Tags » Agriculture

ตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐ ลุยสางปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333415

ตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐ ลุยสางปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีการพบความผิดปกติของงบการเงินสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนเกิดความเสียหายเป็นเงิน 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด โดยพบความผิดปกติของงบการเงินปี 2555-2559 ที่สหกรณ์อนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้สมาชิกที่เป็นกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ 6 ราย รวม 199 สัญญา กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ พ.ศ.2554 ส่งผลให้สหกรณ์ฯขาดสภาพคล่องทางการเงินกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้รายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

กรณีดังกล่าว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 ได้เข้าพบเพื่อหารือขอความช่วยเหลือจากกรม ในการเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี กรมจึงได้แต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางและทีมสนับสนุนด้านไอที เข้าตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนการตรวจสอบงบการเงินในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจากข้อมูลฐานะทางการเงินพบว่า สหกรณ์ฯ มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้ร่วมประชุมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ผู้ฝากเงิน อีก 14 แห่ง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์ร่วมกัน คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักระยะสหกรณ์ต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดแผนการแก้ไขปัญหาและดำเนินงาน เพื่อให้มีสภาพคล่องได้ตามปกติ

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับการตรวจสอบบัญชี เมื่อตรวจพบความผิดปกติหรือพบสัญญาณความเสี่ยงไปในทางทุจริต มาตรการแรกคือ รายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ทราบ เพื่อแจ้งให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ ต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าตรวจสอบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มาโดยตลอด และมีการปรับแผนเข้าตรวจสอบบัญชีจากเดิมปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการตรวจสอบที่ต่อเนื่อง และเข้ากำกับการจัดทำบัญชีสหกรณ์ได้มากขึ้น” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

แนวหน้า

‘FAO’ยกย่องพระเทพฯช่วยผู้อดอยาก ‘ไทย’ย้ำจุดยืนต่อนานาชาติขจัดความหิวโหย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333296

x

‘FAO’ยกย่องพระเทพฯช่วยผู้อดอยาก ‘ไทย’ย้ำจุดยืนต่อนานาชาติขจัดความหิวโหย

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในการเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่ประเทศฟิจิในระหว่างวันที่ 11-13 เมษายนที่ผ่านมา โดยในระหว่างพิธีเปิด นายโฮเซ กราเชียโน ดา ซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ของเอฟเอโอ ได้กล่าวยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษประจำเอฟเอโอ ในการรณรงค์แก้ไขปัญหาการขาดอาหารและโภชนาการ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอื่นๆ ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจช่วยเหลือผู้ยากไร้ และพัฒนาโภชนาการของเด็ก

ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพฯ ในฐานะทูตพิเศษด้านการขจัดความหิวโหยทรงดำเนินโครงการเพื่อช่วยลดความหิวโหยมาตั้งแต่ปี 2523 เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โดยมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ภูฏาน และบังกลาเทศ เป็นต้น สำหรับนโยบายของรัฐบาลไทยขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจัดสรรเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการมีแผนงานและงบประมาณด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรลดรายจ่าย

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ประเทศไทย ได้แสดงความมุ่งมั่นต่อที่ประชุมถึงการขจัดความอดอยากหิวโหยให้หมดไป โดยรัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติเข้กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี ระหว่างปี 2560 ถึง ปี 2579 โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน  โดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในขณะนั้น ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกร แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เสริมสร้างความมั่นคงอาหาร พัฒนา โภชนาการและความปลอดภัยอาหาร เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงสานต่อโครงการพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ไขปัญหาความยากจน

โดยนโยบายของรัฐบาลไทยขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจัดสรรเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการดังกล่าวมีแผนงานและงบประมาณด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยใช้แนวคิดการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือ “ประชารัฐ” โดยมีการจัดทำประชาคม และรับฟังปัญหาระดับชุมชน โดยใช้การสำรวจความต้องการและปัญหา
ในระดับชุมชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อาทิ การส่งเสริมสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาใช้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยใช้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต”
การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ และสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรมืออาชีพก่อให้เกิดการพัฒนา ชนบทอย่างยั่งยืน การลดการใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความรู้ความเข้าใจรณรงค์ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร โดยดำเนินการ
ภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว ร่วมกับ เอฟเอโอ กระทรวงสาธารณสุข เกษตรกร ผู้ผลิต และ
ผู้บริโภค” นายกฤษฎา กล่าว

แนวหน้า

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือ โรคจุดดำระบาดอะโวคาโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333292

x

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือ โรคจุดดำระบาดอะโวคาโด

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโด ระยะนี้มีสภาพอากาศร้อนจัดสลับกับฝนตกซึ่งเอื้อต่อการระบาดของโรคจุดดำสามารถพบได้ในระยะที่ต้นอะโวคาโดมีดอกบานและติดผล อาการที่ใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะเห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม หากอาการรุนแรง แผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบร่วง อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลามทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยว แห้ง หลุดร่วงก่อนติดผล อาการที่ผล ผลอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรง ผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลมขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของ
เชื้อราที่บริเวณแผล

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มมีอาการระบาดของโรคจุดดำ ให้ตัดแต่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อไม่ให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค และลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค กรณีพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน
25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

แนวหน้า

ชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด 'กฤษฏา'ลั่น'เกษตรยุค4.0'ต้องลุยเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333355

ชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด ‘กฤษฏา’ลั่น’เกษตรยุค4.0’ต้องลุยเชิงรุก

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.56 น.

รมว.เกษตรฯแจงสี่เบี้ยชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด เผยเข้าสู่เกษตรยุค 4.0 ย้ำขรก.กษ.ทุกคนอ่านช้าๆหลายๆรอบจะเข้าใจการทำงานเชิงรุก ใช้ตลาดนำการผลิต

16 เม.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา 4 เดือน ได้ใช้การชี้แจงในเรื่องคำแนะนำการปฎิบัติงานผ่านระบบไลน์ของ รมว.กษ. ได้สั่งงานไปยังปลัดฯกษ.และข้าราชการตลอดจนผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์การมหาชนในสังกัดโดยให้พวกเราทราบถึงเจตนาและความหมายในการส่งไลน์ของรมว.กษ. โดยเฉพาะการส่งไลน์ในช่วงวันหยุด หรืออาจเรียกได้ว่า นี่คือการเริ่มต้นทำงานของกระทรวงตามนโยบายรัฐบาลเกษตร4.0

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนให้หลักการและวิธีการทำงานโดยมีคำแนะนำในการทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ปรับใช้ได้ทุกระดับ สามารถเอาไปเป็นคู่มือปฎิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร เช่นการนำแนวทางการตลาดนำการผลิต ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง และเอกชน การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ วิธีทำให้ครบวงจรการตลาดนำการผลิตต้องประสานกับธ.ก.ส. สำหรับบทบาทของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯในระดับจังหวัด ติดตามรายงานผลการปฏิบัตินั้น

“ผมขอให้พวกเราช่วยรวบรวมไลน์ข้อความของผมให้เป็นหมวดหมู่เมื่อทำงานใดมีปัญหาหรือนึกไม่ออกว่าจะต้องเริ่มต้นทำงานอะไรก่อนหลัง ก็ขอให้อ่านไลน์แต่ละเรื่องของผมช้าๆ หลายๆ รอบ ก็จะพบแนวทางการทำงานได้ทันที หรืออาจนำมาปรับใช้ก็ได้ ขอย้ำอีกครั้งพวกเราสามารถนำข้อความไลน์ของผมมาปรับใช้งานได้ตามสถานการณ์ในพื้นที่หรือประสบการณ์ของพวกเราเองได้ทุกเรื่องไม่ได้บังคับว่าต้องทำตามไลน์ทุกอย่าง เพราะระบบไลน์คือเครื่องช่วยกระตุ้นชี้แนะการทำงานของพวกเรา นอกจากนี้ บางครั้งเมื่อผมได้รับข้อความไลน์แสดงความเห็นหรือแจ้งสถานการณ์ต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรในพื้นที่ก็จะส่งต่อให้พวกเราทราบด้วยพวกเรานำไปใช้ในการทำงานหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างทันท่วงที” รมว.เกษตรฯกล่าว

แนวหน้า

‘เฉลียว น้อยแสง’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี’61 ลดต้นทุนด้วย‘บัญชี’สู่วิถีความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333179

‘เฉลียว น้อยแสง’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี’61 ลดต้นทุนด้วย‘บัญชี’สู่วิถีความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลได้มีนโยบายในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการที่ดี มีต้นทุนการผลิตต่ำ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต โดยยึดหลักตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนองนโยบายดังกล่าว ด้วยการปฏิรูปภาคการเกษตร นำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เกษตรกรรู้จักวิธีลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันตามเป้าหมายของประเทศตามแนวทางประชารัฐ

พ.จ.ท.เฉลียว น้อยแสง เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับภาค ประจำปี 2561 ของจังหวัดชัยนาท ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นประธานนาแปลงใหญ่จังหวัดชัยนาทและเป็นประธานนาแปลงใหญ่ของกลุ่มบ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ถือเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นระยะเวลา 10 ปี จากเดิมที่เคยรับราชการทหาร ภายหลังได้ลาออกมาประกอบอาชีพเลี้ยงวัวและเลี้ยงไก่ แต่ประสบกับปัญหาราคาเนื้อวัวตกต่ำและไข้หวัดนกระบาด จึงทำให้หันมาประกอบอาชีพทำนาและปลูกผัก และพยายามคิดค้นหาวิธีลดต้นทุนการผลิตโดยใช้สารชีวภาพ เพื่อนำมาใช้ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร พร้อมทั้งมีการจดบันทึกบัญชีต้นทุนอาชีพ ซึ่งได้รับการแนะนำจากจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชัยนาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนการดำเนินงานด้านการเกษตร ในการหาปัจจัยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้

หลังนำบัญชีมาปรับใช้ในการวางแผนการผลิตของตนเองแล้ว ก็ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่นาแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมไปถึงเกษตรกรทั่วไป และคนในชุมชน เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำบัญชี รู้จักจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อให้รู้ถึงรายรับ-รายจ่ายที่เกิดขึ้น
แล้วนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่กลุ่มบ้านพระแก้ว จำนวนกว่า 200 ราย ได้มีการจดบันทึกบัญชีเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการประเมินผลและวางแผนการประกอบอาชีพในฤดูกาลผลิตถัดไป

“…ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรมักทำการเกษตรโดยที่ไม่ได้จดบันทึกค่าใช้จ่ายอะไรเลย เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาให้ความรู้ด้านบัญชี จึงทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนการผลิต รู้จักการใช้จ่ายเงิน ทำให้ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อีกทั้งยังเก็บข้อมูลจากบัญชีไว้เพื่อสำหรับพยากรณ์การทำการเกษตรในฤดูต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะประกอบอาชีพเกษตรกรหรืออาชีพต่างๆ หากเราไม่ทำบัญชีควบคู่ไปด้วย เราก็จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำไปนั้นจะดีขึ้นหรือแย่ลง อย่างที่คนทั่วไปพูดกันว่า อาชีพเกษตร ยิ่งทำยิ่งจน แต่ความจริงแล้วหากเราทำบัญชี เราจะรู้ผลลัพธ์ได้เลย เพราะฉะนั้นเราจะไม่จน ถ้าเราทำบัญชี…” ครูเฉลียว กล่าว

ครูเฉลียว ยังนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การสกัดสมุนไพรไล่แมลง และฮอร์โมนน้ำหมัก ซึ่งผลิตขึ้นเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต โดยครูเฉลียวเลือกการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด โดยใช้ให้น้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และคำนึงถึงระยะเวลาในการใช้ให้ยาวนานและก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อีกทั้งยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท เก็บไว้ทานและใช้เอง รวมทั้งจำหน่ายให้แก่คนในชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความอยู่ดี กินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจุบันครูเฉลียว น้อยแสง ยังทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสาและกรรมการชมรมครูบัญชีของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชัยนาท นับเป็นบุคคลตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จจากการจดบันทึกบัญชี อีกทั้งยังปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวม โดยถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้แก่เกษตรกรและส่งเสริมการทำบัญชีสู่ชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการนำระบบบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรอย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินออม สามารถเป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี

แนวหน้า

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333175

x

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง….เริ่มจากต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสัมมนาใหญ่ “การขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เชิญผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ทั่วประเทศ เข้าร่วมสัมมนา โดยมีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นประธานเปิดงาน…งานนี้ถือว่าเป็นการประกาศความพร้อมของรัฐบาลในการปฏิรูปภาคการเกษตร ด้วยการอัดงบ 2.4 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร 20 โครงการ เสริมจุดแข็งเศรษฐกิจประเทศ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเดิม เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรอินทรีย์ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) หรือการพัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ มุ่งหวังให้ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูป 3 ด้าน คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม และการปฏิรูปด้านสถาบันเศรษฐกิจ

รองนายกฯสมคิด ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เร่งพัฒนาภาคการเกษตรให้มั่นคงและเข้มแข็ง เพราะภาคการเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปเห็นผล ต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย ซึ่งต้องหาคนรุ่นใหม่มาอยู่ในภาคเกษตรกรรม เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ความมั่งคั่งของภาคเกษตรไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่การปฏิรูปอาจจะต้องใช้เวลาและความอดทน โดยเน้น 5 มิติในการดำเนินการ ได้แก่ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง, ใช้การตลาดนำการผลิต, ส่งเสริมความรู้และสนับสนุนแหล่งทุน พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้, ผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดโลก, และเชื่อมโยงภาคเกษตรกับการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวชุมชน โดยใช้การเกษตรเป็นจุดขายที่สำคัญ พร้อมหยอดวลีเด็ด “เกษตรกรคือทรัพยากรสำคัญ เกษตรกรไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพย์สินสำคัญของประเทศ”

สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ 2 หน่วยงานเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการ คือกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อน 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จัดให้มีการฝึกอบรมตามอาชีพ โดย ธ.ก.ส. จะส่งรายชื่อเกษตรกร ที่ผ่านการคัดแยกที่วิเคราะห์แล้ว ซึ่งได้รับโดยเกษตรกรที่ผ่านการอบรมและจะได้รับใบรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ปฏิบัติการ 40 ศูนย์ ทั้งหมด 85 หลักสูตร 2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่ชาวสวนยางให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การฝึกอบรมเกษตรกร ใน 9,101 ชุมชน ชุมชนละ 200 ราย รวม 1,820,200 ราย และ 2. การพัฒนากลุ่มเกษตรกร ในชุมชน อาจจะมากกว่า 1 โครงการก็ได้ ที่มีความสนใจร่วมกัน และเกษตรกรจะต้องผ่านการอบรม ซึ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ รัฐบาลให้สิทธิในชุมชนในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ 4.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพันธุ์พืช โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ท่อนพันธุ์ และต้นพันธุ์ รวม 8 ล้านต้น ภายใต้การกำกับของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร และ 5.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดย Young smart farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4,850 ราย ได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0

ขุนเกษตรา…คาดหวังว่า 2.4 หมื่นล้านที่ทุ่มลงไปกับการปฏิรูปภาคการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงและสูงสุดเพื่อจะได้ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ก็ต้องขอฝากความหวังนี้ไว้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นกำลังใจให้คนทำงาน เพื่อจะได้นำพาเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นความยากจนเสียที…

ขุนเกษตรา

แนวหน้า

จับตาปริมาณผลไม้ตะวันออกลด สศก.แจงสภาพอากาศแปรปรวน คาดแนวโน้มวูบถึงกว่าร้อยละ18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333177

จับตาปริมาณผลไม้ตะวันออกลด สศก.แจงสภาพอากาศแปรปรวน คาดแนวโน้มวูบถึงกว่าร้อยละ18

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ของ สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้บูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลการผลิตไม้ผลประจำปี 2561 ในพื้นที่ จ.ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนบริหารจัดการไม้ผลพบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1,142 ไร่ หรือร้อยละ 0.17 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 ขณะที่มังคุดลดลงร้อยละ 0.30 เงาะ ลดลงร้อยละ 1.63 และ ลองกอง ลดลงร้อยละ 8.97 ซึ่งการลดลดลงของมังคุด เงาะ และลองกอง เป็นการตัดโค่นเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน ส่วนเนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มี 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 9,691 ไร่ หรือร้อยละ 1.60 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.49 ส่วนเงาะลดลงร้อยละ 0.94 และลองกองลดลงร้อยละ 6.89

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 จำนวน 144,591 ตัน หรือ ร้อยละ 18.25 โดย มังคุด ลดลงมากที่สุดร้อยละ 64.81 รองลงมาคือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 32.05
เงาะ ลดลงร้อยละ 9.81 และทุเรียน ลดลงร้อยละ 4.37 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า ลดลงทุกสินค้า โดยมังคุดลดลงมากที่สุด ร้อยละ 65.34 รองลงมา คือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 27 เงาะ ลดลงร้อยละ 8.94 และทุเรียนลดลงร้อยละ 8.31 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่างๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไป

แนวหน้า