Tags » AZ

Antelope Canyon, Page, AZ

Upper Antelope Canyon.
First time I have ever experienced canyons like these. It feels so astonishingly surreal when you’re walking through the beautiful curves as the natural light seeps through above elevating the natural waves, contour and colour of the canyons.

          

Paradiseofone

Chandler, AZ police looking for missing 14-year-old

The Chandler Police Department is seeking help from the public to locate a missing 14-year-old who they believe ran away from home, officials said.

Frances Monclova has been missing since Wednesday, according to Chandler police spokesman Seth Tyler.

Missing

AC Milan Have Signed Serbian Midfielder Nemanja Gudelj From AZ

AC Milan have held a press conference to announce new signing

Milan have signed Serbian midfielder Nemanja Gudelj from Dutch club AZ for £5.2m

FM15

[A/Z Fic] Heart Prisoner : 5 [Inaho x Slaine]

Title : Heart Prisoner

Fandom : Aldnoah.Zero

Pairing : Kaitsuka Inaho x Slaine Troyard

Rating : PG-13

Warning : *Spoil ss1-2*

——————————————————————

(5)

“เอ๋…!? ไม่กลับบ้านเหรอนาโอะคุง!?” เสียงยูกิทำให้ทุกคนรอบข้างหันไปมองอย่างสนใจโดยเฉพาะอิงโกะที่หูผึ่งโดยอัตโนมัติ ยูกิทำหน้าลำบากใจใส่โทรศัพท์ราวกับว่าจะส่งมันผ่านคลื่นสัญญาณไปหาคู่สายได้

“สเลนน่ะเหรอไม่สบาย” ชื่อของเด็กหนุ่มอีกคนถูกเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาสีม่วงที่มองอยู่หรี่ลงโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ส่วนอิงโกะกับนีน่ามองหน้ากัน “เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

“ไม่มากหรอก แต่ดูเหมือนว่าจะซึมๆ น่ะครับ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะอยู่ดูอาการสักคืน” น้องชายรายงานมาตามสายซึ่งราบเรียบจนไม่รู้สึกถึงความเป็นห่วงเลย

“งั้นเหรอ… เป็นหวัดได้ยังไงกันนะ ผ้าห่มบางไปหรือเปล่า” ยูกิพึมพำอย่างเป็นห่วงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างนึกอะไรออก “งั้นพี่ก็ต้องทำข้าวเย็นกินเองน่ะสิ”

“ไปกินบ้านอิงโกะดีกว่านะ” อินาโฮะแนะนำเพราะเข้าใจฝีมือการทำอาหารของพี่สาวดีกว่าใคร ตั้งแต่เขาทำอาหารเป็นห้องครัวก็กลายเป็นอาณาเขตของเขา ยิ่งยูกิเริ่มทำงานก็แทบไม่ได้เข้ามาจับกระทะทำอะไรอีกเลย เป็นเหตุผลที่เชื่อได้ว่าฝีมือของพี่สาวไม่ได้รับการพัฒนา

และเขาก็ไม่อยากให้ยูกินั่งกินบะหมี่ถ้วยด้วย

แต่ยูกิไม่ได้รับรู้ถึงความหวังดีที่แอบซ่อนเอาไว้ หญิงสาวมุ่ยหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “เดี๋ยวเถอะ พูดอย่างนี้กับพี่สาวไม่น่ารักเลยนะ”

ถ้าเป็นเมื่อก่อนอินาโฮะคงตอบว่า ‘ก็ไม่ได้อยากน่ารักนี่’ แต่เด็กหนุ่มกลับพูดว่า “ไว้พรุ่งนี้ผมจะทำไข่หวานชดเชยให้นะครับ” ก่อนจะวางไป

ติดสินบนเธอด้วยไข่หวาน…นี่คงแสดงว่าน้องชายเธอโตขึ้นมากแล้วจริงๆ

ยูกิหันไปยิ้มให้อิงโกะอย่างช่วยไม่ได้ “ก็อย่างที่ได้ยินแหละจ้ะ ท่าทางวันนี้ต้องฝากท้องบ้านอิงโกะจังซะแล้ว”

“ไว้ใจได้เลยค่า!” เด็กสาวผมสั้นรับอย่างแข็งขัน “คุณพ่อคุณแม่ต้องดีใจแน่ๆ คุณยูกิไม่ได้มาทานข้าวที่บ้านนานแล้วนี่นา ว่าแต่..สเลนคุงเขาเป็นอะไรเหรอคะ” รู้ตัวอีกทีอิงโกะก็ถามออกไปด้วยความอยากรู้เกินกว่าจะยั้งปากทัน

“น่าจะเป็นไข้หวัดนะจ๊ะ เห็นว่าซึมๆ ด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นล่ะก็น่าจะหาพวกวิตามินไปให้ทานนะคะ เสริมภูมิคุ้มกันไง” ออกความเห็นได้สมกับที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในชั้นเรียนโดยมียูกิมองอย่างรู้ทัน ตั้งแต่กลับมาจากเยี่ยมจักรพรรดิณี เด็กสาวคงอยากเจอสเลนสักครั้งแน่ๆ

“แต่ว่าคุณอินาโฮะเนี่ยใจดีจังเลยนะคะ ถึงกับเฝ้าไข้เด็กคนนั้นด้วย” เด็กสาวผมบลอนด์มัดแกละสองข้างทักขึ้นมา พลางจิ้มสตอเบอร์รี่บนหน้าเค้กเข้าปาก

“บ้ามากกว่า” ไรเอย์เหน็บแนม ทั้งโต๊ะจึงเงียบลง ทุกคนรู้ดีกว่าเด็กสาวผมแดงได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสงครามมากแค่ไหน “ทั้งที่เกือบถูกฆ่าแล้วยังไปญาติดีด้วยอย่างนั้น ถ้าไม่บ้าก็คงโง่เกินเยียวยา”

เธอพูดออกมาโดยไม่สนใจว่ายูกินั่งอยู่ด้วย รู้อยู่แก่ใจว่าคนอย่างอินาโฮะไม่ได้ใกล้เคียงคำว่า ‘โง่เกินเยียวยา’ เลยสักนิด แต่การกระทำของเขาทำให้ดูเป็นอย่างนั้นในสายตาเธอ

และไม่ได้มีแค่อินาโฮะคนเดียวที่ทำพฤติกรรมบ้าๆ แบบนั้น คิดพลางหลุบตาลงมองมือบนตักตัวเองที่กำแน่น อยากให้ความหงุดหงิดของเธอละลายไปกับแอร์เย็นฉ่ำในร้านขนมที่กำลังนั่งอยู่

“ไรเอย์จัง…” นีน่าขานชื่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“น่าๆ ไรเอย์ อินาโฮะคงมีความคิดของเขาแหละ เนอะคุณยูกิ” อิงโกะพยายามพูดให้บรรยากาศในโต๊ะดีขึ้น เธอก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่อินาโฮะกำลังทำ แต่เธอรู้จักเขาดีเพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก อินาโฮะคงไตร่ตรองไว้แล้ว ดังนั้นต่อให้เธอบ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

“อะ อื้อ.. ใช่แล้วล่ะจ้ะ”

“ก็หวังว่าความคิดนั้นจะไม่มาทำร้ายเขาทีหลังนะคะ” เด็กสาวชาวเวิร์สหนึ่งเดียวในที่นี้เปรยเบาๆ

คนที่ไม่เคยรู้จักไรเอย์ อาเรียชอาจจะคิดว่านั่นเป็นคำปรามาสแล้งน้ำใจ แต่กับพวกเธอที่อยู่ด้วยกันมาสัมผัสได้ว่ามันเจือความเป็นห่วงซึ่งเจ้าตัวไม่มีทางแสดงออกมาตรงๆ

อยู่ๆ อิงโกะก็ตบมือเรียกความสนใจจากทุกคนแล้วยิ้มกว้าง “ตัดสินใจได้แล้วค่ะ เราจะไปเยี่ยมสเลนกัน!”

“หา…!” นีน่าถึงกับทำช้อนหล่นจากมือ เด็กสาวชะโงกหน้าข้ามโต๊ะ “ดะ เดี๋ยวสิอิงโกะ..”

“คุณยูกิพาเราไปได้ใช่มั้ยคะ”

“อ่า…ก็น่าจะได้อยู่หรอก”

“หืม…ขอให้สนุกแล้วกัน” ไรเอย์อวยพรพลางดื่มชามะนาวของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ

“อ่าโธ่! ไรเอย์ก็ต้องไปด้วยสิ” อิงโกะหันมาประท้วงเพื่อนสาว

“ไม่ล่ะ”

“เดี๋ยวสิอิงโกะ” นีน่าเรียกอีกครั้งเมื่อเธอถูกเมินไปดื้อๆ “เรื่องอะไรต้องไปเยี่ยมเขาด้วยล่ะ ฉันว่าเขาอันตรายออกนะ”

“เรื่องนั้นฉันก็กังวล” อิงโกะกอดอกแล้วพยายามเรียบเรียงคำอธิบาย “ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอินาโฮะคิดอะไรอยู่ แต่ในเมื่อห้ามไม่ได้ ก็สู้อยู่ใกล้ๆ แล้วคอยจับตาดูไม่ดีกว่าเหรอ”

เธอไม่มีทางลืมหรอกว่าใครทำให้อินาโฮะเกือบตาย แต่ในเมื่อเพื่อนของเธอญาติดีกับเขามันก็ช่วยไม่ได้…

“นั่นมันก็..”

ยูกิยิ้มออกมาน้อยๆ อดปลื้มใจในความเป็นห่วงของอิงโกะแทนน้องชายหน้านิ่งของเธอไม่ได้ เด็กทั้งสองสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก บ้านของอิงโกะก็คอยให้ความช่วยเหลือพวกเธอพี่น้องบ่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิงโกะเป็นห่วงอินาโฮะราวกับคนในครอบครัวตัวเอง หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ!” เด็กสาวผมสั้นสรุปในที่สุด โดยมีไรเอย์โดนลากเข้าร่วมแผนการครั้งนี้ด้วยอย่างไม่เต็มใจ

คนที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นหวัดนั่งอยู่บนเตียงทำหน้าตื่นๆ ตอนที่อินาโฮะกลับมาจากโทรศัพท์หายูกิ นัยน์ตาสีน้ำทะเลแสดงความหวาดระแวง ในมือกำหมอนสีขาวไว้แน่นราวกับว่ามันจะช่วยป้องกันตัวได้จากอะไรก็ตามที่มาจากเขา ปากขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นคง

“เมื่อกี้ผู้คุมเอาหมอนกับผ้าห่มมาเพิ่ม บอกว่าคุณจะนอนที่นี่”

อินาโฮะพยักหน้า “จะได้ยืนยันว่านายไม่เป็นไร”

“ผมไม่เป็นไร” สเลนตอบเสียงหนักแน่น “กลับบ้านคุณไปเถอะ”

การคลุกคลีกับสเลนมานานเกือบปีทำให้อินาโฮะเรียนรู้ว่าสเลนไม่เคยลังเลที่จะออกปากไล่เขา แต่เด็กหนุ่มนักโทษกลับไม่เคยจำว่ามันไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นเขาจึงยังคงเดินเข้าไปใกล้

“ผมโทรบอกพี่ยูกิแล้ว ป่านนี้คงบอกให้บ้านอิงโกะทำอาหารเผื่อ”

“ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่…ซึมเศร้า คุณบอกอย่างนั้น” สเลนยืนยันแบบไม่เต็มเสียง “หายแล้วด้วยเห็นไหม”

“อะไรก็ตามที่มันกวนใจนายอยู่ไม่ได้หายไปง่ายขนาดนั้นหรอก” อินาโฮะโต้แย้งด้วยแววตาที่อ่อนลง เขาแค่พยายามทำให้สเลนรู้สึกสบายใจ “อย่างน้อยคืนนี้ผมก็ไม่อยากให้นายอยู่คนเดียว”

“เตียงมันแคบ”

“แบ่งกันนอนสิ” เขาเสนอวิธีแก้ปัญหา “หรือไม่นายกับผมก็ลงมานอนพื้นทั้งคู่”

คนฟังถลึงตาใส่ก่อนจะพึมพำ “เชื่อเขาเลย! คุณสิต้องนอนพื้น”

“งั้นก็ตกลงตามนั้น” ข้อสรุปทำให้สเลนอ้าปากค้างทันที ก่อนจะกัดฟันกรอดมองหน้าเขาเคืองๆ เค้นเสียงลอดไรฟัน

“ผมเกลียดคุณ”

“ผมรู้” คนถูกเกลียดตอบรับง่ายๆ เขาที่คอยมาเยี่ยมสเลนบ่อยๆ ได้ยินประโยคนี้มาไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้งตลอดทั้งปี  มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะโดนเกลียด เขาไม่สามารถบังคับความรู้สึกของใครได้อยู่แล้ว แต่ก็รู้สึกแปลก ที่เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเกลียดชังในน้ำเสียงนั่นเหมือนก่อน

อินาโฮะเป็นคนที่รู้สึกชอบหรือเกลียดอะไรก็จะบอกออกมาตรงๆ แต่สเลนซับซ้อนกว่านั้น ทีแรกก็ตั้งท่าเป็นศัตรูกับเขา แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบหน้า ดูไม่พอใจเสมอเวลาเขามาหา แต่นานวันเข้าก็เริ่มยอมให้อยู่ใกล้ๆ แม้จะพยายามออกปากไล่ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรก็ตาม

ที่อีกฝ่ายยอมให้อาจเพราะเริ่มรับความจริงว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไล่เขา แต่เขาก็คิดว่า..บางที เด็กหนุ่มอาจจะไม่ได้เกลียดเขาขนาดนั้น

สเลนสะบัดหน้าไป ไม่ต้องการจะมองหน้าคู่สนทนาด้วยใจที่กระวนกระวาย ทำไมเขาต้องไล่น่ะเหรอ มันแน่อยู่แล้ว…เพราะเรื่องในคืนนั้นมันฝังอยู่ในความทรงจำของเขามาตลอด ทุกอณูผิวที่ถูกสัมผัส ความอบอุ่นอ่อนโยน รสชาติของจูบ และความรู้สึกเปรมปรีดิ์ราวกับอยู่ในห้วงฝัน เป็นฝันดีเกินบรรยายจนเขากระอักกระอ่วนทุกครั้งที่คิดถึงมัน

เด็กหนุ่มบอกตัวเองว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ตอนนั้นเขาไร้สติจึงปล่อยให้อารมณ์พาไป แต่คืนนี้จะมีอินาโฮะอยู่ในห้องด้วย แค่คิดก็อดประหม่าขึ้นมาไม่ได้

ประการที่สองคือฮาร์คไลท์ พวกเขาไม่ได้เป็นนายบ่าวต่อกันแล้ว มันจึงเดาได้ยากว่าก้าวต่อไปชายหนุ่มจะทำอะไร หากอยู่ๆ อีกฝ่ายลอบเข้ามาแล้วถูกพบเข้า มันจะไม่ใช่แค่ปัญหาของอินาโฮะหรือฮาร์คไลท์เอง แต่อาจกลายเป็นปัญหาระดับประเทศด้วย

อยู่ๆ ก็สัมผัสถึงนิ้วที่แตะลงบนหว่างคิ้ว พอเงยขึ้นมาก็เห็นอินาโฮะโน้มหน้าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “คิดมากอะไรอยู่”

“ปะ เปล่าครับ!” สเลนผงะถอยออกมา

เห็นสายตารอคำตอบซึ่งไม่มีท่าทีจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจจำต้องยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ เขาคงควบคุมใครไม่ได้

“ก็ได้ครับ แค่ไม่ทำอะไรผม อยากจะค้างกี่คืนก็เรื่องของคุณ”

พอตกกลางคืนสเลนก็รู้ตัวว่าเขาคิดผิดมหันต์ เด็กหนุ่มนั่งอ่านหนังสือหันหลังให้รูมเมทเฉพาะกิจซึ่งยืนเปล่าเปลือยอาบน้ำอยู่กลางห้องได้หน้าตาเฉย ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจดจ่อสมาธิอยู่กับตัวหนังสือโดยไม่ให้สมองเตลิดไปไกล กับความจริงที่ว่ามีคนบ้าคนหนึ่งล่อนจ้อนอยู่ข้างหลังเขา

“ไม่มาอาบน้ำเหรอ”

คนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย ทำตาขวางใส่กระดาษ จินตนาการว่ามันเป็นหน้านิ่งๆ ชวนโมโหของอีกคน “เชิญคุณอาบก่อนเถอะครับ”

“หืม..” อินาโฮะลากเสียงในลำคอแล้วไม่พูดอะไรอีก

ไม่นานก็ได้ยินเสียงปิดฝักบัว เด็กหนุ่มตาเดียวสวมชุดนักโทษที่ขอมาจากผู้คุมใช้แทนชุดนอนชั่วคราว มือเรียวจับสัมผัสเนื้อผ้าบนร่างกายตัวเองอย่างใช้ความคิด

บางเหมือนกันแฮะ…

“ปกติแล้วนายนอนกี่โมง” ถามพลางเดินไปพิงตัวลงบนโต๊ะอ่านหนังสือข้างสเลน หยิบบางเล่มขึ้นมาเปิดอ่าน

“ดึกครับ” สเลนตอบห้วนๆ “ถ้าคุณเป็นเด็กอนามัยก็เชิญนอนก่อนได้เลย”

อินาโฮะชั่งใจคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งจึงถือหนังสือไปนั่งลงบนฟูกที่พื้นแล้วเริ่มเปิดอ่าน เข้าสู่โลกส่วนตัวเงียบๆ

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงสเลนก็ได้ยินจังหวะลมหายใจสม่ำเสมอจากเบื้องหลัง หันไปมองแล้วพบว่าเด็กหนุ่มอีกคนหลับไปแล้วทั้งที่หนังสือยังเปิดค้างไว้อยู่บนอก เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปนั่งลงข้างๆ โบกมือผ่านหน้าอีกฝ่ายไปมาจนแน่ใจว่าอินาโฮะหลับแล้วแน่ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

สเลนจัดการธุระส่วนตัวอย่างเงียบเชียบเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้อีกคนตื่น หลังอาบน้ำเสร็จก็ปิดไฟ  เดินจนแทบจะย่องไปขึ้นเตียงเพื่อเข้านอนตามปกติ เหล่มองอินาโฮะที่หลับอยู่ข้างล่างเพื่อความแน่ใจสักครู่ ก่อนจะล้มตัวนอนห่มผ้าให้อุ่น

ต่อให้อินาโฮะมาอยู่ด้วยแล้วจะเป็นยังไง มันก็เหมือนทุกคืนนั่นแหละ

สเลนพลิกตัวพยายามข่มตาหลับ แต่แล้วเตียงกลับยวบลงพร้อมร่างกายอุ่นๆ ของเด็กหนุ่มอีกคนในห้องเบียดเข้ามา คนที่นอนอยู่เด้งตัวขึ้นมาแทบจะทันที

“คะ.. คุณ!”

“พื้นมันเย็นน่ะ” อินาโฮะตอบ ย้ายหมอนและผ้าห่มขึ้นมาบนเตียงเรียบร้อยโดยไม่สนใจถามเจ้าของ “เขยิบไปหน่อยสิ”

ต่อให้อยู่ในความมืดก็ยังเห็นสเลนส่งสายตาเขียวปั๊ด “ไม่มีทาง! อยากค้างเองก็ทนเอาสิครับ”

“ถ้าผมเป็นหวัดพี่ยูกิจะลำบากเพราะไม่มีคนทำกับข้าว” เหตุผลที่ยกมาอ้างทำให้สเลนงุนงง อินาโฮะอาศัยจังหวะนั้นโน้มตัวเข้าไปใกล้จนเด็กหนุ่มผมบลอนด์เขยิบถอยชิดริมเตียงโดยอัตโนมัติ ได้แต่มองคู่ปรับตัวเองจัดที่นอนสำหรับสองคนตาปริบๆ สมองเริ่มเข้าใจได้ลางๆ แค่คิดเขาก็แทบจะเต้นผาง

“คุณไม่ได้หลับสินะ!”

“มานอนเถอะ” อีกคนบ่ายเบี่ยงอย่างเห็นได้ชัด “คืนนี้แอร์เย็นนะ”

“ผมจะนอนข้างล่าง” สเลนตั้งท่าจะลงไป แต่วงแขนก็ยื่นมาขวางไว้กระทันหัน จนเขาเด้งตัวกลับอย่างตื่นตกใจ เป็นโอกาสให้เด็กหนุ่มผมน้ำตาลขยับตัวเข้าไปใช้สองแขนคร่อมร่างอีกคนไว้ไม่ให้หนี

“เจ้าสีส้ม!” คนถูกปิดทางถลึงตาใส่เจ้าคนรู้จังหวะราวกับคำนวณมาอย่างดี ข้างหน้าก็เป็นคนที่ไม่ชอบหน้า ข้างหลังก็เป็นกำแพง แถมดูเหมือนร่างที่ใหญ่กว่าของเขาก็ไม่ทำให้ได้เปรียบเลยสักนิดเดียว เด็กหนุ่มได้แต่กัดฟันกรอดด้วยใจเต้นรัว

“นอนบนนี้แหละ” อินาโฮะพูดก่อนจะให้เหตุผลง่ายๆ ซึ่งหยุดคนฟังได้ชะงัดนัก “ถ้านายเป็นหวัดผมคงต้องนอนเฝ้าอีกคืน”

สเลนต้องสูดหายใจระงับอารมณ์ของตัวเองยกใหญ่ มองเด็กหนุ่มตาเดียวอย่างหงุดหงิดก่อนจะนอนหันหลังให้  พยายามเอาตัวชิดกำแพงให้มากที่สุดจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันไปเลยยิ่งดี อินาโฮะยิ้มออกมาเล็กน้อยที่อีกฝ่ายยอมเชื่อฟัง หันไปถอดที่คาดตาไว้บนโต๊ะก่อนจะนอนบ้าง

แต่ดูเหมือนยังไม่มีใครหลับง่ายๆ

“นายเป็นยังไงบ้างตอนที่อยู่กับพวกเวิร์ส” อีกคนในห้องถามขึ้นอย่างใคร่รู้

“…” คนถูกถามนิ่งเงียบราวกับว่าไม่ได้ยิน แต่อินาโฮะรู้ว่าสเลนยังไม่นอน จึงขยับเข้าไปเป่าลมใส่ต้นคอเด็กหนุ่มจนสะดุ้ง

สเลนเหลือบมองด้วยหางตาเล็กน้อยแต่ยังไม่ยอมหันมา ราวกับว่าไม่อยากจะเห็นหน้าเขาอย่างนั้นแหละ “นั่นเป็นการสอบปากคำเหรอครับ ร้อยตรี”

“ผมอยากรู้” เขาอยากรู้เรื่องของชาวโลกที่ไปอยู่ท่ามกลางชาวเวิร์สเพียงลำพัง

“คำตอบอยู่บนหลังของผมไงครับ”

“เขาทำแบบนี้กับนายบ่อยเหรอ” อินาโฮะยังถามต่อไป

“จะรู้ให้ได้สินะครับ” ใช่… เขาเกือบยั้งปากไม่ทัน สเลนถอนหายใจแล้วเริ่มเล่า “ผมอยู่ในการดูแลของเคานต์ครูเทโอ้ซึ่งเป็นพระอาจารย์ขององค์หญิง…จักรพรรดิณีอัสเซลัม ท่านเป็นคนเจ้ายศ ภูมิใจในเชื้อสายของเวิร์ส แล้วก็เข้มงวดมาก โดยเฉพาะกับผมที่เป็นชาวโลก”

…มันคงเป็นเพราะคุณงามความดีที่พ่อของเขาทำวิจัยเรื่องพลังอัลโนอาห์ให้กับเวิร์ส พวกนั้นถึงต้อนรับเขาเป็นอย่างดี แต่หลังจากพ่อเสียชีวิตลงก็เหมือนชีวิตเขาพังตามไปด้วย ลูกชายด็อกเตอร์ทรอยยาร์ดกลายเป็นเด็กชาวโลกผู้โดดเดี่ยวหลงมาอยู่บนดาวอังคาร กลายเป็นคนไร้ประโยชน์เพราะพวกนั้นก็รังเกียจเกินกว่าจะส่งเสียเลี้ยงดู จนกระทั่งเคานต์ครูเทโอ้รับไปอุปการะ

“ถ้ามีสิ่งดีๆ ที่จะพอจะนึกออกของท่านเคานต์ ก็คงมีแค่เรื่องที่เมตตารับผมมาอยู่ด้วย” เด็กหนุ่มปวดหน้าอกเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “ถึงหลังจากนั้นมันจะเหมือนฝันร้ายก็เถอะ”

นัยน์ตาสีแดงจับจ้องแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้เคียงข้าง ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่พลิกตัวนอนตะแคงฟังสิ่งที่สเลนเล่าอย่างสนใจ ปลายนิ้วเอื้อมแตะแผ่นหลังตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าสเลนตัวสั่นน้อยๆ ซึ่งบอกยากว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะหวนคิดถึงอดีตหรือเพราะเขานอนอยู่ข้างๆ

“ทำไมเขาถึงเฆี่ยนนาย”

สเลนยิ้ม “มันเป็นสิ่งที่ผมต้องจ่าย”

“แลกกับอะไร”

“…ชีวิตของคนๆ นึง”

สเลนไม่อาจปฏิเสธความชิงชังที่มีต่อท่านเคานต์ เพียงแต่ความปรารถนาที่จะได้พบองค์หญิงอีกครั้งนั้นมีมากกว่า ที่จริงแล้วท่านเคานต์ครูเทโอ้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น ถึงจะทุบตีเขาแต่ก็ยังอบรมสอนสั่ง ถวายความจงรักภักดีกับราชวงศ์และเป็นห่วงองค์หญิงจากใจจริงเสมอ กว่าสเลนจะเข้าใจในข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาก็ไม่ได้พบกันอีกแล้ว …ตลอดกาล

เป็นการจากกันที่รวดเร็วและน่าสลดหดหู่

เงียบกันไปครู่หนึ่ง อินาโฮะคิดว่าเขาควรพอแค่นี้ ร่างเล็กกว่าเขยิบตัวเข้าไปใกล้ วาดวงแขนกอดเอวสเลนไว้หลวมๆ ฝังหน้าลงกับแผ่นหลังของเด็กหนุ่มโดยไม่สนใจเสียงประท้วงสักนิด

“นอนกันเถอะ” ชวนนอนกันหน้าตาเฉย

“ออกไปเดี๋ยวนี้นะเจ้าสีส้ม!” สเลนหยิกมือที่วางอยู่บนเอวเขาเต็มแรง ก่อนจะได้รับรอยกัดที่ไหล่เป็นการตอบแทนด้วยแรงที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน “โอ้ย!! พอกันที!! ผมทนคุณไม่ไหวแล้ว”

เด็กหนุ่มพลิกตัวกลับมาอย่างเหลืออด พยายามผลักอินาโฮะออกไปแต่อีกฝ่ายก็จับเขาซุกกอดไว้แน่น เกิดการชุลมุนกันใต้ผ้าห่มโดยมีโวยดังไม่ขาด “คิดว่าตัวเองเป็นใคร ไคซึกะ อินาโฮะ!!”

แล้วสเลนก็นิ่งไปเมื่อพบว่ามือทั้งสองข้างถูกจับรวบเอาไว้โดยมีเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อคร่อมอยู่ด้านบน นัยน์ตาสีแดงเพียงข้างเดียวจ้องมองเขาด้วยแววตาอ่านไม่ออก ขณะที่อีกข้างซึ่งไร้ผ้าปิดตาถูกเส้นผมบังเอาไว้ เด็กหนุ่มยอมสงบลงเนื่องจากเขาไม่ต้องการทำให้อินาโฮะเจ็บอีก ก่อนจะใจเต้นไม่เป็นส่ำยามใบหน้านั้นโน้มลงมาหาใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจร้อนก่อนเบี่ยงไปกระซิบข้างหูพร้อมทิ้งตัวลงนอนข้างๆ

“ตัวนายอุ่นดี” อินาโฮะกระชับอ้อมกอด “ผมง่วงแล้ว นอนกันเถอะ”

ว่าอย่างนั้นพร้อมกับหลับตาเตรียมเข้านอนจริงๆ และไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย สเลนตั้งสติสักครู่แล้วส่งเสียงเรียกก็ยังไม่สนใจ …เชื่อเขาเลย

เด็กหนุ่มได้แต่ถอนหายใจอยู่ในอ้อมกอด เขาอยากอยู่อย่างสงบๆ แต่พออยู่กับคู่ปรับคนนี้แล้วก็เหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก

ความอบอุ่นจากร่างกายทำให้สเลนเริ่มเคลิ้ม เด็กหนุ่มพยายามครองสติแต่พบว่าทำได้ยากกว่าที่คิดเมื่อตอนนี้หนังตาจะปิดลงให้ได้ แต่พอคิดว่าจะต้องนอนมองหน้าคนอายุน้อยกว่าที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เสียเหลือเกินก็รู้สึกขัดใจ ยังดีที่วงแขนไม่ได้รัดแน่นมากเขาจึงพลิกตัวไปอีกทางได้

ไม่เข้าใจ… เขาไม่เข้าใจไคซึกะ อินาโฮะเลยจริงๆ สเลนคิดอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมาด้วยใจที่ว้าวุ่น จนกระทั่งเผลอหลับไปในอ้อมกอดนั้นทั้งที่นอนไม่หลับมานาน

“อึ่ก…”

เช้าวันถัดมาเด็กหนุ่มมองของเยี่ยมตรงหน้าแล้วใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แยกเขี้ยวใส่เพราะเป็นการเสียมารยาทกับแขก สเลนมองไปยังคนที่ทำหน้านิ่งได้ตลอดศกอย่างมีคำถาม ซึ่งอินาโฮะก็ไม่คิดจะตอบอะไรกลับมา

ตรงหน้าเขาคือส้มหนึ่งโลฯ ที่เด็กสาวผมสั้นที่แนะนำตัวว่าชื่ออามิฟูมิ อิงโกะซื้อมาฝาก

“สีนั่นน่ะมันขัดใจฉันมาตลอดเลย!” …จนป่านนี้เขาก็ยังรู้สึกอย่างนั้น เผลอๆ จะมากขึ้นกว่าเดิม

“ได้ข่าวว่านายเป็นหวัดก็เลยซื้อผลไม้มาเยี่ยมน่ะ” อิงโกะส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร “อาหารในเรือนจำไม่ค่อยมีผลไม้นี่ ส้มนี่มันมีวิตามินซีนะ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้”

สเลนพยักหน้ายิ้มตอบ “ขอบคุณนะครับ”

ยังไม่ทันที่อินาโฮะจะได้กลับบ้าน ผู้คุมก็เข้ามาบอกว่ายูกิพาเพื่อนๆ ของอินาโฮะมาเยี่ยมเขาด้วย สเลนเดินตัวเกร็งใส่กุญแจมือระหว่างถูกพาไปนอกตึกเรือนจำซึ่งมีทุกคนนั่งรออยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ในสนาม

นัยน์ตาสีน้ำทะเลไล่มองแขกของวันนี้ ในบรรดาเพื่อนของอินาโฮะที่มานอกจากจะมีอิงโกะแล้ว ก็มีเด็กสาวมัดผมแกละหน้าตาน่ารักชื่อ นีน่า เคลน์ ท่าทางเธอจะขี้กลัวหน่อยๆ เพราะตั้งแต่เขาปรากฎตัวหล่อนก็นั่งอย่างลุกลี้ลุกลน มีบางครั้งเท่านั้นที่มองหน้าเขา

ยังมีเด็กหนุ่มคนเดียวที่ตามมาด้วยคือคาล์ม คาร์ฟแมน เป็นเด็กหนุ่มผมตัดสั้นสีทอง ดวงตาสีฟ้า และเด็กสาวผมสีแดงซึ่งยืนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกลทำหน้าขมวดคิ้วและจ้องเขาเขม็งตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันชื่อ ไรเอย์ อาเรียช

อิงโกะกับคาล์มอาจจะไม่แสดงออก แต่ท่าทางของนีน่าและไรเอย์บ่งบอกว่ารู้สึกอย่างไร คนนึงกลัวเขา ส่วนอีกคนก็เกลียดเขาอย่างเห็นได้ชัด สเลนพยายามปิดบังความลำบากใจของตัวเองแล้วทำเป็นยิ้ม “เอ่อ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ แต่จริงๆ ผมไม่ได้เป็นอะไร”

ยูกิทำหน้างง “ไหนนาโอะคุงบอกว่า..”

“ผมบอกว่าสเลนอาการไม่ค่อยดีครับ” อินาโฮะชิงพูดก่อน “แค่ภาวะซึมเศร้าน่ะ พี่ยูกิเข้าใจผิดแล้วล่ะ”

“อ่า ฮ่าๆๆๆ งั้นเหรอ” หญิงสาวหัวเราะเกาหัวแก้เขิน ก่อนจะตีน้องชายดังเพี๊ยะ “ถ้างั้นก็น่าจะบอกมาให้ชัดสิ พี่หน้าแตกหมดเลย!”

“ขอบคุณคุณยูกิมากนะครับที่เป็นห่วง”

คำว่า ‘เป็นห่วง’ กระทบใจเธอ ยูกิเก็กหน้าขรึมอยู่ครึ่งนาทีก่อนเอ่ย “ก็..ถ้าเธอเป็นหวัดก็คงแย่นี่นา”

“งั้นหรอกเหรอ… แต่ถ้านายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ” อิงโกะกล่าว

“ว่าแต่นายน่ะอยู่ที่นี่คนเดียวสินะ” คาล์มทักขึ้นพลางมองไปรอบๆ สนาม เห็นเหล่าผู้คุมยืนประจำตามจุดต่างๆ คอยดูสถานการณ์เด็กหนุ่มก็ทำหน้าเบ้ “หวา..น่าอึดอัดชะมัด”

แค่คิดว่าถ้าต้องมาอยู่ที่นี่คนเดียวซักหนึ่งสัปดาห์โดยมีผู้คุมตามดูพฤติกรรมตลอดเขาก็ประสาทเสียแล้ว แต่หมอนี่อยู่มาเป็นปียังสติดีอยู่ได้ นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมอินาโฮะถึงคอยมาเยี่ยมบ่อยๆ

สเลนหน้าเจื่อนลง “ขอโทษด้วยนะครับ”

“ช่างเถอะๆ พวกนั้นแค่ทำตามหน้าที่น่ะ” คาล์มโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“พอใจแล้วใช่ไหม งั้นก็กลับกันเถอะ” ไรเอย์ที่มองดูอยู่นานเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่สนใจใคร อิงโกะทำหน้าเหวอเล็กน้อย “ก็หมอนั่นไม่ได้เป็นอะไรนี่”

‘หมอนั่น’ กะพริบตาปริบๆ ตั้งรับนัยน์ตาสีม่วงที่จ้องเขม็งมาอย่างเย็นชา แต่ไม่คิดจะเอ่ยอะไร

“ระ ไรเอย์…”

เด็กสาวยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ไม่ว่าเขาจะเป็นจะตายยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอ ไรเอย์ไม่เคยมีความคิดจะมาที่นี่อยู่ในสมองมาก่อน ถ้าอิงโกะไม่ขอให้มาเธอคงไม่มีวันเข้ามาเหยียบที่นี่เพื่อเห็นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้

เธอเคยจินตนาการถึงช่วงเวลาที่ได้พบคนตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า เฝ้าคิดถึงวิธีที่จะสามารถทรมาณเขาให้มากที่สุดในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดกับเคานต์ซาสบาล์ม เธอคิดว่าทันทีที่พบกันคงอยากจะพุ่งไปฆ่าเขาเสียเดี๋ยวนั้น แม้การตรวจตราก่อนเข้าเยี่ยมจะเข้มงวดมาก แต่มันก็หยุดยั้งเธอไม่ได้หรอก เพราะอาวุธที่ใช้สังหารได้ห้อยอยู่บนคอของเด็กหนุ่มอยู่แล้วเหมือนที่เธอเคยใช้มันมาก่อน

เพียงแต่ไรเอย์พบว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรเลย และต่อให้ฆ่าเขาไปมันก็ไม่มีประโยชน์

ที่น่าหงุดหงิดก็คือ เธอไม่สามารถละสายตาจากเขาคนนั้นได้ เด็กหนุ่มชาวโลกที่อยู่บนดาวอังคาร ส่วนเธอเป็นชาวดาวอังคารที่อยู่บนโลก… แตกต่างแต่ก็เหมือนกันจนน่าประหลาด

“มนุษยสัมพันธ์แย่จังนะเธอเนี่ย” คาล์มถอนหายใจใส่ คนถูกว่าหรี่ตามองอย่างเอาเรื่อง ไม่ได้ตอบโต้อะไรแต่สะบัดหน้าเดินห่างออกไป

“ฉันกลับล่ะ คุณยูกิขอกุญแจรถหน่อยได้ไหมคะ”

“โธ่… ไรเอย์จังล่ะก็!” นีน่ามองตามอย่างขัดใจ ก่อนจะชะงักเมื่อหันมาสบตากับเด็กหนุ่มในชุดสีฟ้า เด็กสาวเม้มปากก้มหน้าลง “อ่ะเอ่อ…ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วค่ะ”

สเลนพยักหน้าส่งยิ้มให้เธอ

ใช้เวลาพูดกันคุยอยู่สักครู่จนกระทั่งผู้คุมเข้ามาแจ้งเวลาอาหารกลางวันของสเลนพวกเขาจึงลากลับ รถของยูกิสตาร์ททิ้งไว้ก่อนแล้วตอนที่มาถึง หญิงสาวเข้าไปประจำตรงที่นั่งคนขับอย่างรู้หน้าที่

“เขาก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่นะ” นีน่าเอ่ยขึ้นระหว่างกลับ ถึงเธอจะไม่ได้เป็นฝ่ายคุยเท่าไหร่ แต่ก็นั่งฟังพวกอิงโกะคุยกันอย่างตั้งใจ เด็กสาวผมแกละเอียงคอใช้ความคิด “จะว่ายังไงดี..ถ้าผมยาวกว่านี้แล้วจับมัดแกละต้องน่ารักแน่”

“เดี๋ยวสิเธอ เมื่อวานยังกลัวเขาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” คาล์มหันขวับด้วยสีหน้าเหยเก รู้สึกสงสารสเลนขึ้นมาทันที นึกว่านีน่าจะออกความเห็นจริงจังกว่านี้ซะอีก เด็กสาวหัวเราะแหะๆ แทนคำตอบ

“ก็ฉันว่าผู้คุมน่ากลัวกว่าอีกนี่นา เนอะอิงโกะ”

“อะ..อื้ม แถมดูเป็นมิตรดีด้วย อาจจะสำนึกผิดได้แล้ว”

“นั่นน่ะสงบเสงี่ยมเพราะว่าอยู่ในคุกหรือเปล่า” เด็กหนุ่มผมทองออกความเห็น ที่จริงเขาก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับสเลนหรอกแค่ยังไม่อยากตัดสินอะไรเท่านั้นเอง “ว่าไงล่ะอินาโฮะ นายมาเยี่ยมบ่อยๆ นี่”

คนถูกถามเหลือบมองเล็กน้อย นึกถึงสเลนแล้วพูดตามที่คิด “จริงๆ แล้วดื้อมากเลยล่ะ แต่ว่าไม่เป็นอันตรายหรอก วันหลังลองซื้อหนังสือมาฝากดูสิ เห็นบอกว่าชอบแซนวิชด้วย แล้วก็ลองพาไปวิ่งดู”

“เดี๋ยวนะ ฉันว่าวิธีการพูดนายมันแปลกๆ อยู่นะ” เพื่อนซี้ทักขึ้นมา ยูกิหัวเราะร่วนก่อนพวกเขาจะหันไปพูดเรื่องจะทานอะไรเป็นมื้อกลางวันกันดี

ระหว่างนั้นอินาโฮะหันไปยังไรเอย์ที่นั่งฟังเพลงโดยไม่สนใจใครอยู่ริมหน้าต่าง

“อะไร” เด็กสาวถามเมื่อถูกจ้องมอง

เขายิ้มเล็กน้อย “พยายามได้ดี”

นัยน์ตาสีม่วงวาววับอย่างไม่สบอารมณ์กับคำชมแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง

TBC

——————————————————————

สวัสดีค่ะ

เรารู้สึกว่านับวันอินาโฮะจะเขียนยากขึ้นเรื่อยๆ =___=

เขาช่างเป็นเมะที่…นิ่งตลอดเวลา เล่นมุกก็ไม่ได้ (ต้องเล่นหน้าตาย) พูดจาทะลึ่งก็..ไม่ได้มั้ง รุกมากไปก็ไม่ได้ ต้องรุกหน้านิ่งๆ ยิ้มเผยไต๋ก็ไม่ได้ ไม่ช่างพูด ไม่ขี้บ่น ฮีเป็นคนกลางๆ ที่มีความจริงจังตลอดเวลา ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ออกแนวบื้อๆ ด้วย จนบางครั้งเรานั่งมองแล้วรู้สึกว่า อินาโฮะ…ถ้านายจีบสาวไม่เป็น ก็คงต้องลงเอยกับอิงโกะไม่ก็ยูกิเน่แล้วล่ะ

แต่ถึงจะเขียนยาก โฮะสเลนเขาก็ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ส่วนพี่ฮาร์คอยู่กับเขามานานกว่าแท้ๆ ยังได้แค่จูบมือน้อง น่าสงสารแท้…

ไรเอย์-สเลน คิดว่าจับสองคนนี้มาเจอกันน่าจะสนุก เราอยากเขียนฉากสองคนนี้ปะทะคารมมากๆ (อีนี่..) ในสายตาเรา ถ้าสเลนเป็นพวกโทษตัวเองเป็นหลัก ไรเอย์ก็จะออกแนวอคติโทษนู่นโทษนี่ (ขออภัยแฟนคลับ)

ตอนแรกฉากพบกันของสองคนนี้เราจับเขามาทะเลาะกันค่ะ แต่พอเขียนไปถึงจุดหนึ่งแล้วเปิดดูตอนเก่าๆ รู้สึกว่าจากซีซั่นแรกตัวไรเอย์เองก็เปลี่ยนไปพอสมควร จากการได้รับโอกาสหลายๆ ครั้ง และมีเพื่อนคอยค้ำจุน คิดไปคิดมาเราก็เลยเปลี่ยนบทดีกว่า (ว้า… เสียดาย 555555555555)

สารภาพว่าเพื่อนๆ ของอินาโฮะเราจำได้แค่เท่านี้เองค่ะ… คือนอกนั้นไม่เด่นเลย ถ้ายัดใส่ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะให้มีบทอะไร ฮ่าๆๆๆ

อ้อ…เราอัพฟิคนี้เฉพาะวันเสาร์ค่ะ ตอนสี่ทุ่ม (แหมมมมมมม) แต่จะเสาร์ไหนบ้างขอดูอีกทีค่ะ อันนี้บอกไว้ก่อน ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ ฮาาา บายยย 5555555

Fiction