Tags » Nichkhun

2PM Nichkhun Tunjukkan Rasa Belasungkawa Atas Musibah Pesawat MH17

2PM Nichkhun menunjukkan rasa belasungkawa atas musibah pesawat Malaysia Airlines MH17.

Pada tanggal 17 Juli, pesawat Malaysia Airlines dengan rute Amsterdam menuju ke Kuala Lumpur ditembak jatuh oleh pemberontak Pro-Russia di daerah Ukraina timur. 98 more words

K-LIFESTYLE

[SF] CNN : Close Friend [2/?]

[SF] CNN : Close Friend

Pairing : Chansung x Junho

Writer : AatbWoo @ThaihottestA

Rate : PG-17

Warning : ภาษาดอกไม้ มีสิงสาราสัตว์เดินให้ว่อน ทำใจไม่ได้กดปิดได้เลยแจจจ้

หลังจากชานซองมาปรากฏตัวในโต๊ะที่ผมนั่งอยู่กับดูจุน ไอ้สติไม่สมประกอบนั่นก็ลุกออกไปจากโต๊ะด้วยทนแรงกดดันความเป็นส่วนเกินจากผมกับไอ้ชานไม่ไหว

ตอนนี้เป็นคาบสี่ของชั่วโมงเรียนช่วงเช้า อีกไม่กี่นาทีออดพักเที่ยงก็จะดัง ผมสะกิดไอ้ชานที่นอนตายเป็นหมีอืดอยู่ข้างๆ ให้ตื่นขึ้นมาเก็บของ และเพราะเมื่อเช้าไอ้เวรนี่มันหนีประชุม ไอ้ด้งเลยมาบอกข่าวดีกับมันว่าตอนเที่ยงพี่คุณเรียกมันไปที่ห้องสภานักเรียนอีกครั้ง คงจะลงโทษที่มันหนีประชุมล่ะมั้ง แต่เอาเถอะ ยังไงพักเที่ยงนี้ผมก็ต้องไปห้องสภานักเรียนด้วยเหมือนกัน

ลืมบอกไปว่าผมก็เป็นหนึ่งในสภานักเรียนรุ่นต่อไปที่กำลังจะรับช่วงต่อจากรุ่นพี่ ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงเวลาเรียนรู้งาน เที่ยงวันนี้พี่มินจุนที่เป็นรองประธานนักเรียนก็เรียกผมไปพบด้วย ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรด่วนรึเปล่า

“ไอ้ชานตื่น จะหมดคาบแล้ว” ผมเขย่าตัวคนข้างๆ เพื่อปลุกให้มันตื่น แต่ไอ้นี่แม่งขี้เซา ทำเสียงงึมงำแล้วพลิกหน้าหนีไปอีกทางโดยไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาเก็บของ

“ไอ้ชานตื่นสิวะ” ผมเพิ่มแรงเขย่าตัวมันจนหัวทุยๆ สั่นคลอนไปตามแรง และครั้งนี้ก็ดูท่าจะได้ผลเพราะมันพยายามผงกหัวขึ้นมาปรือตามองผม

“กูกำลังจะได้แทงแล้วเชียว มึงขัดสัด” มันขมวดคิ้วพูดพึมพำอย่างหัวเสียหน่อยๆ ก่อนจะเก็บของใส่กระเป๋า

ว่าแต่ฝันอะไรของมันวะ มีทงมีแทง

หลังจากออดพักเที่ยงดัง นักเรียนที่นั่งคอยเวลานี้มานานก็กรูกันออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว ผมกับไอ้ชานโบกมือลาไอ้ด้งที่หน้าห้องเพราะต้องแยกกันไปคนละทาง ไอ้แก้มย้วยทำหน้าวอนตีนเพราะมันไม่มีคนไปนั่งกินข้าวเที่ยงด้วย สงสารมันก็สงสาร แต่เดี๋ยวมันก็มีคนชวนไปนั่งกินด้วยอยู่แล้ว เห็นหน้าตาน่ารักใสซื่อแบบนี้ใช่ย่อย สาวๆ ในสต็อกเพียบจ้า!

ผมกับไอ้ชานเดินสวนกระแสนักเรียนที่เดินตรงไปยังโรงอาหารซึ่งอยู่ใจกลางโรงเรียน แต่ผมสองคนกลับเดินตรงไปทางหน้าโรงเรียนเพราะห้องสถานักเรียนอยู่ตึกแรก

“หิวโว้ยยยยย” ไอ้หมีควายที่เดินข้างผมเริ่มออกปากโวยวาย ผมเองก็หิวแล้วเหมือนกัน ทำไมพี่มินจุนต้องมาเรียกให้ไปหาก่อนด้วยนะ แทนที่จะให้กินข้าวกินปลาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยให้ไปเจอ นี่สั่งผมเลยว่าพอออดดังปุ๊บแล้วให้ผมรีบไปที่ห้องสภาปั๊บ คนนะไม่ใช่มนุษย์ต่างด้าวถึงจะได้หายตัวไปได้รวดเร็วขนาดนั้น

ผมกับไอ้ชานมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องสภานักเรียนในเวลาต่อมา แถวนี้ค่อนข้างร้างผู้คน เด็กม.ต้นก็เรียนอยู่ ม.ปลายก็เพิ่งปล่อยพักไปกระจุกรวมกันอยู่ที่โรงอาหารกันหมด

“มาแล้วคร้าบบ” เราสองคนเดินตามๆ กันเข้าไปด้านใน เห็นพี่คุณนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟามุมห้อง ข้างๆ มีพี่มินจุนนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าเล่นเกมส์ในโทรศัพท์อยู่ และพี่แทคยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างหน้าต่าง

“ชักช้าจริง มาๆ พี่มีเรื่องให้ช่วย” พี่มินจุนที่เหลือบตาขึ้นมามองผมกับไอ้ชานกระเด้งตัวลุกขึ้นมากวักมือเรียกให้ผมเข้าไปหา ขณะที่พี่คุณก็ลุกเข้าไปหาชานซองด้วยเหมือนกัน

“คนอื่นๆ ยังไม่มาหรอพี่” ผมเอ่ยปากถามพี่มินจุนพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ไม่เห็นมีสมาชิกสภานักเรียนรุ่นผมอยู่ในห้องสักคน

“ไม่มาหรอก ข้าเรียกเอ็งคนเดียว อย่าถามมาก มานี่เลย” พี่มินจุนสะบัดมือไปมาเหมือนรำคาญสิ่งที่ผมพูดแล้วลากผมเดินตรงไปที่ตู้เก็บเอกสารซึ่งมีแฟ้มเอกสารวางกองเรี่ยราดอยู่หน้าตู้และบนตู้เต็มไปหมด

อย่าบอกนะว่าพี่แกเรียกผมให้มาจัดการกับไอ้กองขยะพวกนี้…

“มึงเห็นกองนี่ใช่ปะไอ้น้อง จัดการซะ เสร็จแล้วไปกินข้าวได้” กูว่าแล้ว…

“อะไรกันเนี่ย! ทำไมต้องเป็นผมคนเดียวที่ต้องทำอะไรพวกนี้ด้วยอ่ะ!” ผมเริ่มโวยวายเรียกร้องสิทธิ์ ไม่ได้นะไม่ได้ ทำไมต้องเป็นผม สมาชิกสภานักเรียนอีกห้าคนที่เหลือทำไมไม่เรียก ทำไมผมต้องมาทำแบบนี้คนเดียวด้วย!

“กูรักมึงมากกว่าคนอื่นไง ไปๆ ไปจัดการ อยากกินอะไร เดี๋ยวเฮียซื้อเข้ามาให้ก็ได้ กิกิ” พี่มินจุนหัวเราะชอบใจที่เห็นผมทำหน้าบูด

“อยากกินสเต็กเนื้อสันกับสปาเกตตี้คาโบนาร่า”

“ถุย! หาแดกเองแล้วกัน” ว่าจบพี่แกก็เดินลอยชายเข้าไปหาพี่แทคที่เพิ่งคุยโทรศัพท์เสร็จ

พี่แทคยอนเป็นประธานนักเรียนโรงเรียนครับ สูงหล่อเรียนดีกีฬาเด่นโคตรพ่อโคตรแม่รวย ที่สำคัญยังเป็นพวกที่มีอุดมการณ์ดีเหมาะแก่การเป็นผู้นำสมกับเป็นประธานนักเรียนจริงๆ

ส่วนพี่คุณที่มีชื่อตั้งแต่ตอนที่แล้วเป็นประธานสีรุ่นปัจจุนบันของสีผม และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกสภานักเรียนด้วย ถ้าให้บรรยายถึงรูปร่างหน้าตาเขาล่ะก็… โอ้ยยยย สั้นๆ เลยนะครับ เพอร์เฟ็ค!

แล้วพี่มินจุนที่เพิ่งมีบทสนทนากับผมไปเมื่อกี้นี้ก็เป็นรองประธานนักเรียนอย่างที่ผมบอกไป ผมไม่คิดว่าพี่แกจะได้เป็นรองประธานนะ… ถึงแม้หน้าตาพี่เขาจะถือว่าหล่อเข้มกระชากใจสาวๆ แต่ด้วยเพราะลุคแบดๆ กับลูกน้องที่ชอบเดินตามกันเป็นพรวนนั่นทำเอาผมเกรงๆ อยู่บ้าง ท่าทางเหมือนเป็นนักเลงอัธพาลซะมากกว่า ไหงทำไมถึงได้คะแนนรองจากพี่แทคก็ไม่รู้ สงสัยพี่แกต้องไปบังคับข่มขู่เด็กม.ต้นโหวตให้ตัวเองแหงๆ

สาธยายมาซะยาวเหยียด ตอนนี้ผมกำลังนั่งหน้ามุ่ยจัดเรียงบรรดาแฟ้มเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นใส่ตู่ แถมยังต้องเอาจากในตู้ออกมาเรียงใหม่อีกเพราะเรียงผิดหมวดกันไปหมด ฮึ่ย! ทำไมผมต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ อย่างกับโดนลงโทษ

เสียงพูดคุยของพี่ๆ เงียบลงพร้อมกับเสียงปิดประตูห้อง ทำให้รู้ว่าตอนนี้พวกพี่เขาออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว เหลือแค่ผมกับไอ้ชานสองคน

เออจะว่าไป ไอ้ชานแม่งเป็นประธานสีได้ไงวะ เรียนก็ไม่เอาถ่าน หน้าตาดีไปวันๆ แต่กีฬามันก็เทพอยู่เหมือนกัน ดูจากเสียงโหวตนี่มันได้จากสาวน้อยสาวใหญ่มาเต็มๆ สงสัยเพราะหนังหน้าหล่อๆ ของมันไปคว้าใจรุ่นพี่รุ่นน้องมาได้ล่ะมั้ง

“โฮ” เสียงทุ้มๆ ของคนที่ผมเพิ่งนินทามันอยู่ในใจดังขึ้นก่อนที่ร่างโตๆ ของมันจะมาทรุดตัวนั่งลงข้างๆ พร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารอะไรสักอย่างมาวางไว้บนตักผม

“อะไร” ผมหันไปขมวดคิ้วมองหน้ามันก่อนจะมองแฟ้มที่เปิดกางเอกสารอะไรสักอย่างอยู่บนตัก

“มึงคำนวณนี่ให้หน่อยดิ กูทำไม่เป็น”

ผมหันไปมองหน้าหมาหงอยของมันพลางถอนหายใจออกมาแรงๆ มันใช่งานกูมั้ย?

“ทำเองดิวะ เห็นปะว่ากูยุ่งอยู่” ผมหันกลับมาสนใจบรรดาแฟ้มเอกสารตรงหน้าตัวเองต่อโดยดันแฟ้มที่อยู่บนตักส่งคืนไปให้ไอ้ชานที่ยังนั่งมองผมอยู่ข้างๆ

“โหยยย ถ้ากูทำเป็นก็ทำไปแล้ว นะ นะ นะ โฮฮฮฮ ช่วยกูหน่อย กูทำไม่เป็น” เสียงร้องโหยหวยเหมือนหมาโดนเชือดไอ้จู๋ดังอยู่ข้างตัวพร้อมแรงเขย่าที่แขนทำเอาผมสั่นไปทั้งร่างอย่างกับเจ้าเข้าทรง

“นะโฮนะ เดี๋ยวเย็นนี้กูเลี้ยงไอติม มึงชอบกินร้านพี่เพ้นใช่ปะ เดี๋ยวกูพาไปเลย”

ไอ้เวรนี่เอาของกินมาล่อ…สัด อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้วกูยอมนะ!!

“เออก็ได้” ผมหันไปตอบไอ้ชานพร้อมกับรับแฟ้มเอกสารจากมือมันมาถือไว้

“สัด! กูรักมึงจังเลยยยยยยยยยย” ไอ้ชานโถมตัวเข้ามากอดจนตัวผมเซแทบหงายหลัง

“พอๆ กูหนัก ออกไป อย่าลืมนะมึง เย็นนี้มึงตกลงอะไรไว้กับกู ถ้ามึงเบี้ยวกูจะฟ้องพี่แป้งให้เอากรรไกรตัดจู๋มึงแล้วโยนให้ไอ้เซนเซอร์แมวพี่เพ้นกิน” ผมผลักร่างควายๆ ของไอ้ชานออกแล้วพูดขู่มันไว้ก่อนโดยเอาชื่อพี่สาวมหาโหดข้างบ้านไอ้ชานมาขู่ มันก็ถึงกับคอหด กรั่กกก

“เออๆ กูเลี้ยงมึงแน่ เห็นแก่กินจังเลยนะมึงอ่ะ ไอ้อ้วนเอ๊ย โอ้ยยยยยยยย จุนโฮมึงถีบกูววววววว”

ไอ้ชานลงไปนอนหงายร้องโอดโอยเกินจริงเมื่อผมยกเท้างามๆ ขึ้นยันมันเต็มแรง ข้อหาบังอาจมาว่าผมอ้วน เขาเรียกว่ามีน้ำมีนวลเว้ย!

จริงๆ ผมค่อนข้างหุ่นดีเลยทีเดียว แต่เพราะหลังๆ ไอ้ชานแม่งชวนผมออกไปกินนู่นกินนี่แทบทุกวัน แถมผมก็ไม่ค่อยจะออกกำลังกายด้วย เนื้อหนังมันเลยหนานุ่มขึ้นมานิดหน่อย

“เดี๋ยวกูทำอันนี้ให้มึง ส่วนมึงเรียงเอกสารแทนกู จากเอถึงแซดนะ ดูจากสันแฟ้มนี่” ผมชี้ตำแหน่งที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ที่สันแฟ้มให้ไอ้ชานดู มันพยักหน้ารับรู้ ผมเลยขยับตัวถอยมาจัดการกับเอกสารของมันโดยจิ๊กหมอนอิงของพี่แทคมาวางรองแขนตัวเองแล้วนอนคว่ำเหยียดตัวยาวอ่านเอกสารตรงหน้า

ว่าแต่หมอนอะไรวะ ทำไมหน้าตามันน่ากลัวจัง แมวบ้าอะไรสีเขียว

ความเย็นแล่นพริ้วเข้ามาใต้เสื้อ รู้สึกว่าเสื้อนักเรียนที่ใส่เข้ากางเกงไม่เรียบร้อยของผมมันร่นขึ้นมาเล็กน้อยจนรู้สึกหวิวๆ เพราะความเย็นของเครื่องปรับอากาศ แต่ผมกลับไม่ได้สนใจ

ว่าแต่เอกสารที่พี่คุณเอามาให้ไอ้ชานทำนี่มันเป็นบัญชีงบประมาณของสีนี่หว่า แล้วนี่ก็คงเป็นค่าใช้จ่ายของสีที่กำลังจะมีงานกีฬาในวันสปอร์ตเดย์เดือนหน้าแน่ๆ

ผมล้วงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกจากกระเป๋ากางเกงเพื่อเอามากดเป็นเครื่องคิดเลขคำนวณตัวเลขบนหน้ากระดาษ

ผมล่ะเกลียดเลขจริงๆ

พรึ่บ

จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างมาทับที่สะโพก ผมเอี้ยวตัวหันไปมองก็เห็นหัวดำๆ ของไอ้ชานใช้สะโพกผมหนุนต่างหมอน มันหันมายักคิ้วมองผมอย่างกวนประสาท พอผมหันไปมองทางตู้เอกสารก็เห็นมันจัดเรียงแฟ้มเข้าตู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผมตั้งหน้าตั้งตาทำบัญชีตรงหน้าต่อโดยปล่อยให้ไอ้ชานนอนรอผมไป แต่แล้วผมก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ…

“ไอ้ชานมึงจะทำอะไร” ผมขมวดคิ้วพุ่งความสนใจไปยังก้นน้อยๆ (ประชด) ของตัวเองที่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

“ก้นมึงนิ่มจังวะ” ไอ้ชานที่เอามือมาลูบวนอยู่แถวๆ ก้นผมพูดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ผมภูมิใจสักเท่าไหร่ เพราะก้นผมมันใหญ่มาก! ใครๆ ก็บอกว่าก้นผมงอนได้รูปสวยนู่นนี่นั่น แต่ขอโทษเถอะ ผมล่ะไม่ชอบเลย! ผมเป็นผู้ชายนะครับ ใครมาชมว่าช่วงเอวผมรับกับก้นงอนๆ ได้สวยมาก สวยกว่าผู้หญิงเกือบทั้งโรงเรียนอีก มันน่าดีใจตรงไหนตอบผมที…

ผมเลิกสนใจสัมผัสหวิวๆ บริเวณก้นตัวเองที่เกิดจากไอ้ชานมันเอาฝ่ามือลูบวนเล่นแล้วกลับมาสนใจเอกสารตรงหน้าต่อ รีบทำให้เสร็จ ผมจะได้ไปกินข้าวซะที

แต่แล้วจากสัมผัสที่ลูบบนก้นผมเบาๆ กลับกลายเป็นว่ามันสอดมือเข้ามาใต้ขากางเกงผม…

“ไอ้สัด! มึงจะทำอะไร!” ผมพยายามพลิกตัวหันไปด่าไอ้ชานที่มันเล่นอะไรไม่เข้าท่า แต่มันก็เอาฝ่ามือกดหลังผมให้นอนคว่ำอยู่ท่าเดิม

“รีบๆ ทำสิจะได้ไปกินข้าว กูหิวแล้ว” มันตอบผมกลับเสียงเรียบพลางชะงักมือที่สอดเข้ามาที่ขากางเกงผม

“อย่าเล่นอะไรพิเรนท์ๆ อีกนะมึง” ผมพูดตอบมันอย่างหัวเสียหน่อยๆ ก่อนจะกลับมาทำบัญชีต่อให้เสร็จ

สัมผัสอุ่นๆ สอดเข้ามาใต้กางเกงผมเลื่อนขึ้นมาถึงบริเวณก้น ผมรู้สึกเสียววูบที่ท้องน้อยแปลกๆ แต่ก็พยายามไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานตรงหน้าให้เสร็จ

ฝ่ามือที่ลากเลื่อนเข้ามาใต้ชั้นในเริ่มทำให้หัวใจผมเต้นแรง รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งร่างจนอดไม่ได้ที่จะหันไปด่าคนที่เล่นอะไรแปลกๆ กับผม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอี้ยวตัวไปด่า ฝ่ามือร้อนที่ลูบก้นผมเบาๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นบีบขย้ำจนผมรู้สึกทั้งเจ็บทั้งเสียวในคราเดียวกัน

“ซี๊ดดด ไอ้ชาน มึงคิดจะทำอะไรเนี่ย!” ผมครางซี๊ดด้วยความเสียว เมื่อไอ้ชานมันเพิ่มน้ำหนักมือขย้ำกก้นผมสลับกับลูบเบาๆ จนเส้นอ่อนพากันลุกชันไปทั้งร่าง

“ก้นมึงนี่มัน…” มันบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ผมเสือกได้ยิน

“อะไรมึง อย่าคิดอะไรพิเรนท์ๆ กับกูนะ” ผมเริ่มใจสั่นเมื่อสัมผัสที่อยู่บริเวณก้นลากต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วเลื่อนไปยังด้านหน้า…

“ไอ้! อ้ะ ไอ้ชาน มึงจะทำอะไร!” ผมกระตุกเกร็งด้วยความเสียวเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสร้อนที่ลูบไล้อยู่บริเวณจุนโฮน้อย จะขยับตัวพลิกก็ทำไม่ได้ จะลุกก็ทำไม่ได้ เพราะไอ้ชานกดผมไว้อยู่

“ทำงานของมึงไปเร็วๆ จะได้กินข้าว” มันพูดตอบผมเสียงเรียบ แต่มือมันกลับไม่อยู่สุก ผมพยายามเพ่งสมาธิให้อยู่ที่เอกสารตรงหน้า พยายามไม่ใส่ใจกับสิ่งรบกวนที่มันเริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ

“ชะ…ชานกูเสียว พอเถอะ” ผมเอ่ยเสียงสั่นเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสเย็นๆ ที่ช่วงสะโพก ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าไอ้ชานมันทำอะไร

สัมผัสเย็นๆ จากสะโพกไล่หขึ้นมาตามแนวสันกระดูกเรื่อยๆ ชานซองกดแนบริมฝีปากลงกับแผ่นหลังผมไล้ขึ้นมาพร้อมถกร่นเสื้อนักเรียนผมให้เลิกขึ้นมาถึงกลางหลัง ความเย็นของเครื่องปรับอากาศบวกกับสัมผัสหวิวที่ช่วงล่างทำให้ผมรู้สึกเสียวสะท้านไปทั้งตัวจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความอดกลั้น

“อ้ะ ไอ้ชาน” ผมกำปากกาในมือแน่นเมื่อฝ่ามือที่ลูบไล้อยู่ตรงส่วนอ่อนไหวของผมขยับกำรวบส่วนนั้นแน่น พร้อมกับสัมผัสเย็นนุ่มจากริมฝีปากของเพื่อนตัวเองที่กดแช่อยู่ที่กลางหลัง

“มึงก็เริ่มมีอารมณ์แล้วนี่หว่า” เสียงทุ้มที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้ผมรีบเบี่ยงศีรษะหนี ฝ่ามือที่กำรอบส่วนอ่อนไหวของผมเริ่มขยับขึ้นลงเบาๆ เมื่ออารมณ์ผมเริ่มมา

“มึงเล่นอะไรเนี่ย” ผมเอ่ยกลับเสียงสั่นพลางกัดเม้มริมฝีปากตัวเองเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ร่างกายเริ่มเกร็งจนผมเผลอขยับตัวไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง

ไอ้ชานไม่ตอบแต่ใช้มืออีกข้างลูบวนตามสีข้างจนผมเผลอเกร็งหน้าท้องด้วยความเสียว ไอ้ห่านี่เล่นอะไรพิเรนท์อีกแล้ว!

“เล่นกับกูหน่อยสิ” มันขยับหน้าเข้ามาพูดเสียงเบาข้างหูผมก่อนจะดันให้ผมลุกขึ้น

“เล่นบ้าอะไร อ้ะ ไอ้ชานมึง!”

ผมขยับยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ต้องค้างอยู่ในท่าคลานสี่ขา เพราะจู่ๆ ไอ้ชานมันก็เร่งจังหวะฝ่ามือจนผมรู้สึกเสียวสะท้านจนเกร็งไปทั้งร่าง ไอ้เวร!

“ตัวมึงสั่นอ่ะโฮ”

“ไอ้!” ผมต้องรีบเม้มปากตัวเองทันทีทั้งๆ ที่ยังด่ามันไม่จบประโยค เพราะไอ้เวรนี่มันดึงรั้งตัวผมให้ไปนั่งพิงอกมัน ในขณะที่มือของมันก็เล่นจุนโฮน้อยของผมจนตอนนี้ส่วนนั้นมันคับแน่นจนปูดคับกางเกงไปหมด

“กูไม่เล่นนะชาน” ผมพูดเสียงสั่น เท้ามือลงกับพื้น พยายามพยุงตัวเองไม่ให้ทิ้งตัวไปพิงมันที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง

ชานซองใช้มืออีกข้างแกะเข็มขัดแล้วรูดซิปกางเกงผมล งก่อนจะเอามืออีกข้างของตัวเองออกจากใต้กางเกงผม

“นี่ขนาดมึงไม่เล่นนะโฮ ฮ่าๆ” มันหัวเราะร่าแล้วดึงความเป็นชายยผมออกมา เหี้ย! มึงทำกูเองแท้ๆ ยังจะมาหัวเราะกูอีก!

“แม่ง! เพื่อนกันเขาเล่นกันแบบนี้หรอวะมึง” ผมขบเม้มริมฝีปากตัวเองด้วยความเสียวขณะมองส่วนนั้นของตัวเองซึ่งมีมือใหญ่ๆ ของไอ้ชานกำลังขยับรูดรั้งสุมแรงอารมณ์ผมให้ลุกกระพือ

“ก็เพื่อนอย่างกูกับมึงไง” มันตอบเสียงเบาพลางเร่งจังหวะมือตัวเอง จนผมซี๊ดปากครางออกมาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน

“อ้ะ ไอ้ชาน ไวๆ หน่อย” ผมเริ่มจะมีอารมณ์ร่วมไปกับมันละ เหงื่อเริ่มซึมตามตัวผมทั้งๆ ที่อยู่ในห้องแอร์ ฝ่ามือที่รูดรั้งส่วนอ่อนไหวของผมเริ่มเร็วขึ้นเป็นอันดับ ผมขยับอ้าขาให้กว้างขึ้นอีกหน่อยเพื่อความสะดวกของไอ้คนที่นั่งซ้อนหลังผมอยู่

“ไม่เอาอ่ะ มึงต้องเสร็จพร้อมกูสิวะ” จู่ๆ ไอ้ชานก็ชะงักมือลงกะทันหัน สวรรค์ที่เห็นอยู่รำไรฉุดผมลงเหวทันที ไอ้สัด! ใครบอกให้มึงมาหยุดตอนนี้!

“มึงก็เร็วๆ สิวะ กูปวดไข่ไปหมดละ” มันพูดเร่งให้ผมช่วยเอาน้องชายมันออกมาสูดอากาศข้างนอก

ผมขยับเอี้ยวตัวหันไปมองไอ้ชานเล็กน้อย พยายามพามืออันสั่นเทาของตัวเองแกะเข็มขัดแล้วรูดซิปกางเกงมันลง จัดการเอาน้องชายมันออกมาเดินเล่น

ชานซองรั้งเอวผมให้ขยับเข้าหาตัวจนแผ่นหลังผมแนบไปกับอกอุ่น ท่านั่งที่ล่อแหลมของผมเริ่มทำเอาผมหน้าแดงด้วยความเขินอาย นั่งอ้าซ่าให้เพื่อนจับอนาคอนด้าของตัวเองแบบนี้เป็นใครก็อายล่ะวะ!

“มึงเขินหรอโฮ หูแดงหน้าแดงเชียวนะมึง” เสียงกระซิบขำๆ ที่ข้างหูทำให้ผมต้องเบี่ยงหน้าหลบลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดอยู่ตรงใบหู เสียวเว้ย!

“เร็วๆ เห่อะมึง กูไม่ไหวแล้ว” ผมพูดเร่งมันแล้วขยับท่านั่งตัวเองให้ถนัด มือข้างหนึ่งก็กำรอบน้องหนูของมันด้วยความเขินอายที่พากันรุมเร้า

มีก็มีเหมือนกันแล้วผมจะอายทำซากกล้วยอะไรวะ

แต่ของมันแม่งใหญ่กว่าผมอ่ะ…

“มือมึงสั่นอ่ะ หึหึ”

“พูดมากว่ะ เร็วๆ” ผมก้มหน้าหลบสายตาไอ้ชานงุดๆ

แล้วกิจกรรมยามว่างของเราสองคนก็เริ่มขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมกับมันเล่นอะไรแปลกๆ แบบนี้ด้วยกัน มันเกิดจากความคิดพิเรนท์ๆ ของไอ้ชานแท้ๆ

ครั้งแรกของพวกเรา(หมายถึงการฟันดาบ) เป็นวันที่ผมไปนอนค้างบ้านไอ้ชานตอนคุณน้าคุณอาไปสัมมนาต่างจังหวัด แล้วคืนนั้นผมกับมันเกิดเปลี่ยวนั่งดูหนังโป๊กันสองคน ปกติต่างคนต่างเสร็จกิจกันเองนั่นแหละ แต่วันนั้นจู่ๆ มันก็บอกให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศโดยใช้มือของอีกฝ่าย… พอผมได้ยินแบบนั้นก็โวยวายเสียยกใหญ่ แต่สุดท้ายผมก็เสร็จเพราะมือมันซะงั้น…

และตั้งแต่นั้นมามันก็ชวนผมเล่นแบบนี้บ่อยๆ

ความสัมพันธ์แบบเพื่อนระหว่างผมกับชานซองมันอันตรายจริงๆ

TBC

——————————————————-

ต้องขออภัยด้วยนะคะภาษาดวกมาก เอยไม่ค่อยพิถีพิถันหรือทวนเช็คเลยประโยคอะไรเลยสำหรับเรื่องนี้

ทนอ่านไปหน่อยนะคะ เรื่องนี้กะแต่งสนองนี้ดตัวเองเฉยๆ 555555555 ถ้าชอบก็บอกกันนะคะ

Blind Date-Escape?-

Piuh, next chapter untuk Blind date akhirnya muncul. Happy reading all ^^

Cast:
Lee Junho
Jang Wooyoung
Park Jaybeom
Ok taecyeon
Nichkhun

Author pov
“Yoooo welcome back. 1,426 more words

Chapter

[FIC] CNN : แมวหลง : ตอนพี่สาวจากต่างแดน? [4/4]

CNN : แมวหลง : พี่สาวจากต่างแดน

Pairing : Chansung x Junho Ft. 2PM

writer : AatbWoo @ThaihottestA

Rate : PG

————————-

Talk : แมวน้อยคิดมากขี้น้อยใจ~~~ แต่อีกหน่อยเถอะฮวางชานซอง ฮีได้เป็นทาสแมวแน่ 55555555

ปล. อย่าลืมคอมเม้นกันเข้ามานะคะว่าอยากให้ตอนต่อไปเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวแดกูสมายด์บ้าง~~ ส่วนฤดูแมวหาคู่นี่มีแน่นอนตามคำขอที่รีเควสมา แต่รอหน่อยนะคะ เพราะมันยังไม่ถึงฤดู 5555555

เหมือนวันนี้ผมจะได้นอนเต็มอิ่มเป็นวันแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา

ไม่มีไอ้ด้งมาเคาะประตูเรียกที่หน้าห้อง ไม่มีเสียงโหวกเหวกโวยวายของพี่มินจุน

และไม่มีแมวตัวโตมาคอยคลอเคลีย…

ยันตัวลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคยอย่างงงๆ แต่แล้วความทรงจำของคืนวานก็แล่นเข้ามาในหัวช่วยไขข้อข้องใจให้กระจ่าง

ผมโทรไปหาพี่คุณขอมานอนห้องเขานี่หว่า…

เหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงก็พบว่ามันเป็นเวลาเก้าโมงครึ่งเกือบๆ สิบโมงแล้ว น่าแปลกที่ไม่มีใครมาปลุกผม ปกติสองโมงครึ่งไอ้ด้งไม่ก็พี่มินจุนจะขึ้นมาเคาะประตูเรียกหน้าห้องเสียงดังอย่างกับบ้านไฟไหม้

คงไม่มีใครรู้ล่ะมั้งว่าผมมานอนห้องพี่คุณ

ผมนั่งแช่อยู่อย่างนั้นประมาณสิบนาทีเพื่อรวบรวมสติที่ยังมึนเบลอให้สมบูรณ์ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัวแล้วจะได้ลงไปช่วยงานที่ร้าน

พอเปิดประตูออกมาผมก็เห็นหลิ่วเหยียนนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขาพ่นภาษาจีนไฟแลบจนผมฟังไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ไม่อยากเสียมารยาทยืนฟังเขาคุยโทรศัพท์เลยตัดสินใจเข้าไปเอาเสื้อผ้าในห้องแล้วไปอาบน้ำ

สิบห้านาทีต่อมา…

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อกล้ามกางเกงยีนสีเข้ม เพราะยังไงก็ต้องใส่เสื้อยูนิฟอร์มของร้านอยู่แล้ว เดี๋ยวค่อยลงไปสวมชุดที่ห้องรับรองชั้นล่าง

“ชานซอง”

ขณะที่ผมกำลังเดินเอาผ้าขนหนูเข้าไปเก็บในห้อง เสียงหลิ่วเหยียนก็ดังเรียกให้ผมหันไปมอง

เธอเดินเข้ามาหาผมที่หยุดยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง สีหน้าดูจริงจังจนผมนึกกลัวอะไรบางอย่าง

“ครับ” ผมหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ หลิ่วหยียนเม้มริมฝีปากตัวเองอย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา

“ชานยังชอบพี่อยู่รึเปล่า”

….

ผมยืนนิ่ง ไม่คิดว่าหลิ่วเหยียนจะถามผมออกมาตรงๆ แบบนี้ หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ในหัวพยายามประมวลผลหาคำตอบของคำถาม แต่มันช่างยากเหลือเกิน…

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…

ผมเป็นคนตรงๆ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หรือก่อนหน้านี้สักนิด…

ผมอาจยังคงมั่นใจว่าผมยังชอบหลิ่วเหยียนอยู่

แต่ตอนนี้ทำไมผมถึงพูดได้ไม่เต็มปากนะ?

หลิ่วเหยียนเห็นผมเงียบไม่ยอมตอบ เธอค่อยๆ คลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงใส ตบบ่าผมเบาๆ แล้วเดินจากไป…

ทิ้งให้ผมยืนงงกับท่าทางของเธออยู่ที่เดิม

ยืนมึนได้สักพักผมก็เข้าไปเก็บของในห้อง แอบตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ชองกัมก็วิ่งเข้ามาตะปบเท้าผมก่อนจะวิ่งกลับไปเล่นกับโกเมงอีที่มุมห้อง พี่มินจุนคงเพิ่งไปรับเจ้าสองตัวนี้กลับมาแหงๆ

ผมเดินเนื่อยๆ ลงมาชั้นล่าง เข้าไปสวมชุดยูนิฟอร์มที่เก็บไว้ในล็อกเกอร์ในห้องรับรองก่อนจะกลับออกมาที่ห้องครัวใหญ่

“อ่าวไอ้ชาน มึงหายไปไหนมา แล้วจุนโฮล่ะ” ไอ้ด้งที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวเจอะเข้ากับผมที่เพิ่งออกมาจากห้องรับรองก็เอ่ยทักพลางเลิกคิ้วขึ้นที่ท้ายประโยค

“กูเพิ่งตื่น ตื่นมาก็ไม่เจอใครเลย เห็นแต่พี่หลิ่วเหยียน” ผมตอบออกไปตามตรงพร้อมกับยกที่คาดผมหูแมวในมือขึ้นสวม พี่มินจุนที่ยืนอยู่หน้าเตาหันมาขมวดคิ้วมองผม

“จุนโฮไม่ได้อยู่กับมึงหรอ”

“กูตื่นมาไม่เจอมึง กูก็นึกว่ามึงกับจุนโฮออกไปข้างนอกกันตั้งแต่เช้าซะอีก” อูยองเดินมาวางถาดบนเคาร์เตอร์ก่อนจะหันมาขมวดคิ้วมองผมด้วยอีกคน

นี่ไม่มีใครรู้เลยหรอว่าผมไปนอนห้องพี่คุณมา?

“เปล่านี่ เมื่อคืนกูไปนอนห้องพี่คุณมา” ผมยักไหล่ตอบอูยองก่อนจะเดินไปดูออเดอร์อาหาร

“ห๊า!!! มึงไปนอนห้องพี่คุณมา!!!” เสียงไอ้ด้งดังลั่นห้องครัวราวกับมันไปกินลำโพงมาจากที่ไหน พี่มินจุนถึงกับหันมาแว้ดใส่ แต่ตัวมันหาได้สนใจไม่ เดินหรี่เข้ามาหาผมทันที

“เมื่อคืนมึงไปนอนห้องพี่คุณมาหรอ!!”

ผมหันไปมองหน้ามันงงๆ ท่าทางตกใจราวกับรู้ว่าแมวออกลูกเป็นกิ้งกือของมันทำให้ผมสงสัย

“เออ ทำไม?”

“ก็…เอ่อ…เปล่าๆ ก็แค่ตกใจเฉยๆ” เหมือนสติมันเพิ่งกลับเข้าร่าง ขยับปากอึกๆ อักๆ ก่อนจะโบกมือปัดปฏิเสธผมแล้วเดินออกไปอีกทาง

“แล้วนี่จุนโฮหายไปไหน ตื่นมาก็ไม่มีใครเห็นแล้ว” พี่มินจุนหันมาบ่นกับผม ไอ้ด้งเองก็เสริมเป็นลูกคู่

“นั่นสิ หนีออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ”

จุนโฮโตแล้วนะ ทำไมถึงได้เห็นเขาเหมือนเด็กอยู่ในวัยซนไม่รู้ประสีประสาไปได้…

ภาพใบหน้าที่จ้องมองผมด้วยแววตาตัดพ้อแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง หัวใจของผมเหมือนเต้นช้าลง รู้สึกปวดหนึบที่อกอย่างน่าประหลาด

“เดี๋ยวเขาคงกลับมา” ผมพูดออกไปเสียงเบาหวิวแล้วเดินไปด้านหน้าร้าน

จุนโฮ…นายหายไปไหนนะ…

วันนี้ผมรู้สึกหงุดหงิดหงุ่นหง่านทั้งวัน เห็นอะไรก็ดูขัดหูขัดตาไปซะหมด หน้าตาผมตอนนี้ไม่รับแขกอย่างแรง สาวๆ กลุ่มประจำที่ชอบเอ่ยแซวผมก็พากันเงียบปากไม่กล้าเรียกให้ผมเข้าไปหาเหมือนอย่างเคย พี่มินจุนเองก็ไม่กล้าข่มด่าผมเหมือนอย่างปกติ หรือแม้แต่ไอ้ด้งเองก็ยังสงบปากสงบคำไม่เอ่ยแขวะผมเหมือนอย่างทุกวัน

ผมรู้สึกเหมือนระเบิดจะลงได้ทุกเมื่อเพียงแค่มีใครมาสะกิดต่อมให้อารมณ์คุกรุ่นอีกสักนิด

นี่มันเที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว!!! ทำไมจุนโฮยังไม่กลับมาอีก!!

“หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมี๊ยว~~~”

เสียงร้องทุเรศรูหูของใครสักคนดังขึ้น พอผมหันไปมองก็เห็นไอ้ดูจุนเปิดประตูหลังร้านเข้ามายังห้องครัว เพิ่งจะโผล่มาช่วยงานที่ร้านเอาตอนนี้เนี่ยนะ? เห่อะ!

หน้าตามันบ่งบอกว่าอารมณ์ดีสุดๆ ไอ้จินอุนที่ยืนอยู่ข้างผมเดินเข้าไปทักมันก่อนจะเดินออกไปหน้าร้าน

ผมยืนหั่นผักอยู่ที่เคาร์เตอร์ด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกพลางเหลือบมองนาฬิกาฝาผนังเป็นระยะ

“หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมียว ลูกแมวเหมี๊ยว~~~”

เสียงร้องแสลงหูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างไอ้ดู๋ที่เดินออกมาจากห้องรับรองในชุดยูนิฟอร์มของร้าน ผมได้ยินพี่มินจุนเอ่ยด่ามันเรื่องร้องเสียงหลง แต่มันก็ยังคงแหกปากร้องต่อไป

“หนูมาลีมี!…”

จู่ๆ ไอ้เวรนั่นก็เดินเข้ามาชะโงกหน้าอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับยื่นมือที่ทำกำปั้นเหมือนถือไมค์มาจ่ออยู่ที่ปาก

มึงไม่ดูอารมณ์กูเลยเนอะ

“หนูมาลีพ่อง!”

ผมตอบมันกลับอย่างหงุดหงิด มองมันตาขวางแถมผลักมันออกไปไกลๆ จากรัศมีตัวผมสามเมตร

“โห่ไรว้า เล่นแค่นี้ก็ไม่ได้” ดูจุนบ่นงุบงิบก่อนจะเดินเข้าไปหาอูยอง

ผมได้ยินมันสองคนซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องผมแต่ไม่ได้สนใจ

นี่มันจะบ่ายแล้วทำไมจุนโฮยังไม่กลับมาอีก!!

“ทำไมจุนโฮยังไม่กลับมาอีกวะ หรือว่าหลงทาง? เขาไม่เคยออกไปนานขนาดนี้นี่” พี่มินจุนที่ดูเหมือนจะเอะใจกับความความผิดปกตินั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“ไอ้ชาน มึงออกไปตามจุนโฮ.. อ่ะ อ่าว กูยังพูดไม่จบเลยนะเว้ย!”

ผมรีบถอดผ้ากันเปื้อนกับที่คาดผมหูแมวบ้าๆ ออกกองไว้บนเคาร์เตอร์แล้วสปรีดตัวออกไปทางประตูหลังร้านแทบจะทันทีหลังจากพี่มินจุนหันมาพูดกับผมไม่ทันจบประโยคดี

อากาศข้างนอกวันนี้ค่อนข้างหนาว ถ้าผมจำไม่ผิดจากการที่ได้ยินข่าวพยากรณ์อากาศ อุณหภูมิวันนี้ลดต่ำเหลือสิบองศา

ผมวิ่งออกมานอกบ้านทางประตูหลัง หันซ้ายหันขวาพลางสมองก็ประมวลหาแหล่งที่จุนโฮพอจะไปได้ คิดได้ดังนั้นผมก็รีบวิ่งไปยังหน้าปากซอย ระหว่างทางก็กวาดสายตามองหาเขาพร้อมกับเอ่ยตะโกนเรียกชื่อจุนโฮมาตลอดทาง

ใจของผมร้อนรนด้วยเพราะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำกับเขาไว้เมื่อคืน สีหน้าแววตาที่แสดงความน้อยใจและตัดพ้อของจุนโฮบีบหัวใจผมจนปวดร้าวไปหมด

ยืนหันรีหันขวางอยู่หน้าซอย พยายามสอดส่องสายตาหาผู้ชายตัวเล็กผมสีบลอนด์เงิน นับวันสีผมของจุนโฮดูจะซีดจางลงเรื่อยๆ ไม่รู้เพราอะไร จากครั้งแรกที่เจอ สีผมของเขายังเป็นชมพูพาสเทลหวานๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้มันเริ่มซีดจางเกือบจะเป็นสีเงินไปซะแล้ว

ผมวิ่งเข้าไปในร้านราเมงแล้วเอ่ยถามกับพนักงานในร้าน บอกลักษณะรูปร่างของจุนโฮ แต่ก็ไม่มีใครพบเห็นคนที่มีลักษณะดังกล่าวในวันนี้เลย

ผมเดินออกมาจากร้านด้วยความหงุดหงิด ยีหัวตัวเองแรงๆ ก่อนจะยืนหันซ้ายหันขวา ตัดสินใจเดินไปยังทางที่ผมเคยพาเขาไปย่านการค้าใกล้ๆ ตลอดทางก็เข้าไปถามคนแถวนั้นว่ามีใครพบเห็นผู้ชายลักษณะเหมือนจุนโฮไหม แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้เลย

ลมเย็นๆ ที่พัดปะทะหน้ากับผิวที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อแขนสั้นทำให้ผมรู้สึกชา แต่ในอกผมกลับร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ได้ทุกสิ่ง

ผมเดินหาจุนโฮในย่านการค้าที่เคยพาเขามา เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้าที่ผมเคยพาจุนโฮมาซื้อ แต่ก็ไม่มีใครพบคนลักษณะเหมือนจุนโฮเลย

เวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ ย่านการค้าที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านในคราแรก ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่มาเลือกซื้อจับจ่ายสินค้าในช่วงเลิกเรียนหรือเลิกงาน

เรี่ยวแรงที่มีเริ่มถดถอย ผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพลางหมุนมองไปรอบตัวด้วยความเหนื่อยล้า ผมเดินตามหาจุนโฮมาร่วมสี่ชั่วโมงแล้ว… แต่ไม่มีวี่แววของเขาเลย

เขาหายไปไหนกันนะ?

ความกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจผมทีละนิด

ผมกลัวว่าจะไม่ได้เจอจุนโฮอีก…

ขาผมเริ่มอ่อนแรงจากการที่เดินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้พัก ผมงอตัวเอามือเท้าเข่าไว้พลางก้มหน้ามองพื้นขบเม้มริมฝีปากตัวเองด้วยความรู้สึกหมดหวัง

ผมจะไปตามจุนโฮได้ที่ไหน แล้วมีที่ไหนบ้างที่เขาจะไป?

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างรวดเร็ว

ผมยืดตัวเต็มความสูงก่อนจะเริ่มออกวิ่งกลับไปยังทางเดิม ไม่ได้สนใจผู้คนที่กำลังเดินเบียดเสียดกันอยู่ตามทางเดินเลยแม้แต่น้อย เสียงตะโกนก่นด่าดังไล่หลังผมมาเป็นระยะ เนื่องจากผมเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าจนเผลอชนคนอื่นไปทั่วแต่ก็ไม่คิดที่จะหยุดขอโทษ

ตอนนี้ในหัวผมมีแต่คำว่า จุนโฮ จุนโฮ และจุนโฮ…

ผมต้องไปตามแมวหลงกลับบ้านมาให้ได้

“ไอ้ชาน! เจอจุนโฮมั้ย! อ่าวเฮ้ยจะไปไหน!!”

ผมวิ่งสวนทางกับอูยองในซอยข้างร้าน แต่ก็ไม่คิดจะชะลอฝีเท้าหันไปตอบคำถามของมันแต่อย่างใด จุดมุ่งหมายที่ผมกำลังพาตัวเองไปคือสวนสาธารณะกลางชุมชนที่อยู่ถัดจากซอยบ้านพวกเราไปอีกซอยหนึ่ง โดยทางเชื่อมระหว่างซอยอยู่ตรงหัวมุมร้านพอดี

จุนโฮเก็บชองกัมกับโกเมงอีมาแถวๆ นั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีที่ไหนแล้วที่จุนโฮจะไปได้

สายลมเย็นพัดบาดผิวจนผมรู้สึกแสบไปทั้งหน้า แข้งขาที่คิดว่าหมดเรี่ยวแรงไปแล้วตอนนี้กลับลืมความปวดล้าไปจนหมดสิ้น

ผมวิ่งไปหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าสวน สอดส่องสายตาหาร่างของคนที่ผมตามหามาทั้งวัน เดินเข้าไปด้านในได้ไม่เท่าไหร่ สายตาผมก็ไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังบางของใครคนหนึ่งที่กำลังนั่งชันเข่าซุกหน้ากอดตัวเองอยู่บนชิงช้าในสนามเด็กเล่นที่ไร้ซึ่งผู้คน

สวนสาธารณะทำไมมันถึงร้างคนงี้วะ

ผมเดินเข้าไปหาจุนโฮช้าๆ เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวตัวบางกับกางเกงยืนสีซีดและรองเท้าผ้าใบคู่เก่งเพียงเท่านั้น ศีรษะกลมไร้ซึ่งหมวกอำพราง ความเป็นห่วงถาโถมเข้ามาจนผมเผลอกัดปากตัวเอง

ความรู้สึกผิดเกาะกินไปทั้งหัวใจ รู้สึกปวดจี๊ดที่อกข้างซ้ายขึ้นมาแปลกๆ รู้ทั้งรู้ว่าจุนโฮเป็นพวกขี้น้อยใจ แต่ตอนนั้นผมก็หน้ามืดตามัวเกินกว่าจะสนใจความรู้สึกคนอื่น

“จุนโฮ” ผมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าจุนโฮที่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าใสหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ผิวหน้าที่ขาวซีดจากอากาศหนาวเย็นยิ่งทำให้ผมรู้สึกปวดแปลบที่กลางใจ สายตาที่อ่อนแสงของเขามองมาทางผมเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นปักมีดคมลงกลางใจจังๆ

แมวน้อยของผม โอ้ยยยย ทำไมผมถึงใจร้ายกับเขาได้ลงคอนะ!

“ชานซอง” จุนโฮผุดลุกลงมายืนบนพื้นตรงหน้าผม ระยะห่างระหว่างเราห่างกันเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

“กลับบ้านเรากันเถอะนะ” ผมเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงอ่อน มองใบหน้าขาวที่หลุบตามองต่ำ ริมฝีปากอิ่มซีดเซียวเม้มเข้าหากัน

จุนโฮยืนนิ่ง ใบหูที่มักจะตั้งกางอยู่เสมอตอนนี้กลับลู่ลงแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในอารมณ์แบบไหน

“โฮไม่มีบ้านหรอก” เสียงหวานแหบพร่าจากการไม่ได้เปร่งเสียงพูดออกมาเป็นเวลานานเอ่ยออกมาเสียงเบาหวิว

ผมนึกอยากจะโวยวายตบตีตัวเองที่เผลอไปทำร้ายจิตใจจุนโฮเมื่อคืน รู้ทั้งรู้ว่าจิตใจของเขาค่อนข้างเปราะบาง นอกจากชื่อตัวเองจุนโฮก็ไม่มีความจำเกี่ยวกับตัวเองหลงเหลืออยู่เลย ถึงพวกเราจะต้อนรับเขาเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวด้วยความอบอุ่นแค่ไหน มันก็ยังมีตะคอนตกค้างอยู่ในใจที่ย่อมมีวันคุกรุ่นขึ้นมาสักวันหากใครเผลอเข้าไปคนตะกอนให้ฟุ้งกระจาย ถึงแม้เขาจะอยู่กับพวเราได้ร่วมอาทิตย์แล้ว ความอบอุ่นที่ได้รับจากพวกพี่ๆ และเพื่อนๆ ทำให้เขาอุ่นใจเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันก็จริง แต่หากใครหนึ่งในนั้นพูดจาตวาดใส่เหมือนไม่พอใจ เขาคงรู้สึกแย่อยู่พอควร

ผมมันนิสัยไม่ดีเลยจริงๆ

“ไม่เอาน่าจุนโฮ อย่าพูดแบบนั้นสิ” ผมยื่นมือไปจับต้นแขนจุนโฮทั้งสองข้างแล้วบีบเบาๆ

ใบหน้าเรียวเงยขึ้นมามองผมด้วยดวงตาที่รื้อไปด้วยหยาดน้ำใส

อย่าไหลออกมานะ…ไม่งั้นกูสติแตกแน่ๆ

“ทุกคนรักจุนโฮมากนะ กลับบ้านเรากันเถอะ” ผมเอ่ยออกไปเสียงอ่อนมองเขาด้วยรอยยิ้มจริงใจ หยาดน้ำใสที่ปริ่มเอ่อที่ขอบตาจุนโฮไหลเผาะลงมาก่อนมันจะพังทลายลงมาราวกับเขื่อนแตก หัวใจผมกระตุกวูบใจหายวาบอย่างทำตัวไม่ถูก

“ไม่เอาอย่าร้องนะ” ผมดึงจุนโฮเข้ามากอด เนื้อตัวที่เย็นเชียบของเขายิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดเท่าทวีคูณ

คงจะมานั่งอยู่แบบนี้ตั้งแต่เช้าเลยสินะ…

“เราคือครอบครัวเดียวกันแล้วนะจุนโฮ ถึงแม้โฮจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน แต่โฮก็เห็นนี่ว่าทุกคนรักโฮมากแค่ไหน พี่คุณ พี่แทค พี่มินจุน อูยอง เขาเป็นห่วงมากเลยนะ อ่อ! ลืมดูจุนกับจินอุนไปเสียสนิท สองคนนั้นคิดถึงโฮน้า เขาอยากให้โฮกลับบ้านแล้ว” ผมกระชับกอดจุนโฮแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นที่เพิ่มขึ้นจากร่างที่ผมกอดอยู่

“ชานขอโทษนะที่ตวาดโฮไปแบบนั้น ขอโทษจริงๆ ชานไม่ได้ตั้งใจ” ผมพูดออกไปเสียงเบา รู้สึกหัวใจเต้นแรงหน้าแดงทุกที ใช่เธอรึนี่…เอ่อไม่ใช่ละ ผมรู้สึกหน้าแดงเลือดลมสูบฉีดผิดปกติเมื่อต้องมาใช้คำแทนตัวเองได้น่าเตะน่าถีบขนาดนี้ แต่เพราะใช้กับจุนโฮมันเลยดูไม่ทุเรศมากเท่าไหร่นัก ลองถ้าผมเอาไปพูดกับพี่ๆ และไอ้พวกเพื่อนล่ะก็…ผมได้โดนยันโครมออกจากบ้านเป็นแน่

จุนโฮล่ะก็น้า…จะทำอะไรก็ดูน่ารักไปซะหมดในสายตาทุกคน ยิ่งเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นแบบนี้แล้ว พี่ๆ ก็ยิ่งเอ็นดู ไอ้สามหน่อนั่นก็ยิ่งหลง เฮ้อออ โลกช่างไม่ยุติธรรมกับฮวางชานซองเลยจริงๆ

เสียงสะอื้นเริ่มเบาลงจนเงียบลงตามลำดับ ผมผละตัวออกจากจุนโฮที่หยุดร้องไห้แล้ว เจ้าตัวปาดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองออกแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม ดวงตาเรียวเล็กบวมแดงจากการร้องไห้ ยังมีหยาดน้ำใสเคลือบจนดวงตาสีดำสนิทเงาวาว

“กลับบ้านเรากันเถอะนะจุนโฮ” ผมยิ้มให้เขาเมื่อเห็นจุนโฮค่อยๆ คลี่ยิ้มตอบ

“อย่าหนีออกไปไหนอีกล่ะเข้าใจมั้ย จุนโฮมีเจ้าของแล้วนะ” ผมพูดพลางยกมือขึ้นลูบผมสีเงินของเขาเบาๆ ใบหูที่ตั้งกางลู่เคลิ้มไปตามสัมผัสของผม

“ใช่! จุนโฮมีเจ้าของแล้วนะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ผมกับจุนโฮหันไปมอง

พี่แทค พี่มินจุน พี่คุณ อูยอง ดูจุน จินอุน และหลิ่วเหยียน ยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเรา

ร่างสูงใหญ่ของพี่แทควิ่งร่าเข้ามาดึงจุนโฮไปกอดแน่น เห็นแล้วก็อดจะฉุนไม่ได้ กอดแน่นซะจุนโฮแทบจะหลอมเข้าไปในร่างตัวเองอยู่รอมร่อ

“พี่เก็บเรามานะเจ้าเหมียว จุนโฮเป็นของเค้าแล้วเข้าใจมั้ย” คำพูดของพี่แกชวนให้เอาอะไรโบกจริงๆ

โป้ก!

ยังไม่ทันขาดคำ…

“โอ้ยยย อะไรเนี่ย” พี่แทคร้องโวยวายลูบหัวตัวเองปอยๆ พลางหันไปมองตัวต้นเหตุ

พี่มินจุนยืนปั้นหน้าบึ้งหลังจากแจกมะเหงกให้พี่แทคไปเมื่อครู่

“ใครบอกของมึง! จุนโฮเป็นของแดกูสมายด์ต่างหาก” ว่าจบพี่เขาก็เดินเข้าไปเบียดพี่แทคแล้วดึงจุนโฮเข้าไปกอด

“หายไปไหนมา รู้มั้ยพี่เป็นห่วง”

จุนโฮไม่ได้พูดอะไรนอกจากกอดตอบพี่มินจุน ใบหูนิ่มลู่ลงอย่างน่ารัก

“พี่ไม่อยู่ไม่ถึงวันก็หนีออกจากบ้านเลยหรอฮึ” พี่คุณเดินเข้ามาคุยกับจุนโฮหลังจากพี่มินจุนกับจุนโฮผละออกจากกัน

“โฮขอโทษ” จุนโฮเบะปากเหมือนจะปล่อยโฮมาอีกรอบ เห็นดังนั้นพี่คุณก็รีบโอ๋ใหญ่

“ครับๆ อย่าร้องเชียวนะ เด็กดีต้องไม่ร้องไห้นะเข้าใจมั้ย” แล้วทั้งคู่ก็กอดกัน

ผมมองดูพี่ๆ ที่หมุนเวียนกันเข้ามากอดจุนโฮก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ภาพตรงหน้าช่างดูอบอุ่นเหลือเกิน

“ขอหอมหน่อย” ไอ้ด้งที่เดินเข้ามาหลังจากพี่คุณกับจุนโฮผละจากกันแล้ว มาถึงก็โพล่งขึ้นมาโต้งๆ ทำเอาพี่ๆ สามคนที่มองจุนโฮอยู่หันขวับไปมองไอ้แก้มป่องเป็นตาเดียว แต่ยังไม่ทันจะมีใครเอ่ยค้าน จุนโฮก็เข้าไปหอมแก้มไอ้ด้งเองซะงั้น ถะ…แถมยังจุ๊บปากด้วยอีกต่างหาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ชานซองอยากจะลงไปดิ้นนนนนนนนน

ไอ้ด้วงงงงงงงงงง มึงงงงงงง!!

“มึงงงงงง!!” พี่แทคแทบพุ่งไปบีบขอไอ้ด้ง แต่รายนั้นกลับวิ่งไปหลบหลังพี่คุณที่เอาแต่ยืนนิ่ง อ่า…มึงคิดถูกคิดผิดไปหลบหลังพี่คุณแบบนั้น พี่เขาก็หวงจุนโฮนะเว้ย!

ผมหันกลับมามองจุนโฮอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของไอ้เพื่อนสองหน่อ ดู๋แอนด์อุ่นที่มันกระดี๊กระด๊าเข้ามาป้อยอจุนโฮโดยไม่สนใจว่าเพื่อนของมันจะโดนพี่แทคฆ่าตายรึไม่ แต่ช่างเถอะ ผมเองก็ยังไม่ได้สนใจจะเข้าไปช่วยไอ้ด้งมันเลย กรั่กๆ

“จุนโฮเราขอแบบไอ้ด้งมันได้มั้ยอ่า” ดูจุน

“ใช่ๆ เราขอมั่งดิ” จินอุน

ลูกตาผมแทบถลนออกจากเบ้า เมื่อจบประโยคไอ้จินอุน จุนโฮก็พยักหน้าเบาๆ แล้วเกี่ยวคอไอ้เพื่อนทั้งสองของผมเข้าหาตัวก่อนจะแจกจุ๊บแก้มซ้ายขวาให้ทั้งคู่จนไอ้บ้าพวกนั้นหน้าแดงหูแดง ยังไม่ทันที่จุนโฮจะเริ่มจุ๊บปาก ผมก็รีบดึงเขาออกมาก่อน

ของกูฟ้วยยยยยยยยยยยยย

“ออกไปให้ห่างๆ เลยมึงสองตัวอ่ะ” ผมผลักดูจุนกับจินอุนออกไปไกลๆ เมื่อมันทำท่าจะเข้ามาหาจุนโฮ

“วู้! ไอ้เวร กูจะได้จุ๊บกับเหมียวโฮละ มึงนี่มารผจญจริงๆ ไม่เป็นไร ได้แค่นี้กูก็ฝันดีไปหลายวันละกรั่กๆ” แล้วพวกมันสองตัวก็หัวเราะร่าราวกับคนบ้าที่หลุดออกมาจากสถานบำบัดก็ไม่ปาน

เออ ไอ้พวกสติไม่สมประกอบ ผมมีเพื่อนแบบนี้ด้วยหรอวะ

“ว่าไงจุนโฮ” เสียงหวานๆ ของหลิ่วเหยียนทำให้ผมเพิ่งฉุกคิดขึ้นได้ว่ายังมีเขาอีกคนหนึ่งที่ยังอยู่ที่นี่ อ่า…ผมลืมเธอไปเสียสนิทเลย

จุนโฮไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่ยืนนิ่งมองหน้าหลิ่วเหยียนตาปริบๆ

“อีกนานเลยกว่าจะได้เจอกันใหม่ เป็นเด็กดีนะรู้มั้ย อย่าหนีออกมาแบบนี้อีกล่ะ ทุกคนตามตัวกันให้วุ่นไปหมดเลย” หลิ่วเหยียนส่งยิ้มจนตาปิดมาให้จุนโฮ พอเห็นแบบนั้นเจ้าเหมียวก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงตอบ ก่อนทั้งคู่จะกอดกัน

อ่า…เห็นแบบนี้แล้วผมรู้สึกมีความสุขแฮะ นึกว่าจุนโฮจะไม่ชอบหลิ่วเหยียนซะแล้ว

เอ้ะไม่สิ…ผมต้องเรียกเขาว่า ‘พี่’หลิ่วเหยียน

“ไว้เจอกันใหม่นะครับพี่หลิ่วเหยียน” ดูจุนกับจินอุนโบกมือลาพี่หลิ่วเหยียนหยอยๆ พี่คุณที่เพิ่งคุยกับพี่เขาเสร็จก็โค้งให้อย่างสุภาพ

ทุกคนทยอยบอกลาพี่หลิ่วเหยียนที่กำลังจะเดินทางกลับจีน และยังไม่มีกำหนดว่าจะมาที่เกาหลีอีกเมื่อไหร่

ตอนนี้พวกเราทราบกันแล้วว่าพี่เขากำลังจะแต่งงานสร้างครอบครัวลงหลักปักฐานกับนักธุรกิจหนุ่มที่คบกันมาสองปีเต็มแล้ว อ่า…ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยแฮะ

“อย่าลืมร่อนการ์ดมาให้พวกผมด้วยนะครับ!” พี่มินจุนพูดพลางยิ้มร่า

“จ้า ไว้เจอกันใหม่นะทุกคน” พี่หลิ่วเหยียนส่งยิ้มให้พวกเราแล้วโบกมือลาในขณะที่พี่ผู้จัดการก็เร่งเธอยิกๆ

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” ผมเดินเข้าไปเอ่ยลาพี่เขาเป็นคนสุดท้าย เรามองหน้ากันยิ้มๆ ความรู้สึกที่มืดมัวในใจผมตอนนี้เผยคำตอบออกมาอย่างกระจ่างชัดแล้วว่าผมคิดกับพี่หลิ่วเหยียนแค่พี่สาว ถึงแม้จะยังรู้สึกหน่วงๆ อยู่บ้างเรื่องที่พี่เขาจะแต่งงาน

มันเป็นเรื่องกะทันหันที่ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เพราะพี่เขาไม่เคยพูดถึงมันเลย และผมเองก็ไม่เคยรู้ว่าเขามีแฟน

ผมก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีให้พี่หลิ่วเหยียนมันชัดเจนตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าไม่ได้คิดกับเขาเกินพี่สาว ไม่แน่มันอาจจะนานมาแล้วตั้งแต่เราไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลาสองปีก็ได้

“จ้า ดูแลตัวเองดีๆ นะ” พี่หลิ่วเหยียนยิ้มตอบผมแล้วเราสองคนก็กอดกัน

ฮ้า…ตัวพี่เขาเล็กมากๆ เลยล่ะ แต่กอดได้ไม่นุ่มนิ่มเท่ากอดเจ้าเหมียวตัวโตเลย

“บ๊ายบายครับ” ผมโบกมือให้พี่หลิ่วเหยียนที่เข้าไปนั่งในตัวรถแล้วเปิดกระจกมาโบกมือลาพวกผมพร้อมกับรถที่เคลื่อนตัวห่างออกไปเรื่อยๆ

หมับ!

ผมแทบหน้าคะมำลงไปจิ้มกับพื้น เมื่อจู่ๆ ก็มีแรงกระแทกมาจากทางด้านหลังพร้อมกับอ้อมแขนของใครคนหนึ่งกอดรัดรอบตัวผมอย่างแรง

“อา…จุนโฮ ตกใจหมดเลย” ผมอ้าปากหวอก้มมองรียวแขนขาวที่รัดรอบเอวผมไว้แน่น กลิ่นหอมประจำกายที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนลอยมาแตะจมูกจางๆ

“หมันไส้จริงเว้ย!” พี่แทคหันมามองผมตาขวางก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปในตัวร้าน ตามไปด้วยพี่มินจุนที่มองผมด้วยสายตาอาฆาตไม่ต่างกัน

“เข้าบ้านๆ” พี่คุณไล่ต้อนคนอื่นๆ เข้าไปด้านในรวมทั้งผมที่มีจุนโฮเกาะอยู่ด้วย ดวงตากลมโตของพี่คุณที่มองมาทำเอาผมเสียวสันหลังวูบ แต่พี่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วเดินดุนหลังอูยองเข้าไปในตัวร้าน

“จุนโฮไม่น่าหลงผิดชอบคนอย่างมึงเลย” ไอ้ดูจุนเบะปากใส่ผมแล้วเดินเข้าไปด้านในก่อนจะตามด้วยจินอุนที่หันมาพูดทิ้งท้าย

“อย่าเผลอ!” แล้วมันก็วิ่งลิ่วเข้าไปในตัวร้านโดยทิ้งให้ผมกับเจ้าแมวตัวโตยู่กันสองคน

“เป็นอะไรอีกหืม?” ผมตะแคงหน้าหันไปมองจุนโฮที่กอดผมจากทางด้านหลัง เส้นผมนุ่มนิ่มคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอทำให้รู้สึกจั๊กจี้

“อย่าไปกอดใครอีกนะ”

อ่า…เสียงออดอ้อนแบบนี้ จับปล้ำซะเลยดีมั้ย

———————————————-

TBC..