่ะคือคนตรงหน้าต่างหาก

“ผมไม่หิว”ไฮเดริชปฏิเสธ “ถ้ากินอะไรตอนนี้ ความ ’อยาก’ จะลดลง”

เขาจงใจเน้นคำว่า “อยาก” ให้ชัดๆ เน้นให้คนฟังได้ยิน ผลคือ…เด็กหนุ่มทำหน้าเหลอหลา ไม่เข้าใจสิ่งที่ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มพูด อัลฟอนส์ ไฮเดริชกำลังจินตนาการถึงกระต่ายน้อยที่กำลังหูลู่เพราะติดกับแผนของหมาป่าที่หมายจะขย้ำตนก็ไม่ปาน

คงไม่ต้องบอกนะว่าใครเป็นกระต่าย ใครเป็นหมาป่า

“แต่คุณต้องทานอะไรบ้างนะครับ ผมยังไม่เห็นคุณทานอะไรเลยตั้งแต่ขึ้นคอนเสิร์ต”อัลฟองเซ่ยกถาดอาหารมาวางไว้ตรงหน้าชายหนุ่มผมทอง เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กอดก็กอดแล้ว จูบก็จูบแล้ว ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าเขาต้องการอะไร

จะใช้แผนรวบรัดตัดตอนคนรักก็กระไรอยู่ เขาไม่อยากบังคับฝืนใจอีกฝ่ายด้วยกำลังด้วยสิ ถึงจะอยากทำใจจะขาดก็เถอะ

“ผมจะทาน”เขาตอบ เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “แต่คุณต้องป้อนผมนะ”

“ป้อน?”อัลฟองเซ่ เอลริคทำท่าขบคิด แล้วก็ต้องหน้าแดงเมื่อนักร้องดังชี้ที่ปากของตัวเอง ป้อนด้วยปาก

“ไม่งั้นผมก็ไม่กิน”ไฮเดริชหันไปอีกทาง แกล้งทำเป็นงอน “อยากเห็นผมซูบผอมตายไปต่อหน้าก็ตามใจ”

ทำเป็นเด็กๆไปได้ ซานต้าหนุ่มน้อยไม่ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ขืนทำตามใจเขาก็เท่ากับเข้าแผนของเจ้าตัวพอดีน่ะสิ เรื่องอะไรจะยอมล่ะ อยากหิวตายก็เชิญเลย ไม่ง้อหรอก!

5 นาทีผ่านไป…10 นาทีผ่านไป…30 นาที ผ่านไป อาหารยังเป็นหมันอยู่!

อัลฟองเซ่ใจคอไม่ดี นอกจากไฮเดริชจะไม่แตะต้องอาหารแล้ว ยังไม่ยอมพูดอะไรกับเขาเลยสักคำเดียว เห็นทีจะต้องยอมเสียแล้ว

“คุณไฮเด…”ชั่วแวบเดียวเด็กหนุ่มก็ถูกกดลงกับโซฟา ความคิดที่ว่าไม่อยากบังคับฝืนใจอีกฝ่ายไม่อยู่ในความคิดแล้ว หัวใจมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่รอมร่อ ได้แต่จดๆจ้องๆกันเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว!

“ทานล่ะนะ…”เสียงนุ่มลึกเป่ารดอยู่ที่ข้างหู ปลายลิ้นสัมผัสกับใบหู พรมจูบแก้มที่สั่นระริกของคนใต้ร่างอย่างชื่นใจ ไฮเดริชฝังจมูกโด่งเป็นสันของตนกับแก้มขาวเนียน ร่างเล็กรีบดันอกของเขาออกไป แต่ถูกรวบไว้ข้างตัว ไร้การปัดป้อง

“อือ ไม่เอานะ…ครับ”เด็กหนุ่มพยายามห้าม และถูกหยุดด้วยจูบที่บดทับริมฝีปากแนบสนิท ไร้เสียงใดๆเล็ดลอดออกมา นอกจากเสียงครางในลำคอเท่านั้นที่เขาได้ยิน เนิ่นนานกว่าริมฝีปากหนาดีรูปจะถอนจูปออก รสหวานยังคงติดตรึงอยู่กับปลายลิ้นสัมผัส ยิ่งจ้องมองคนตรงหน้า ยิ่งต้องการและปรารถนาครอบครอง ดวงตาสีทองราวกับจะสะท้อนแต่ภาพของเขา ช่างดึงดูดและมีอำนาจสะกดความรู้สึกทั้งหมดของเขาให้จดจ้องอยู่กับคนตรงหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ชายหนุ่มรวบแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มขึ้นเหนือศีรษะได้รูป ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มออกและโยนออกไปไกลเกินเอื้อม เหลือเพียงหนังเนื้อเปลือยเปล่าเท่านั้นที่ประจักษ์แก่ดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์รัก ปลายนิ้วค่อยๆไล่สัมผัสตั้งแต่ยอดอก หน้าท้อง และเลื่อนต่ำลงเรื่อยๆจนถึงหว่างขา ก้มลงประคองสิ่งนั้นของร่างเล็กด้วยลิ้นที่ร้อนเร่า

“อึ๊…อื๊อ!”อัลฟองเซ่ปิดปากของตัวเองแน่น ลมหายใจติดขัดไม่ทั่วท้องเมื่อถูกละเมิดความเป็นชาย ผู้ล่วงละเมิดหนุ่มผมทองจึงเพิ่มความร้อนแรงกับลิ้นของตนกับสิ่งนั้นของร่างเล็ก น้ำในกายที่สะกดกลั้นเอาไว้เปรอะเต็มหน้าของไฮเดริช ชายหนุ่มไม่รังเกียจแถมยังกลืนเข้าไปอย่างเต็มใจ

“อา…ฮ้า”แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ร่างสวยก็เหนื่อยหอบเต็มทีเพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

“อย่าฝืนตัวเองสิครับคุณอัล”ไฮเดริชประคองใบหน้าที่บัดนี้แดงซ่าน ให้จับจ้องมองใบหน้าคมของตน “ร้องออกมาเถอะครับ ไม่น่าอายหรอก”

“แต่…”ดวงตาสีทองพร่ามัว ไม่มั่นใจในตัวเอง “ผม…กลัวว่าจะทำไม่ดี”

“ไม่ต้องห่วง ให้ผมจัดการเอง คุณอัลไม่ต้องเกร็งนะครับ ไม่เจ็บ แล้วก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดด้วย”ชายหนุ่มจุมพิตที่หน้าผากมน และค่อยๆปลดกระดุมเสื้อของตนออก มือบางเริ่มวางใจ ไล้ฝ่ามือที่ร้อนรุ่มไปตามแผงอกและบรรจงถอดเสื้อตัวนั้นออกไปจากกล้ามเนื้อล่ำสัน จนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของเขาถูกปลดออกไป สองกายสองใจก็ยินยอมพร้อมที่จะผสานร่างเป็นคนๆเดียวกัน

“อ๊ะ อ๊า…ฮ๊า!!”ทันทีที่รับรู้ถึงน้ำหนักที่โถมเข้าใส่ร่างกาย อัลฟองเซ่ก็แผดเสียงร่ำออกมาไม่ขาดสาย ชายหนุ่มขับสะโพกอย่างชำนาญ แยกเรียวขาทั้งสองข้างออกเพื่อสอดกายรวมเป็นหนึ่งกับร่างบางจนสุดสันต์ เสียงเบาะนุ่มที่รองรับร่างของทั้งสองไหวยวบไปตามแรงรัก ทุกอย่างดำเนินเรื่อยไปได้ไม่นาน เพราะเป็นครั้งแรกของเด็กหนุ่ม จึงหมดเรี่ยวแรงไปทันทีที่ครั้งแรกจบลง

“คุณอัลนี่น้า…”ไฮเดริชถอนหายใจยาว “เอาไว้คุณตื่นเมื่อไหร่ เราค่อยต่อกันทีหลังนะครับ”

ชายหนุ่มจุมพิตที่ไรผมนุ่มก่อนจะอุ้มร่างของคนรักไปยังเตียงของเขา ค่อยๆวางร่างเล็กลงอย่างทะนุถนอม ดึงผ้าห่มคลุมร่างเพื่อเพิ่มไออุ่นให้กายของเด็กหนุ่ม และเอนกายลงนอนข้างๆคนที่หลับพริ้มอย่างเป็นสุข

บทเพลงรักท่ามกลางสายลมหนาว และหิมะอันหนาวเหน็บ แต่อบอุ่นไปทั่วหัวใจด้วยไออุ่นจากอ้อมกอดคนที่รัก เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปเร็วราวกับลมที่พัดมาและผ่านไป แต่สายลมก็มักจะหวนหลับมาที่เดิมทุกครั้ง เหมือนกับความรักที่พัดมาเยือนหัวใจได้ทุกเวลา…

TBC.

Fiction

[AU FMA fanfiction] The Midnight Christmas Snow 5

หนึ่งปีผ่านไป

สองพี่น้องเอลริคยังคงอยู่ดีมีสุข แต่ใบหน้าของคนพี่น่ะทุกข์เต็มๆประตู ต่างจากคนน้องที่ยังคงร่าเริงร่าหน้าบานกับการติดตามข่าวคราวของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มที่ตอนนี่ได้ข่าวว่ากำลังก้าวสู่การเป็นซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของโลก ผิดกับผู้ชายของเอ็ดเวิร์ด(?) ที่หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้ไปดูดำดูดีอีกฝ่ายที่โลกมนุษย์อีกเลย

“เป็นอะไรไปล่ะเอ็ดเวิร์ด ทำหน้าเซ็งเป็นปีๆไม่เบื่อบ้างรึ?”โฮเอนไฮม์เดินเข้ามาทักลูกชายที่เอาแต่ทำหน้าเซ็ง เครียด แต่ยังดีที่ไม่กินเหล้า (ขนาดนมยังไม่คิดจะดื่ม นับประสาอะไรกับสุราล่ะ)

“เปล่านี่”เอ็ดตอบผู้เป็นพ่ออย่างลอยๆ

“ไปปิ๊งสาวที่โลกมนุษย์เข้ารึไง ถึงได้ทำหน้าอาลัยอาวรณ์ซะขนาดนั้น”เขาเอ่ยแซวลูกชายที่น่าจะมีอาการไข้ใจ แต่โดนหมัดเหล็กกล้าเสยเข้าให้ที่คางจนลงไปนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

“ไม่ได้ปิ๊งสาวซะหน่อย!!”ใช่ เพราะเขาปิ๊งผู้ชายต่างหาก! เอ็ดตวาดลั่น หน้าแดงก่ำถึงใบหู แต่คาดว่าควันคงจะออกหูด้วย

“งั้นเป็นอะไร”พ่อลุกขั้นด้วยอาการที่ยังเมาหมัดอยู่ ก่อนจะถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“เรื่องของผม พ่อไม่ต้องมายุ่ง”เอ็ดเมินหน้าชายผู้ให้กำเนิดอย่างไม่แยแส โฮเอนไฮม์ที่ไม่ถือสากับวาจาก้าวร้าวของลูกชายคนโตจึงได้พูดสิ่งที่ตนต้องการจะสื่อ เพื่อให้คนก้าวร้าวได้รู้ว่า เขาเองก็มีหัวใจของคนเป็นพ่อที่รักลูกชายอยู่เหมือนกัน

“ฉันก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก แต่แกเป็นลูกชายฉัน พ่อต้องห่วงใยลูกสิถึงจะถูก”เมื่อพูดออกไป เอ็ดจึงคลายสีหน้าบึ้งตึงลง หันไปพยุงผู้เป็นพ่อที่ตนเผลอใช้กำลังด้วยอย่างสำนึกผิด

“ผมไม่เป็นอะไรหรอก แค่เบื่อๆ อยากออกไปเที่ยวข้างนอกเท่านั้นเอง”ชายหนุ่มก้มหน้าลงขณะพร่ำถึงความในใจ โฮเอนไฮม์เข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่ถ้าจะอนุญาตให้ไปง่ายๆเหมือนพ่อคนอื่นๆก็อาจจะดูเหมือนตามใจลูกชายไปสักหน่อย

งั้น…เอาแบบนี้ก็แล้วกัน

“งั้น…ปีนี้ก็ช่วยเอาของขวัญไปแจกอีกปีสิ จะได้หายเบื่อ”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เพทุบายของพ่อฉายอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย เขาไม่ได้อยากจะใช้งานลูกชายนักหรอก แต่ไหนๆก็ลงไปโลกมนุษย์แล้ว ช่วยงานพ่อสักหน่อยจะเป็นไรไป

“ถือโอกาสเลยนะพ่อ”เอ็ดทำหน้าละเหี่ยใจ แต่ก็ยิ้มรับที่จะได้ลงไปเบื้องล่างเพื่อดูว่า ‘เขา’อยู่ดีมีสุขรึเปล่า หรือว่า…มีครอบครัวไปแล้ว และถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงจะดีไม่น้อย เพื่อที่การตัดใจจะได้ง่ายยิ่งขึ้น

“ให้ผมไปด้วยนะครับ” อัลฟองเซ่ยิ้มร่าเมื่อได้ยินดังนั้น เขาเองก็อยากไปดูชายหนุ่มอีกคนที่อยู่บนโลกมนุษย์เช่นกัน…สองพี่น้องเอลริคเตรียมรถเคลื่อนกวางเรยเดียร์ของจริง (ปีนี้เด็นส่ายหน้าบอกว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” ) แล้วทะยานสู่เบื้องล่างอีกครั้งดั่งเช่นปีที่แล้ว

แต่ความรู้สึกนั้นต่างไป

คืนวันคริสต์มาส…

“ทำไมนะ เราถึงรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่างไป”นายตำรวจมัสแตงที่ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้กำกับของหน่วยสืบสวนรำพึงกับตัวเองที่นอกหน้าต่างห้องของตัวเอง ผิดกับเมื่อปีที่แล้วที่ยามนี้เขายังคงนั่งอมทุกข์กับการบอกเลิกของหญิงสาว ณ สถานที่แห่งนั้น หากแต่สิ่งที่เขากำลังสับสนอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญที่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

“หิมะ…”ดวงตาสีดำมองกลุ่มปุยฝ้ายสีขาวที่โปรยลงมา เขาปิดหน้าต่างลงเพื่อกันไม่ให้ความเย็นเข้ามาสู่ห้องนอน แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักการปิดบานหน้าต่างนั้น คือดวงตาสีทองที่ทอดมองมายังจุดที่เขายืนอยู่

ใครกัน รอยย์ถามกับตัวเองในใจ ความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้มันคืออะไร

ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของซานตาครอสที่สามารถรู้ถึงที่อยู่ของมนุษย์ทุกคนได้โดยไม่ต้องสืบหาให้เสียเวลา จึงไม่แปลกที่เอ็ดเวิร์ดจะตามหาตัวนายตำรวจหนุ่มเจอ แต่เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อรื้อฟื้นความหลัง เขาเพียงแค่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่เขาจากไปก็เท่านั้นเอง แต่ดูท่าทางเขาก็สบายดีแม้จะยังไม่มีใครอื่นก็ตาม ดูสิ เขาจ้องมาที่เราด้วย

คงสงสัยล่ะมั้งว่าใครมาด้อมๆมองๆหน้าบ้าน แต่ก็คงนึกไม่ออกหรอกว่าเขาเป็นใคร ก็ในเมื่อความทรงจำมันถูกลบออกไปแล้วนี่นา…

ชายหนุ่มผมทองในชุดสีแดงหันหลังและกำลังจะเดินจากไป

“เอ็ดเวิร์ด!”

ถ้าหาก…ไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อของเขาขึ้นซะก่อน

“เอ็ดเวิร์ด!”

เสียงเรียกนั้นทำให้เจ้าของชื่อถึงกับหยุดชะงัก ทำไมกัน…ก็เขาลบความทรงจำไปแล้วนี่นาทำไมถึงยังนึกออกอีกล่ะ

“เอ๊ะ!”แต่กว่าจะได้ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว วิ่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!!

ดวงตาที่จ้องมองมายังซานตาครอสหนุ่มมีทั้งความรู้สึกประหลาดใจและตื้นตันปะปนกันไปจนเจ้าตัวไม่รู้ว่าควรจะทำตามอารมณ์ไหนดี และถ้าเขาไม่ได้ตาฝาดไป ภาพน้ำตาที่เปรอะข้างแก้มของคนที่อยู่ต่อหน้าเขานี้ย่อมเป็นของจริง

รอยย์ยื่นมือไปแตะแก้มของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นนี้เป็นของจริง ไม่ใช่ความฝัน อ้อมแขนแข็งแรงโอบรัดร่างเล็กที่คิดว่าเป็นภาพลวงตาไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะเลือนหายไป

“เธอหายไปไหนมา!”เสียงคมเข้มที่ดังก้องราวกับจะต่อว่าแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นที่ข้างหูคนที่ตกอยู่ในอ้อมกอด เอ็ดเวิร์ดไม่อาจตอบคำถามของร่างสูงได้ เวลานี้คล้ายกับมีก้อนหินจุกอยู่ที่ลำคอ จะเอ่ยอะไรออกมาก็เห็นจะยากเต็มที

“บอกฉันมาสิ! เอ็ด! เธอหายไปไหนมา!”รอยย์คาดคั้นพร้อมกับแรงกอดที่ทวีคูณขึ้นจนร่างบางอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แต่ก็เกินกว่าที่จะดิ้นรนขัดขืน ปล่อยให้ชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของร่างกายของเขาในเวลานี้พร่ำถามกับตน

แม้จะไม่ได้รับคำตอบ แต่ก็ไม่มีใครคลายวงแขนออกจากกันและกัน…

“ฮัดเช้ย!!”เด็กหนุ่มจามจนหน้าแดงถึงใบหู ทั้งสองเพิ่งกลับเข้าบ้านของผู้กำกับหนุ่มเมื่อกี้นี้หลังจากที่ยืนตากหิมะกันอยู่เกือบชั่วโมง โชคดีที่บ้านของตำรวจหนุ่มมีเตาผิง จึงคลายความหนาวเหน็บลงไปได้มาก แต่เสื้อผ้าที่เย็นเยียบจากก้อนหิมะ รอยย์มัสแตงจึงนำเสื้อผ้าของตนมาให้เอ็ดเปลี่ยนเพราะเกรงว่าชุดที่สวมอยู่จะหนาวเกินไป

“เสื้อผ้าของฉันซักสะอาดดี ไม่ต้องกลัวติดเชื้อหรอกน่า”รอยย์ว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนกลัวเชื้อโรคจากชุดนอนของเขายังไงยังงั้น เขาไม่ได้ซกมกขนาดนั้นสักหน่อย

“นายหันหลังไปก่อนสิ”เอ็ดเวิร์ดเอ่ยขึ้นเมื่ออีกฝ่ายจ้องมาที่เขา

“ผู้ชายเหมือนกันจะอายทำไมล่ะ”เขาตอบตามความจริง แต่เอ็ดก็ยังหวั่นๆก็เมื่อกี้กอดกันกลมซะขนาดนั้นเขาก็ต้องระแวงสิ เกิดหมอนี่คิดอะไรแผลงๆขึ้นมาไม่ซวยเรอะ!

“ถ้างั้นฉันก็ไม่เปลี่ยน”เอ็ดดื้อดึงแต่ร่างกายที่สั่นเทามันกลับตรงกันข้าม นายตำรวจถอนหายใจในความรั้นของอีกฝ่ายเหมือนเด็กไม่มีผิด แต่จะให้ทนเห็นนั่งสั่นเป็นลูกแมวก็กระไรอยู่…

“เอาใจยากชะมัด”แต่ก็ยอมหันหลังไปอีกทางแต่โดยดี

“เสร็จรึยัง?”ยังไม่ทันที่คนเปลี่ยนชุดจะตอบ เขาก็หันกลับมาซะก่อน โชคดีที่เอ็ดสวมชุดเสร็จพอดี แต่พอเขายืนขึ้นเพื่อดูความพอดีของเสื้อผ้านี่สิ นายตำรวจถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่

“เธอนี่ตัวเล็กจริงๆ ดูสิ หลวมโพรกเลย”เขากลั้วหัวเราะ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่เสื้อผ้าตัวที่คิดว่าเล็กที่สุดแล้วเท่าที่มีอยู่ แต่แทบจะเรียกว่าไม่ได้ดูตัวคนใส่เลยมั้ง อย่างกับเอาเสื้อพ่อมาให้ลูกใส่ยังไงยังงั้น

“นายนั่นแหละตัวใหญ่เกินไปต่างหาก”เอ็ดโทษว่าไม่ใช่เพราตัวเองเด็กเกินกว่าจะใส่ได้ แต่ที่จริงมันก็ไม่น่าจะหลวมถึงขนาดนี้นี่หว่า หรือว่าเขาจะตัวเล็กจริงๆกันนะ โอ้ม่ายยยย

“แต่คนตัวใหญ่ กอดแล้วอุ่นใจดีไม่ใช่รึ”รอยย์ยิ้มอย่างที่คิดว่าหวานที่สุดแล้วให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้า ซานต้าเอลริครีบเบือนหน้าหนีทันทีเพราะขืนยังจ้องหน้ากันต่อ มีหวังถูกหาว่าไข้ขึ้นแน่ๆ ก็ตอนนี้หน้าเขามันแดงยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศซะอีกนะสิ

“อย่ามาพูดจาชวนเลี่ยนหน่อยเลยน่า เข้าเรื่องเลยดีกว่า”เอ็ดหันมาตีสีหน้าขรึมเอาจริงเอาจังมากขึ้น แต่อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆบนโซฟาตัวใหญ่กลับก้มหน้าลงมาซบที่ไหล่เล็กๆของเขา เอ็ดเวิร์ดตกใจที่นายตำรวจมีท่าที่แปลกไป

“เธอมาจากไหนกันแน่ เอ็ด?”เสียงทุ้มต่ำของรอยย์ถามขึ้น สร้างความลำบากใจให้คนที่ต้องตอบคำถามนั้นเหลือเกิน

“ถ้าคราวนี้เธอหายไปอีก ฉันจะตามเธอกลับมาอยู่ด้วยกัน” ชายหนุ่มกุมมือเล็กขึ้นมาจุมพิตแผ่วเบา ความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อเด็กหนุ่มคนนี้มันยากเกินกว่าที่จะปกปิดเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว

ตึกตัก…ตึกตัก…เสียงหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจนเด็กหนุ่มเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเช่นนี้ หรือว่าจะเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นในใจกันแน่ กลัว…ที่จะบอกความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นใคร…

หรือกลัว…ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกไปกันแน่

“ฉันบอกไม่ได้”เอ็ดตอบไปแบบนั้น คราวนี้ร่างกายถูกรวบไว้โดยอ้อมแขนอันแข็งแกร่ง อีกฝ่ายโน้มใบหน้าคมสันเข้ามาใกล้จนดวงตาสีทองที่ถูกจ้องมองยังรู้สึกใจหายที่เห็นดวงตาสีนิลเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“ที่เธอไม่ยอมบอกฉัน ก็เพราะกลัวว่าฉันจะตามหาเธอเมื่อเธอหายตัวไปใช่ไหม!”ทุกคำพูดของเขาดังเข็มที่ทิ่มแทงใจทั้งตัวเองและคนที่เขาเข้าใจว่าจะหายตัวไป ดั่งปีที่แล้วมา…

เอ็ดซุกหน้าลงกับอกของผู้กำกับหนุ่ม แม้จะรู้ว่าป่วยการเปล่าที่จะพูด แต่จะให้เงียบไว้เขาก็คงทำไม่ได้แน่ สู้บอกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่แน่ บางที…ถ้าเขารู้ความจริงแล้ว อาจจะล้มเลิกความตั้งใจทั้งหมดก็ได้

“ไม่ใช่…แต่ถึงบอกไป นายก็ไม่มีทางตามหาฉันพบ”เสียงที่เปล่งออกมา ไม่ต้องมองหน้าคนในอ้อมกอดก็รู้ว่าเจ็บปวดไม่แพ้กัน

“มัน…ไกลมากอย่างนั้นเหรอ”รอยย์ถามเอ็ดเวิร์ดพร้อมกระชับกอดร่างเล็ก ราวกับกลัวว่าคนในอ้อมแขนจะหายไปอีกถ้าเขาไม่ได้สัมผัสร่างนี้เอาไว้

“ไม่ใช่แค่ไกล แต่…มันเป็นที่ๆมนุษย์อย่างนายไม่สามารถไปถึงได้”เสียงเอ็ดเริ่มสั่น เมื่อรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องบอกความจริง ไม่เพียงแค่เขาหรอกที่สั่น รอยย์ มัสแตงเองก็รู้สึกเช่นกัน ทั้งร่างกายทั้งหัวใจมันระริกราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่เขาก็กลั้นใจถามออกไป

“พูดอะไรน่ะ เธอเองก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่เหรอไง?”

“ฉัน…ไม่ใช่มนุษย์”

“ฉันมาจากโลกซานตาครอส จะมาที่โลกมนุษย์ก็ได้แค่ปีละครั้งในช่วงเวลานี้ หลังจากนั้นฉันก็จะกลับไป”มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อแน่น เอ็ดเวิร์ดหลับตานิ่งเพื่อสะกดกลั้นทำนบน้ำตาที่กำลังจะพังเต็มที “เข้าใจแล้วสินะว่าฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้”

หัวใจของเขาหล่นวูบ ไม่สิ…เหมือนมีค้อนหนักๆมาทุบที่กลางอกมากกว่า ตัวจริงของเด็กคนนี้คือ…

โธ่เว้ย!!

ทั้งที่ไม่เคยมีความรู้สึกต่อใครมากถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่ทำไมทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่เขาต้องการจะให้มันเป็นล่ะ แค่รักเด็กคนนี้ก็นับว่าผิดมากพอแล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันยิ่งกว่าผิดซะอีก!

มนุษย์กับซานตาครอสจะรักกันได้ยังไง…

แต่ว่า…แต่ว่า…

“จะทำอะไรน่ะ!” เอ็ดเวิร์ดร้องถามเมื่อรอยย์ผลักเขานอนลงบนโซฟา แขนทั้งสองข้างถูกตรึงไว้ข้างกาย แรงที่มีอยู่ทั้งหมดของเขายังไม่อาจสู้แรงของชายคนนี้ได้เลย แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธหรือต่อต้านผู้ชายคนนี้ได้ก็คือสิ่งที่สื่ออยู่ในดวงตาคู่นั้นที่สะท้อนแต่ภาพใบหน้าของเขา มันมีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

“อย่าห้ามฉัน”รอยย์ มัสแตงเอ่ยน้ำเสียงมาดมั่น “ไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่ปล่อยให้เธอหายไปอีกแล้ว”

ทุกอย่างก็เงียบลง ไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกมาจากปากของทั้งคู่ที่ประกบกันอยู่อีกต่อไป รอยย์เพิ่มแรงสัมผัสจากจูบเป็นบดขยี้รุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามความรู้สึกที่อยู่ในใจไว้ได้ แรงปรารถนาที่มีต่อตัวเอ็ดเวิร์ดมันมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรองรับไหว

“อย่า…ทำแบบนี้”เอ็ดถึงกับเพ้อเมื่อรอยย์ถอนจูบที่แสนเร่าร้อนออกไป จูบแรกที่ทำเอาแทบใจหายและตั้งตัวไม่ติดกับการจู่โจมแบบกะทันหันของอีกฝ่าย รอยย์จึงได้โอกาสล่วงเกินเด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอีกต่อไป ชายหนุ่มดึงผ้าฝ้ายที่ปกปิดร่างเล็กผ่านศีรษะได้รูปและไล้ฝ่ามือไปทั่วแผ่นอกบอบบางขาวละมุน

“อึ้ก…อา” เอ็ดขบริมฝีปากแน่นเมื่อสัมผัสอุ่นๆจากปลายลิ้นกำลังไล่ละสำรวจไปทั่วร่าง ช่วงบนทั้งหมดตั้งแต่ไหล่ อก และหน้าท้องเริ่มร้อนดั่งไฟในตัวชายหนุ่มที่คุกรุ่นจนเหงื่อผุดออกตามใบหน้าและไรผม ใบหน้าคมคายวกกลับมาที่เปลือกตาก่อนจะประทับจุมพิตอันแสนหวานทว่าหวามไหว และพรมจูบไปทั่วใบหน้า สัมผัสริมฝีปากอิ่มอีกครั้งอย่างเย้ายวนชวนฝันด้วยปลายลิ้นที่อุ่นร้อน

โดยที่ไม่รู้ตัว…เอ็ดเวิร์ดก็เผยอปากรับรสเสน่หานั้นอย่างห้ามไม่อยู่เช่นกัน แต่นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดทางให้รอยย์ได้สัมผัสตัวเขามากขึ้น

“อื้อ…” ริมฝีปากของทั้งคู่ยังประกบติดกันแนบแน่น ในขณะที่มือหนาสำรวจแผ่นหลังเนียนของเด็กหนุ่มจนทั่ว รอยย์ไล้มือไปทั่วร่างบาง หยุดอยู่ที่สะโพกแล้วปลดอาภรณ์ที่ปกปิดปราการสุดท้ายออกและทาบทับร่างอันเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีนิลพิศใบหน้าที่แดงระเรื่อไปจนถึงใบหู

ช่างน่าทะนุถนอมเหลือเกิน

แต่การกระทำที่ทำเอาร่างเล็กสั่นสะท้านนั้นไม่ได้บอกว่าเจ้าตัวทะนุถนอมอีกฝ่ายอย่างที่คิดเลย มีแต่รุกมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ องศารักที่รุ่มร้อนเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว รอยย์ มัสแตงปลดเสื้อนุ่งของตนออก เหลือไว้แต่เพียงกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าที่เต้นร่าเท่านั้น เขาโน้มศีรษะก้มลงกระทำที่ความเป็นชายของเอ็ดโดยแยกช่วงล่างทั้งสองข้างออก

“ฮ้า! อ๊ะ!”เอ็ดครางเสียงสั่นสะท้าน ทั้งอยากต่อต้านและปรารถนาอย่างแรงกล้าในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้โดยคำพูดนี้มันคืออะไรกัน สิ่งที่เขาทำได้ในช่วงเวลานี้ก็มีเพียงแค่การตอบสนองความใคร่ที่ร่างกายของอีกฝ่ายมอบให้เท่านั้น น้ำรักที่หลั่งไหลจากช่องทางสวรรค์กลับยิ่งสร้างความเพลินเพลิดให้ผู้ล่วงล้ำได้สุขสันต์ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ หลังจากดื่มด่ำกับรสน้ำเสน่หา ช่องทางก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยนิ้วเรียวยาวที่ก้าวเข้าไปจนสุดปลายทาง ร่างเล็กดิ้นพล่านเพราะแรงพิศวาสที่มากล้นเกินทนไหว มือบางทั้งสองควานหาสิ่งที่จะช่วยยึดไม่ให้ใจที่กำลังเต้นรัวและร่างกายนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นแผ่นหลังกว้างหยาบกร้านเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยประคองร่างที่สั่นกระสันนี้เอาไว้ได้

“ระ…รอยย์ ฉ…ฉัน ฮะ!”เจ้าของนัยน์ตาสีทองคู่สวยเรียกชื่อเขา อีกฝ่ายจึงถอนนิ้วที่ล่วงล้ำร่างสวยออกและเชยคางใบหน้างามขึ้นมาสบตา ไอหอบที่ออกมาจากกระจับปากสวยของเอ็ดยิ่งเชิญชวนให้ริมฝีปากหนาทาบทับและบุกรุกสำรวจจนทั่วริมฝีปากอิ่มสวยเนิ่นนานก่อนจะถอนจูบออก

“ฉันอยู่นี่ไง เอ็ด…”ร่างสูงเอ่ยตอบไป เขาใช้มือปัดเส้นไหมสีทองออกจากแก้มใสและสัมผัสที่จุดนั้นอย่างอ่อนโยนทั้งสองข้าง ถ้ายังขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ตลอดคืนนี้ทั้งคืนต่างฝ่ายต่างต้องหมดเรี่ยวแรงกันไปก่อนแน่

ทว่า…ร่างบางในอ้อมแขนของเขากลับไม่คิดเช่นนั้น

“พอ…เถอะ…ฉัน…ฉัน ทน ต่อ…ไป มะ…ไม่…ไม่ไหว ละ…อื๊อ!!”เอ็ดเวิร์ดเอ่ยห้าม หมายจะให้ชายหนุ่มหยุดสิ่งที่กำลังกระทำผิดอยู่นี้สักที แต่ก็ไม่มีโอกาสได้พูดต่อเมื่อริมฝีปากของเขาถูกอุดด้วยริมฝีปากของนายตำรวจที่ทัดทานอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง

ต่อให้ร่างสวยของคนรักต้องแหลกสลายด้วยมือคู่นี้ เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันต้องหายไปจากชีวิตของเขาเด็ดขาด

รอยย์ มัสแตงพลิกกายที่ไร้แรงต่อต้านให้หันหลังแล้วใช้เสื้อผ้าที่กองอยู่ที่พื้นพันธนาการแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเอาไว้ เอ็ดจึงขัดขืนด้วยการออกแรงดิ้นที่เหลืออยู่น้อยนิด แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อตัวของเขาถูกกดทับลงกับเบาะโซฟาหนานุ่ม แต่เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงหัวใจ

“หยุดนะ เจ้าบ้า!!”เมื่อไม่อาจใช้กำลังในการทัดทาน ทางเดียวที่พอจะทำได้คือการต่อว่าเพื่อย้ำเตือนสติที่ขาดหายไปให้กลับมา แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าทำไปก็เหนื่อยแรงเปล่า แต่ว่า…จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้

เอ็ดบอกกับตัวเองอย่างนั้น น้ำตาแห่งความเจ็บปวดเริ่มรินไหลออกมาจากดวงตาที่สิ้นหวัง “รอยย์…ฉันขอร้อง…อย่า…ได้โปรด” เขายังคงหวังว่าชายที่รักตนจะเข้าใจถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านคำพูดนี้ออกไป

“เอ็ดเวิร์ด อย่าห้ามหรือขัดขืนฉันเลย ฉันรักเธอจริงๆนะ”เสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหูเด็กหนุ่มที่เจ็บปวดกับรสรักอันแสนทรมาน

“รักอย่างนั้นเหรอ…นายถึงต้องทำกับฉันอย่างนี้น่ะ!”ดวงตาสีทองตัดพ้อต่อว่า เขาไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆทั้งนั้น

การบังคับฝืนใจกันนี่น่ะเหรอ คือสิ่งที่คนรักเค้าทำกันน่ะ!

“ใช่”ดวงตาสีดำสนิทยื่นเข้ามาใกล้…ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดอยู่ข้างแก้ม “เพื่อพันธนาการเธอไว้ที่โลกใบนี้…กับตัวฉัน และเพื่อไม่ให้เธอหายไปจากความทรงจำขอฉันอีกเป็นครั้งที่สอง…”

เสียงหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงราวกับจะปะทุออกมานอกอก รอยย์จับข้อมือบางให้สัมผัสกับส่วนที่หัวใจของเขาเต้นร่ำไม่ต่างจากความรู้สึกของคนรัก

“สิ่งที่ฉันทำ มาจากใจจริงของฉันทั้งหมด เชื่อฉันเถอะ…”ริมฝีปากที่อ่อนโยนจุมพิตลงบนหลังมือบอบบางที่สั่นเทา ก่อนจะดึงมาสัมผัสกับใบหน้าคมกร้านของตน แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าสิ่งอื่นใดในเวลานี้คือร่างสวยที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า ช่างงดงามและวิจิตรเกินกว่าจะหาสิ่งอื่นใดมาทดแทน รอยย์ไม่อาจทำลายความเชื่อใจทั้งหมดที่มีต่อเด็กคนนี้จึงแก้มัดผ้าที่รัดข้อมือออก ฉับพลันร่างเล็กก็โผเข้าหาแผ่นอกแข็งแรงโดยที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ชายหนุ่มก็โอบประคองร่างบางนั้นไว้ด้วยความรักใคร่

“ไปที่ห้องฉันดีกว่า…”สันจมูกประทับที่เส้นไหมสีทองพร้อมกับอุ้มร่างที่น่าทะนุถนอมไปยังเรือนรัก ฝ่ายที่ถูกอุ้มเมื่อร่างกายถูกรุกรานอีกครั้งบนที่นอนหนานุ่มจึงไร้ซึ่งการต่อต้านขัดขืน มีแต่โอนอ่อนผ่อนตามไปกับอารมณ์รักที่ครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจ ปล่อยให้อะไรๆเป็นไปตามที่ใจต้องการมากกว่าการฝืนบังคับ แม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม…

TBC.

Fiction

[AU FMA fanfiction] The Midnight Christmas Snow 4

ในค่ำคืนวันคริสต์มาสที่สวยงามและเต็มไปด้วยปุยฝ้ายสีขาวที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ยังมีนายตำรวจหนุ่มมัสแตงและซานตาครอสวัยรุ่นหนุ่ม กำลังออกเดทกัน!!

“เธอนี่กินเก่งชะมัดเลยนะ” รอยย์ มัสแตงเอ่ยพร้อมกับนับแบงค์ในกระเป๋าที่เหลือพอใช้ได้แค่สิ้นปีเท่านั้น เนื่องจากหนุ่มน้อยที่เขาขอให้อยู่เป็นเพื่อนในคืนนี้เล่นฟาดซะเรียบแบบไม่ยั้งกระเพาะ

“ก็บอกเองนี่ว่าจะเลี้ยง ฉันก็เลยสนองให้ ว่าแต่เลิกเรียก ‘เธอ’ซะทีได้มั๊ย ฟังแล้วระคายหูฟ่ะ” เอ็ดที่อารมณ์ดีจากการอ่มหนำสำราญเริ่มรำคาญเมื่อโดนเรียกสรรพนามที่ไม่เข้ากับตัวเขาเลย (ที่จริงน่ะเข้ากันสุดๆ)

“ฉันว่ามันเหมาะกับเธอดีออก”รอยย์ว่าพร้อมกับยิ้ม แต่ซานต้าหนุ่มหน้าหวานไม่ยิ้มด้วย

“ยังไม่หยุดเรียกอีก”เขาหันหลังไปจ้องตาตำรวจหนุ่ม แต่ถึงจะทำท่าโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงยังไง ในสายตาเรียวเล็กคู่นั้นก็มองเห็นแต่ดวงตาสีทองน่าเอ็นดู จนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นยีหัวสีทองจนยุ่งเหยิง

“ก็แล้วอยากให้เรียกว่าอะไรล่ะ หนูน้อย” ชายหนุ่มหยอกเย้า

“นั่นก็ไม่เอาเฟ้ย!! โอ๊ะ!!”ตำแหน่งที่เอ็ดเวิร์ดยืนอยู่เป็นพื้นน้ำแข็งที่เริ่มละลาย ขาทั้งคู่ที่ไม่ทันได้ปรับความสมดุลกับพื้นจึงลื่นเซเข้าหาตัวนายตำรวจ โชคดีที่เขารับทัน

“พื้นมันลื่นนะ ระวังหน่อยสิ”เขาตักเตือน เอ็ดรู้สึกแปลกๆ เวลานี้เขาตกอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม

“ขะ ขอบคุณ”เด็กหนุ่มซานต้าถอนตัวออกมาและเดินนำหน้าเจ้าของอ้อมกอดไป รอยย์เดินตามหลังเอ็ดมาติดๆ ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโบสถ์แห่งหนึ่ง หิมะที่เริ่มตกหนักและอากาศที่เย็นจนลมหายใจเป็นไอหมอกสีขาว รอยย์จึงเดินจูงมือเด็กหนุ่มเข้าไปข้างใน “ข้างนอกเริ่มหนาวแล้ว ไปนั่งคุยกันข้างในดีกว่า”

แม้จะอยากปฏิเสธ แต่พอคิดว่าเขาคงไม่ทำอะไรมากไปกว่าการหาที่หลบหนาว ซานตาครอสหนุ่มจึงเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย ทั้งสองเลือกนั่งที่แถวกลางฝั่งซ้าย นั่งเงียบกันได้สักพักรอยย์ก็โน้มตัวลงนอนบนตักเด็กหนุ่ม ทีแรกเอ็ดก็สะดุ้ง แต่ก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนที่ตักของเขาแต่โดยดี

“ทำไมเธอถึงบอกเลิกกับนายล่ะ”เอ็ดเวิร์ดถาม เขารู้ว่ามันไม่ดี แต่ว่า…มันมีอะไรบางอย่างบงการสั่งให้เขาต้องถามเช่นนั้น

รอยย์เงยหน้าขึ้นมองดวงตาสีทองที่ทอดมองเขาอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่อยากจะหวนคิดถึงนัก

“ฉันเองก็ไม่รู้…เธอบอกแค่ว่า ‘เราไปด้วยกันไม่ได้’ แล้วเธอก็เดินออกไปจากชีวิตของฉัน”น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความเศร้าไว้เต็มอก จนทำเอาคนฟังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่เจ็บปวดของคนเล่า

“คุณคงรักเธอมากสินะ”เอ็ดกำลังพูดถึงคนรักของรอยย์ มัสแตงที่เพิ่งเลิกกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

“นั่นสินะ…”เขาพึมพำพร้อมนึกภาพในอดีต “ฉันเองก็มีผู้หญิงคนอื่นในขณะที่คบอยู่กับเธอ”

เออ งั้นก็สมควรที่จะโดนบอกเลิกล่ะ เจ้าชู้ซะไม่มี ซานตาครอสเอ็ดเวิร์ดคิด

“แต่…ไม่ว่าฉันจะคบอยู่กับใครก็ไม่เคยสบายใจเท่าได้อยู่ใกล้ๆเธอ กว่าจะรู้ตัวว่าเธอสำคัญกับฉันมากขนาดไหน ฉันก็ปล่อยให้มือที่อบอุ่นคู่นั้นจากฉันไปแล้ว”รอยย์เอาแขนก่ายปิดหน้า เอ็ดสังเกตเห็นหยดน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น

ถ้าสิ่งที่นายพูดเป็นเรื่องจริง จะให้ฉันหัวเราะเยาะนายก็คงทำไม่ได้สินะ

“ไม่ว่าใครก็ต้องเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้นแหละ การที่นายเสียเธอไปในวันนี้ก็เท่ากับได้บทเรียนแล้วว่าเธอสำคัญมากแค่ไหน“เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวและห้าวอย่างทุกครั้ง แต่มันอ่อนโยนดั่งเสียงสวรรค์ที่กำลังขับกล่อมให้จิตใจที่ว้าวุ่นของเขาสงบลง

“เก๊ง….เก๊งงงง”เสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนของโบสถ์คริสต์แห่งนี้ เวลาแห่งการจากลาของทั้งคู่มาถึงแล้ว

“ฉันคงต้องไปแล้ว”เอ็ดยันตัวขึ้นพร้อมกับรอยย์ แต่พอถึงเวลาที่ต้องไปจริงๆ เขากลับไม่ยอมปล่อยมือจากคนข้างกาย

อยากจะอยู่อย่างนี้…อยากจะอยู่ใกล้เด็กคนนี้ตลอดไป ไม่ใช่แค่เวลานี้หรือผ่านพ้นคืนนี้ไป

“สัญญาแล้วนี่ ปล่อยฉัน…เถอะ”แววตาที่ขอร้องวิงวอนมากกว่าจะเป็นคำสั่ง เพราะใจของอีกฝ่ายก็ไม่อยากจะทำสิ่งที่ให้สัญญาไว้ตั้งแต่แรกเช่นกัน

แต่เขามีเวลาเท่านี้ ไม่สามารถยื้อเวลาไว้ให้ได้มากกว่านี้แล้ว

“เราจะได้พบกันอีกไหม เอ็ดเวิร์ด”รอยย์ถาม ตั้งความหวังว่าจะได้พบกับเด็กหนุ่มที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกดีและไม่ต้องอยู่อย่างอ้างว้างเพียงลำพังในคืนนี้ เอ็ดอึดอัดที่จะตอบว่าอาจจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว แต่หากพูดออกไปอย่างนั้นรับรองได้ว่าเขาต้องไม่ยอมปล่อยมือแน่

ขอโทษนะคุณตำรวจ

“ปึ้ก!!”ร่างสูงชะงักและฟุบหน้าลง เอ็ดจับศีรษะของนายตำรวจหนุ่มไว้พร้อมกับเอ่ยคำอำลา

“ขอโทษนะรอยย์ ลืมฉันซะเถอะ”ฉับพลันเอ็ดก็ใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุลบความทรงจำทั้งหมดของรอยย์ที่เกี่ยวกับเขา มันเป็นกฎของซานตาครอสที่ห้ามไม่ให้มีความสัมพันธ์อันใดกับมนุษย์ จึงจำต้องลบเรื่องราวของตนออกไปจากชีวิตของมนุษย์ผู้นั้น

แม้ว่า…ซานตาครอสเช่นเขาจะต้องเจ็บปวดก็ตาม…

ซานต้าเอลริคคนพี่กลับไปสู่โลกซานตาครอสของตนแล้ว แต่คนน้องยังคงแก่วอยู่ที่โลกมนุษย์ด้วยเพราะติดสัญญาที่ให้ไว้กับนักร้องหนุ่มไฮเดริชว่าจะพาเขากลับมาพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานานร่วมปี

เห็นภาพครอบครัวได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว อดซึ้งไปด้วยไม่ได้เลยแฮะ อัลฟองเซ่คิด พร้อมกับมองนาฬิกา

ตายล่ะ…หมดเวลาบนโลกมนุษย์แล้ว เฮ้อ…สุดท้ายก็อดดูคอนเสิร์ตจนได้สิน่า

“เด็น!!”ซานต้าเอลริคเรียกเจ้าหมารถเคลื่อนให้มาจอดรับ แล้วกระโดดขึ้นรถเคลื่อน

แต่จะไปโดยไม่บอกกล่าวเลยก็ยังไงอยู่ ทิ้งโน้ตไว้สักหน่อยแล้วกัน

ว่าแล้วอัลก็จัดการเขียนข้อความส่งท้ายทิ้งไว้ให้ซุปเปอร์สตาร์หนุ่ม

“คุณอัล อ้าว? ไม่อยู่ ไปไหนซะแล้ว คุณอัล!”ชายหนุ่มตะโกนเรียกหาคนที่ม้ำใจพาเขามาหาครอบครัวด้วยวิธีการที่เหลือเชื่อ พอเด็กหนุ่มคนนั้นบอกให้เขาหลับตาลง พอลืมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าบ้านของตัวเองแล้ว ตั้งใจว่าจะชวนเข้าไปข้างในบ้านเพื่อให้พบกับครอบครัวเสียหน่อย แต่เจ้าตัวกลับไม่อยู่แล้ว เหลือไว้แต่เพียงกล่องของขวัญใบใหญ่กับกระดาษโน้ตเขียนได้ใจความว่า…

‘คุณไฮเดริช ผมได้ทำให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริงแล้ว แต่ผมคงไม่สามารถพาคุณกลับไปที่เมืองหลวงด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง…แค่คุณเปิดกล่องใบที่คุณเห็น เท่านี้คุณก็สามารถกลับไปที่งานคอนเสิร์ตได้แล้ว อ้อ…แล้วก็อย่าลืมนะครับ สัญญาที่ให้ไว้กับผมว่าคุณจะกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง คราวหน้าอย่าทำอย่างนี้อีกล่ะ เพราะผมจะไม่สนใจคุณอีกต่อไปแล้ว

สุดท้าย…ผมหวังว่าคุณจะมีความสุขบ้างอย่างน้อยๆก็ในวันนี้ ถ้าโชคชะตาจะพาให้เราได้มาพบกัน เราคงมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง

อัลฟองเซ่ เอลริค ’

“คุณเป็นใครกันแน่? คุณอัล”

อัลฟอนส์ตั้งคำถามกับตัวเอง จู่ๆเขาก็มาปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่คล้ายคลึงกันกับเขา สอนให้เขาได้ตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำในฐานะคนของประชาชน แล้วยังเป็นถึงผู้มีพระคุณที่มาเขามาพบหน้าครอบครัวที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว

ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำขอบคุณในน้ำใจที่เกินจะทดแทนได้นี่เลย แต่ก็ต้องมาจากกันซะแล้ว…

TBC.

Fiction