Tags » บทความ

แผลเบาหวาน ที่เท้า อันตราย ไม่ดูแลรักษาถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง

แผลเบาหวาน ที่เท้า อันตราย ไม่ดูแลรักษาถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง

แผลเบาหวาน – หนึ่งในอาการที่ทำให้ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจำนวนมากต้องเกิดความทุกทรมาน ก็คือ การเกิดแผลติดเชื้อขึ้นที่ส่วนล่างของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนเท้า ซึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลยที่จำเป็นจะต้องรับการผ่าตัดเพื่อรักษา และบางรายที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องตัดส่วนเท้าหรือขาออกเพื่อป้องกันการติด เชื้อลุกลาม ซึ่งเป็นอันตรายได้ถึงชีวิต ! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก แผลเบาหวาน ที่ส่วนเท้า เป็นแผลที่เกิดได้บ่อยผู้ที่ป่วยด้วยอาการโรคเบาหวานประมาณ 15% จะมีปัญหาในเรื่องนี้ และในจำนวนนี้มีถึงเกือบ 1 ใน 4 ที่ต้องถูก… ตัดขา !!!

โรคเบาหวานและเท้า บางคนก็สงสัยว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เพราะอาการมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงกับการเกิดแผลที่เท้าดูเหมือนห่างไกลกัน อยู่…. สำหรับเรื่องของ โรคเบาหวานและเท้า นั้น มันมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่หลายประการ ก็คือ เมื่อมีอาการโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดตามมาด้วย การส่งเลือดไปเลี้ยงล่างกายส่วนล่างปลายอย่างขาและเท้า ทำได้ไม่สะดวก แผลเบาหวาน ที่เท้าก็รักษาให้หายได้ยาก เนื่องจากเนื้อเยื่อไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในการซ่อมแซม ทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามได้ง่าย

ชนิดของแผลที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีอยู่ 3 ชนิด ด้วยกัน คือ

  1. แผล ชนิดปลายประสาทเสื่อม แผลชนิดนี้เกิดจากอาการปลายประสาทเสื่อมและอักเสบ อันเป็นผลข้างเคียงของโรคเบาหวาน อาจเกิดจากการหงิกงอของนิ้วเท้าที่ทำให้เกิดแผลกดทับ ซึ่งบางทีผู้ป่วยไม่ทราบเนื่องจากปลายประสาทเสื่อมทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีแผล หรืออาจเกิดจากการที่ผิวหนังแตกเพราะผู้ป่วยจะมีเลือดไปเลี้ยงได้น้อย
  2. แผล ชนิดอาการขาดเลือด เกิดจากการที่เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนเท้าได้ไม่เพียงพอ สังเกตได้ง่ายๆ คือ บริเวณรอบแผลซีด ไม่มีเลือดออก จะมีอาการปวดในบริเวณที่ขาดเลือด แผลชนิดนี้มักพบในบริเวณปลายนิ้วและลุกลามไปที่เท้า หากรักษาไม่ทันจะเกิดการติดเชื้อรุนแรง อาจจะต้องตัดนิ้ว หรือแม้แต่เท้าออกเพื่อหยุดการลุกลามของแผลก็เป็นไปได้
  3. แผลติดเชื้อ เป็นลักษณะของแผลที่มีการอักเสบ มีอาการเจ็บปวด มีน้ำหนองไหล บวมแดงซึ่งแผลชนิดนี้อันตรายมาก เพราะลุกลามได้เร็วและในกรณีรุนแรงอาจมีไข้จากการอักเสบและติดเชื้อในกระแส เลือดทำให้เลือดเป็นพิษได้ !

วิธีการดูแล แผลเบาหวาน อย่างถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เกิดบาดแผล ซึ่งแต่ละชนิดต้องการ การดูแลรักษาที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ต้องรักษาไปตามอาการ และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วเมื่อเกิดแผล อย่าคิดว่ามันไม่มีอาการเจ็บจะไม่เป็นไร และสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิด แผลเบาหวาน ขึ้น ต้องดูแลเท้าเป็นประจำ หมั่นสำรวจว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะบางทีผู้ป่วยไม่รู้สึกว่ามีแผล หากเผลอปล่อยทิ้งไว้ มันสามรถลุกลามจนเป็นอันตรายได้ และหากพบว่าสีของผิวหนังบริเวณเท้ามีการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังแตก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา และอย่าเดินเท้าเปล่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว

บทความน่ารู้

การรักษาโรคเบาหวาน ไม่ยากและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
โรคเบาหวาน ภัยเงียบใกล้ตัวที่ร้ายกว่าที่คิด

บทความ

การรักษาโรคเบาหวาน ไม่ยากและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

การรักษาโรคเบาหวาน ไม่ยากและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

การรักษาโรคเบาหวาน ไม่ยากและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด – เบาหวาน เป็นอาการโรคเรื้อรังแบบไม่ติดต่อ มีอีกชื่อที่ค่อนข้างน่ากลัวเรียกว่า “เพชฌฆาตเงียบ” เนื่องจากในแต่ละปีจะมีผู้ที่เสียชีวิตลงด้วยอาการที่เกิดจากโรคเบาหวานเป็น จำนวนมาด และปริมาณผู้ที่ป่วยด้วยอาการโรคนี้ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน และการรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ส่วนมากก็ไม่หายขาด ต้องกินยาดูแลไปตลอดชีวิต และมันมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการป่วยอีกหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าวิตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรคอ้วน โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคไตเสื่อม การเสื่อมของจอประสาทตา ตาเป็นต้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัญหาแผลติดเชื้อรักษายากและเป็นแผลติดเชื้อลุกลาม และอื่นๆ ซึ่งแต่ละอย่างนำมาซึ่งความทรมานของผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคเบาหวาน ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ยากจนเป็นเรื่องที่น่ากลัว หากเราเข้าใจและมีการลงมือเริ่มรักษาและดูแลตัวเองเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

วิธีการรักษาโรคเบาหวานเบื้องต้น เราสามารถเริ่มได้จากการดูแลตัวเองก่อน ซึ่งประกอบด้วยหลักที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ 4 ประการ ดังนี้…
  1. หลีก เลี่ยงการบริโภคอาหารทุกชนิดที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่สูง ซึ่งเรื่องนี้เราสามารถทำเองได้ไม่ต้องพึ่งใคร เพียงแค่เราสังเกตและพิจารณาอาหารและเครื่องดื่มทุกอย่างก่อนจะรับประทาน เข้าไปให้ละเอียดก็สามารถหลีกเลี่ยงและลดปริมาณน้ำตาลที่จะนำเข้าสู่ร่างกาย ได้ ยิ่งทานน้ำตาลน้อยตับก็ทำงานลดลง ไม่ต้องผลิตอินซูลินออกมาขจัดน้ำตาล ทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องทำความเข้าใจในของที่จะรับประทานอย่างถ่องแท้ อ่านฉลากและทำความเข้าใจก่อนเสมอ
  2. ลดปริมาณอาหารในกลุ่มแป้งลง โดยเฉพาะพวกแป้งขัดขาวที่เป็น คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พวกขาวขัดขาว ขนมปังเนื้อนิ่มๆ และขนมเค้ก มันฝรั่งทอด ทั้งหลายลดปริมาณลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงไปเลยยิ่งดี แต่ก็ไม่สามารถงดเว้นเพราะอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานของร่างกาย หากจะรับประทานควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน คือ พวกที่ยังไม่ผ่านการขัดขาว เช่นการรับประทานข้าวซ้อมมือ ซึ่งพวกนี้จะมีการดูดซึมแปรสภาพเป็นน้ำตาลช้ากว่าทำให้ร่างกายมีเวลานำเอา พลังงานที่ได้ไปใช้
  3. เน้นการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยจากธรรมชาติ อาหารโรคเบาหวาน ควรเป็นอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักและผลไม้สด จะดีที่สุด แต่ผลไม้ก็ใช่ว่าจะดีทุกชนิดเพราะผลไม้บางอย่างรสหวานจัด ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือรับประทานแค่พอได้ชิมให้หายอยากเป็นพอ อีกอย่างที่ต้องเตือนก็คือ เรื่องน้ำผลไม้ อย่าเห็นว่าเป็นน้ำผลไม้ 100% แล้วจะรับประทานได้ เพราะในน้ำผลไม้ก็มีน้ำตาลผลไม้ในปริมาณสูงเช่นกัน รับประทานเป็นผลสดๆ จะดีกว่า
  4. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยควรออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ตามสภาพร่างกายของเรา ซึ่งการออกกำลังกายนอกจากช่วยทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับเหมาะสมได้อีกด้วย

หลักใน การรักษาโรคเบาหวาน ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ แต่ส่งผลดีกับร่างกายได้จริงเพียงแค่ตั้งใจและทำอย่างสม่ำเสมอ

บทความน่ารู้

รู้จักสมุนไพรรักษาเบาหวาน
เบาหวาน น่ากลัวกว่าที่คิด
อาการโรคเบาหวาน 10 สัญญาณควรระวัง เช็กได้ง่ายนิดเดียว
โรคเบาหวานช่วยได้ ด้วยเห็ดหลินจือ??

การรักษาโรคเบาหวาน

ตุ๊กตาเป็นเบาหวาน เพื่อนคู่ซี้คนใหม่ของเด็กป่วยด้วยโรคเบาหวาน

ตุ๊กตาเป็นเบาหวาน เพื่อนคู่ซี้คนใหม่ของเด็กป่วยด้วยโรคเบาหวาน

ตุ๊กตา เป็นเบาหวาน เพื่อนคู่ซี้คนใหม่ของเด็กป่วยด้วยโรคเบาหวาน Anja ผู้ที่จุดประกายเรื่องเล็กๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และ American Girl..

ไม่ มีเด็กคนไหนที่ไม่ชอบของเล่น และถ้าพูดถึงของเล่นที่เป็นอมตะ อยู่เคียงข้างเด็กทุกยุคทุกสมัยก็คงหนีไม่พ้น ‘ตุ๊กตา’ เพราะมันเป็นเหมือนตัวแทนของพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อน ทำให้พวกเขารับรู้ถึงการมีเพื่อน มีคนอยู่เคียงข้าง อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเป็นนู่นเป็นนี่ โดยการจับตุ๊กตามาแต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมไปเรื่อยตามสไตล์ที่ต้องการ 23 more words

บทความ

การเจาะตรวจน้ำคร่ำ(Amniocentesis)

สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนคงคาดหวังว่าบุตรในครรภ์จะต้องเกิดมาเป็นเด็กที่ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรงและมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์  การเจาะน้ำคร่ำนั้นจึงเป็นหัตถการที่ทำกันมากที่สุดในการหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกก่อนคลอด ได้ดีทีเดียว  การเจาะน้ำคร่ำนั้นทำเพื่อการวินิจฉัยความผิดปกติบางอย่างของทารกได้ เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมบางอย่าง เช่น ภาวะปัญญาอ่อนแบบกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)  โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางลักษณะเพศชาย (sex-linked disorders) เช่น ฮีโมฟิเลีย (โรคเลือดออกง่าย ชนิดหนึ่งที่จะเป็นในเฉพาะเพศชาย)หรือโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของไขสันหลัง เช่น spina bifida เป็นต้น

การเจาะตรวจน้ำคร่ำจะทำในช่วงเวลาที่ทารกมีปริมาณน้ำคร่ำมากเพียงพอ อายุครรภ์ที่เหมาะสมคือ ประมาณ 16 ถึง 20 สัปดาห์ในช่วงเวลาดังกล่าว ทารกจะมีน้ำคร่ำประมาณ 200 ซีซี  โดยการใช้เข็มขนาดเล็กผ่านทางหน้าท้องของมารดาเข้าไปในถุงน้ำคร่ำของทารกระหว่างเจาะจะเห็นภาพจากจอภาพอัลตร้าซาวด์ตลอดเวลา แพทย์จะเก็บน้ำคร่ำไปตรวจประมาณ 20 ซีซี น้ำคร่ำจำนวนนี้ทารกจะสร้างขึ้นใหม่ภายในเวลาประมาณ 24 ชม. ปริมาณน้ำคร่ำที่ลดลงไปชั่วคราวนี้ไม่มีผลกระทบใดๆต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ ในน้ำคร่ำที่ได้มาจะมีเซลล์ของทารกปะปนอยู่ สามารถนำเซลล์เหล่านี้เพาะเลี้ยงและตรวจดูจำนวนโครโมโซมต่อไป  แม้ว่าการตรวจจะกระทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ปลอดเชื้ออย่างถูกต้องตามมาตรฐานแล้วก็ตาม ก็ยังมีรายงานภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ภายหลังการตรวจภาวะแทรกซ้อนที่พบได้เช่น มีการติดเชื้อของรกและถุงน้ำคร่ำ มีเลือดออกทางช่องคลอด น้ำเดินก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ ในที่สุดนำไปสู่การสูญเสียทารกในครรภ์ โดยทั่วไปโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งบุตรที่เกี่ยวเนื่องจากเจาะตรวจน้ำคร่ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 (1 ใน 200)

โดยทั่วไปแล้วการเจาะน้ำคร่ำนั้นไม่จำเป็นต้องเจาะทุกคน เพราะการเจาะน้ำคร่ำนั้นเหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะดังนี้

  1. หญิงตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปนับถึงวันกำหนดคลอดมีโอกาสที่ทารกในครรภ์เป็นภาวะกลุ่มอาการดาวน์ได้มากขึ้น
  2. หญิงตั้งครรภ์ที่เคยมีบุตรที่มีความผิดปกติของโครโมโซมในครรภ์ก่อน
  3. หญิงตั้งครรภ์และสามีที่มีโคโมโซมผิดปกติ
  4. หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการแท้งเป็นอาจิณ
  5. หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะมีความผิดปกติของโคโมโซม
  6. หญิงตั้งครรภ์ที่พบความผิดปกติของทารกในครรภ์ จากการตรวจคลื่นความถี่สูง(อัลตราซาวด์)
  7. ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า

เมื่อผลจากการตรวจเจาะน้ำคร่ำออกแล้วนั้น แพทย์จะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ท่านและสามี ถึงผลการตรวจและความผิดปกติของทารกที่เกิดขึ้นได้  แนวทางการรักษา ทางเลือกในการดูแลตั้งครรภ์ต่อไป โดยขึ้นกับการตัดสินใจของท่านและสามีเป็นสำคัญ แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะดูแลต่อไปตามความเหมาะสม กรณีผลโครโมโซมของทารกผิดปกติ ก็ไม่ได้ยืนยันว่าทารกจะปกติ สมบูรณ์แข็งแรง เพราะความผิดปกติบางอย่างของทารกก็ไม่จำเป็นต้องมีโครโมโซมผิดปกติร่วมด้วยเสมอไป

บทความ

โรคหัวใจขาดเลือด ( Ischemic Heart Disease)

โรคหัวใจขาดเลือด ( Ischemic Heart Disease ) หมายถึง ภาวะที่หลอดเลือดแดง (Coronary Artery) ที่เลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย เนื่องจากมีการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามวัย มีไขมันและหินปูนเกาะที่ผนังชั้นในของหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหนาขึ้น ไม่ยืดหยุ่น ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการตีบแคบ หรือตัน เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ

ผู้ป่วยจะมีอาการ เจ็บหน้าอกบีบรัด และแน่นอึดอัด ที่บริเวณหน้าอกไม่ต่ำกว่าสะดือ บางรายรู้สึกเหมือนกดทับ แสบร้อน จุกขึ้นคอ บางครั้งมีอาการปวดร้าวไปหัวไหล่ซ้าย หรือกราม 2 ครั้ง เหงื่อแตก มักพบในวัยกลางคน หรือ สูงอายุ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเมื่อออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก เครียด อาการทุเลา เมื่อได้พัก บางรายมีอาการในขณะพัก และอาจมีภาวะหัวใจวาย จนทำให้เสียชีวิตได้ 6 more words

บทความ

20 วิธีสร้างความประทับใจในการต้อนรับลูกค้า

“กฎแห่งการบริการข้อ1 คือ ลูกค้าเป็นผู้ถูกเสมอข้อ 2 หากพบว่าลูกค้าทำอะไรผิด ให้กลับไปดูข้อ 1” ดังนั้นในการทำงานทุกหน้าที่ต้องมีบริการเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เว้น แม้แต่พ่อค้า แม่ค้า ครู อาจารย์ พนักงานในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ คนขับรถ หรือฝ่ายบริหารองค์กร
คุณต้องสร้างภาพลักษณ์นักบริกรมืออาชีพ ให้อยู่อันดับหนึ่งในใจลูกค้าให้ได้ ถือเป็นการสร้างความประทับใจ “ที่ไม่มีวันลืม”และเป็นผู้มีทักษะ องค์ความรู้ดีในการบริการ งานของตนเอง

20 วิธีสร้างความประทับใจในการต้อนรับลูกค้า

บทความ

คิดอย่างASAVA เดินแบบZARA ประสบความสำเร็จจริงหรือ??

“ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ คนเราต้องรู้จักมอง รู้จักคิดทุกความสำเร็จมีค่า ทุกอย่างมีวิถี มีความค่อยเป็นค่อยไป ให้มองความสำเร็จเป็นสิ่งพื้นฐานง่ายๆ อย่ามองอะไรที่ไกลตัว เพราะมันไปถึงยากแต่ให้มองอะไรที่เอื้อมถึง ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้สำเร็จทุกเรื่อง ถ้าปฏิบัติต่อชีวิตด้วยหลักการนี้ ชีวิตจะไม่กระเสือกกระสน และไม่เหนื่อยเกินไป”

ขอบคุณภาพจาก ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

ได้อ่านประโยคที่ คุณหมู อาซาว่า หรือ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ ASAVAให้สัมภาษณ์ไว้กับหนังสือพิมพ์มติชนฉบับเดือนพฤษภาคม2559 รู้สึกชื่นชม ในความคิดที่ละเอียดลึกซี้ง เป็นบุคคลอีกท่านที่ประสบความสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ 41 more words

บริหาร