Tags » Blue Rose » Page 2

Stephen Simmons :: A World Without

Stephen Simmons uit Tennessee heeft nooit beter geklonken dan op A World Without, zijn tiende CD. Hij past in de folktraditie van Woody Guthrie met zijn verhalen over cowboys, de trek naar het westen en de beelden van treinen en bergen die hij oproept. 145 more words

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 12 end

Chapter 12

ถ้าหากตอนนั้นตัวของครีแวนนั้นเลือกความตายตัวของเขาก็คงไม่ต้องมานั่งสิ้นหวังและสมเพชตัวเองแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็รู้มาตลอดว่าชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงนั้นมองชีวิตของร่างโปร่งบางเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงในอาณัติตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ทำไมตัวของเขากลับรู้สึกว่าบางครั้งชายคนนั้นก็แสดงความอ่อนโยนบางอย่างออกมา มันไม่ใช่ความสงสารและความเห็นใจมันเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ว่าคน ๆ นั้นทำเช่นนี้เพื่ออะไร หากแต่เมื่อพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ชายที่มีนามว่าเฮลาสเปรียบเสมือนเชือกที่ดึงเขาออกจากเหวลึก แต่ทำไม…ตอนนี้เชือกเส้นนั้นกับถูกตัดขาดและทำให้ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาก้นหุบเหวอีกครั้ง

ไม่เคยรู้สึกเลยว่าการที่ถูกคน ๆ นึงที่มีอิทธิพลต่อชีวิตปล่อยทิ้งไว้เพียงคนเดียวมันเงียบเหงาและรู้สึกเศร้าใจขนาดนี้ เมื่อก่อนเขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นน้องสาวหรือคนอื่น ๆ ที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังมันจะรู้สึกยังไง แต่ตอนนี้ตัวของครีแวนนั้นรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดพวกนั้นได้หมดแล้ว ใบหน้าขาวยังคงเชิดหน้ามองไปทางด้านนอกหน้าต่างด้วยความทระนง ทว่าหากใครได้จ้องมองดวงเนตรสีไพลินที่ถูกประดับอยู่บนใบหน้าสวยที่ราวกับถอดแบบมาจากรูปสลักหินก็คงรู้ว่าร่างโปร่งบางผู้แสนงดงามคนนี้กำลังรู้สึกเช่นไร ริมฝีปากสีสดเม้นเข้ากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง มือบอบบางที่ถือแก้วน้ำดื่มอยู่นั้นเกิดรอยร้าวและแตกออกจนบาดลึกลงไปบนผิวกายสีน้ำนมของตน ซึ่งครีแวนก็ไม่คิดที่จะใส่ใจอะไรกับมันมากเขายังคงปล่อยให้หยาดโลหิตสีชาดที่เกิดจากบาดแผลบนผ่ามือตนนั้นไหลลงสู่พื้นพรมที่มีสีเฉกเช่นเดียวกัน

ครีแวนยังคงนั่งเหม่อลอยมองออกไปที่หน้าต่างอีกสักพัก ไม่นานนักบานประตูสีทึบที่เชื่อมกับห้องทำงานของชายหนุ่มร่างสูงก็ถูกเปิดออกซึ่งผู้ที่เดินเข้ามาด้านในนั้นมิใช่คนอื่นเลยนอกจากคนที่เป็นตนเหตุทำให้ตัวของครีแวนกลายเป็นคนที่ไร้ชีวิตไร้จิตวิญญาณเช่นนี้

นับจากตอนที่เฮลาสเอ่ยพูดกับครีแวนนั้นเวลามันก็ผ่านมาแล้วร่วมสองอาทิตย์และในระยะเวลาสองอาทิตย์นั้นครีแวนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ทุกทางจนชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงนั้นจนใจที่จะพูดคุยกับร่างโปร่งบาง จึงทำให้ทุกครั้งที่เฮลาสก้าวเข้ามาในห้อง ๆ นี้เพื่อดูแลคนป่วยที่แสนดื้อดึงบรรยากาศโดยรอบนั้นจะดูอึดอัดขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายสิบเท่า ซึ่งเฮลาสก็ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มร่างโปร่งบางผู้หงุดหงิดง่ายและเอาแต่ใจนั้นทนความรู้สึกที่เกิดขึ้นพวกนี้ได้ยังไงทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนความเงียบเพียงแค่ช่วงวินาทีเดียวคน ๆ นี้ก็ไม่สามารถอดทนได้

นัยน์เนตรคมกริบมองแผ่นหลังบางที่ดูผอมแห้งกว่าปกติ พลันสายตาตนก็ไปเจอหยดโลหิตที่ไหลรินออกมาจากมือบอบบางนั่น ความวิตกกังวลที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวของเฮลาสมันก็ปะทุขึ้น ขาแกร่งทั้งสองข้างนั้นรีบสาวเท้าเข้าไปหาร่าง ๆ นั้นพร้อมกับกระชากมือบางที่ยังคงกำเศษแก้วน้ำนั่นขึ้นมา

คิ้วเรียวขมวดเป็นปมแน่น เนตรคมสีเปลวเพลิงส่งสายตาติเตียนที่แฝงไปด้วยความห่วงใยไปให้ร่างโปร่งบาง ซึ่งการตอบโต้ของร่าง ๆ นั้นก็คือความเงียบงันรวมไปถึงไพลินน้ำงามที่ประดับอยู่บนดวงหน้าขาวนั้นก็ไม่ได้หันมามองตอบโต้ชายร่างสูงเหมือนครั้งก่อน ๆ ใบหน้าสวยนั้นยังคงนิ่งสนิทและไร้ความรู้สึก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เฮลาสไม่คุ้นชินเอาเสียเลยเพราะตัวของเขาชอบที่จะฟังเสียงหวานนั้นโวยวายและนัยน์เนตรคู่งามส่งสายตาอาฆาตมาเสียมากกว่า

ร่างสูงค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพรมนิ้วกร้านบรรจงหยิบเศษแก้วที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายออก มันเป็นการกระทำที่แสนนุ่มนวลและอ่อนโยน หากแต่สิ่งที่เฮลาสกระทำลงไปนั้นมันทำให้ตัวของเขารู้สึกแย่ยิ่งขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยยังคงเหม่อมองไปนอกหน้าต่างแม้ภายในใจหยาดน้ำตามันจะไหลรินออกมา ทว่าดวงเนตรที่แสนเศร้านั้นกลับไม่มีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาสักหยดเดียว

ครีแวนพลาดที่ให้อีกฝ่ายเข้าก้าวเข้ามาในชีวิตของตนมากมายขนาดนี้ คน ๆ นี้ก้าวเข้ามาจนมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ครีแวนไม่อยากจะสูญเสียไป มือบางชักออกจากการกอบกุมของมือแกร่งและปฏิเสธที่จะให้อีกฝ่ายนั้นทำแผลให้ เพราะตัวของเขานั้นอยากให้หยาดเลือดพวกนี้ไหลออกจากฝ่ามือของเขาไปให้หมด เขาจะได้ตาย ๆ ไปสักที ทว่าชายหนุ่มร่างสูงกลับไม่ยอมให้ครีแวนทำเช่นนั้น มือกร้านเอื้อมไปคว้ามือบอบบางนั้นและกอบกุมมันแน่นยิ่งกว่าเก่า ก่อนเขาจะแหงนใบหน้าของตนขึ้นมาสบตากับดวงเนตรสีไพลิน หากมองเพียงชั่วครู่เฮลาสก็รับรู้แล้วว่าร่าง ๆ นี้กำลังสับสนซึ่งเหตุผลที่ร่าง ๆ นี้กำลังรู้สึกแบบนั้นแม้จะเป็นตัวของเฮลาสเองก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าภายในใจของคนตรงหน้านี้กำลังรู้สึกเช่นไร มือกร้านที่เป็นอิสระค่อย ๆ ยกขึ้นมาไล้แก้มนวลนั่นก่อนจะกดเพื่อให้ร่างตรงหน้าตนโน้มศีรษะลงมา

ริมฝีปากคมสัมผัสกับริมฝีปากนุ่มนั่นเพียงช่วงครู่พลันมือบอบบางอีกข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดันให้เฮลาสนั้นผละออกและก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงคนนี้จะได้สัมผัสกับริมฝีปากสีสดนั่งอีกครั้ง ฝ่ามือนั่นก็หวดตบลงไปที่แก้มสากของอีกฝ่ายเต็มแรง รอยแดงจากการประทะเกิดขึ้นทันทีที่มือบางละออกใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ซึ่งไม่ใช่แค่ครีแวนคนเดียวที่ไม่พอใจตัวของเฮลาสก็ไม่เข้าใจความไร้เหตุผลของอีกฝ่ายเช่นกัน

มือกร้านที่กอบกุมมือที่บาดเจ็บของอีกฝ่ายถูกเจ้าของกระชากเข้าหาตัวซึ่งนั่นก็ทำให้ร่างโปร่งบางที่ไม่ได้ยึดเกาะอะไรไว้เซลงไปซบที่แผ่นอกกว้างทันที “บอกฉันสิว่านายเป็นอะไร…ครีแวน” เสียงทุ้มเข้มกล่าวถามพร้อมกับเอ่ยนามของร่างที่อยู่ในอ้อมแขน ส่วนมือกร้านอีกข้างถูกยกขึ้นไปลูบเบา ๆ ที่เรือนผมสีน้ำเงินเข้มแปลกตา

ถ้าร่างในอ้อมแขนไม่เอ่ยบอกว่าตนไม่พอใจอะไร ตัวของเฮลาสก็ไม่สามารถรับรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้แม้เขาจะคาดเดาการกระทำหรือความรู้สึกของคนอื่นได้ แต่กับคน ๆ นี้ คนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขานั้น ตัวของเฮลาสไม่สามารถทำความเข้าใจหรือคาดเดาความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เลย มือกร้านออกแรงกระชับแน่นขึ้นไปอีกหากแต่ร่างในอ้อมแขนนั้นกับดิ้นรนเพื่อให้ตนเป็นอิสระ

ซึ่งเฮลาสก็เลือกที่จะไม่ขัดใจร่างโปร่งบางร่างนี้มือแกร่งคลายวงแขนแต่มืออีกข้างก็ยังกอบกุมข้อมือบางที่บาดเจ็บนั่นอยู่

“ปล่อยฉัน…” น้ำเสียงเรียบนิ่งที่ฟังดูเป็นเอกลักษณ์ของร่างตรงหน้านั้นเอ่ยขึ้นแม้มันจะแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถรอดพ้นโสตประสาทการรับฟังของเฮลาสได้ มือแกร่งยังคมกอบกุมข้อมือบางนั้นแน่นแทนคำปฏิเสธ ซึ่งมันทำให้ครีแวนต้องกัดฟันและกระชากมือของตนออกจากการจับกุมของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บ ใบหน้าขาวซีดนั้นพยายามที่จะตีสีหน้าเป็นปกติเพื่อไม่ให้ชายร่างสูงตรงหน้ารับรู้ความเจ็บปวดของตน หากแต่ความผิดเพี้ยนไปแค่นิดเดียวของใบหน้าสวยร่างสูงสง่านั้นกลับจำได้หมด เฮลาสไม่คิดที่จะฝืนรั้งข้อมือบางนั้นไว้กับตน มือกร้านค่อย ๆ คลายมือตนออกพร้อม ๆ กับใช้มืออีกข้างประคองร่างโปร่งบางไม่ให้หงายหลังไปกระแทกกับเก้าอี้ “อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวฉันไปเรียกคนมาทำแผลให้” ริมฝีปากหนาเอื้อนเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้นก่อนจะยันกายตนให้ลุกขึ้นยืนและก้าวเดินออกไปจากห้อง

นัยน์เนตรสีไพลินได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปแต่ผู้เป็นเจ้าของดวงเนตรคู่นั้นกลับเลือกที่จะนั่งอยู่นิ่ง ๆ และรอคอยให้คนที่ชายร่างสูงนั้นเรียกเข้ามาทำแผลให้กับตน

ใบหน้าสวยก้มมองฝ่ามือตนที่ถูกพันด้วยเทปสีขาวสะอาด ซึ่งคนที่ทำแผลให้เข้าก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคาร์เร่หลานชายเพียงคนเดียวของคน ๆ นั้น ซึ่งเมื่อเด็กหนุ่มเห็นบาดแผลที่เกิดขึ้นคิ้วเข้มที่อยู่บนใบหน้าที่หล่อเหลาทั้งแต่เยาว์วัยนั้นก็ขมวดเป็นปมแน่น เด็กหนุ่มแทบจะวิ่งออกไปเรียกผู้เป็นน้าชายมาถามถึงเหตุผลที่ร่างโปร่งบางนั้นบาดเจ็บหากแต่ร่างสูงที่ยังไม่โตเต็มที่นั้นกับถูกมือเรียวบางรั้งไว้เสียก่อน ใบหน้าสวยส่งรอยยิ้มอ่อนตอบไปและนั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มใจเย็นและยอมทรุดตัวลงเพื่อนั่งทำแผลให้แก่เขา

ครีแวนรู้ว่าคาร์เร่นั้นล่วงรู้ถึงความรู้สึกที่สับสนของเขาหากแต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ร่างสูงร่างนี้จะฉลาดปราดเปรื่องมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่ฉลาดมากพอที่จะคิดตามเกมส์ที่เต็มไปด้วยกลโกงของน้าชายตนทันมันถึงทำให้คาร์เร่ไม่สามารถช่วยอะไรครีแวนได้เลย เพราะเขารับรู้เพียงแค่ว่าน้าชายของตนนั้นจะกลับรัสเซียในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ รวมไปถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างโปร่งบางนี้เขาไม่ล่วงรู้เลยสักนิดเดียว และถ้าหากให้คาร์เร่คาดเดาในสิ่งที่น้าชายของตนจะทำต่อไป คน ๆ นั้นคงตัดสินใจที่จะทิ้งร่างโปร่งบางนี้ไปแน่นอน เด็กหนุ่มไม่อยากที่จะคิดเช่นนั้นแต่เท่าที่เขาทราบคน ๆ นั้นมักที่จะเขี่ยบางสิ่งที่ตนเองเบื่อแล้วทิ้งไปให้พ้นทางเดินของตน ซึ่งการคงอยู่ของ ‘ครีแวน เดอ เมอร์เรส’ ในตอนนี้คือสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับคน ๆ นั้นแน่นอน แต่มันก็มีบางสิ่งที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ เพราะทุกครั้งที่ชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นจะกลับรัสเซียหรือจะบินไปติดต่อธุรกิจที่ไหนคาร์เร่จะเป็นคนจัดการทั้งหมดแต่ครั้งนี้คน ๆ นั้นกลับปฏิเสธที่จะให้เขาทำธุรการทั้งหมดและที่สำคัญไปกว่านั้นการกลับรัสเซียโดยที่ไม่คิดจะกลับมาที่นี่มันเป็นการตัดสินใจที่น่าสงสัยเสียจริง

มือกร้านปล่อยมือออกจากข้อมือบางก่อนจะเดินตรงไปเปิดประตูห้องเพื่อให้เด็กสาวเข้ามาหาผู้เป็นพี่ชาย ร่างเล็กนั่นวิ่งเข้าไปหาร่างโปร่งบางด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็นห่วงแต่มันก็อยู่เพียงช่วงครู่เท่านั้น ใบหน้าเศร้าและเหงาหงอยนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างออกมา นัยน์เนตรคมสองสีมองใบหน้าน่ารักนั่นอยู่นาน ก่อนจะเริ่มเข้าใจว่าการที่น้าชายของตนชอบมองใบหน้าสวยที่มักเปลี่ยนไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ของร่างโปร่งบางนั้นทำไม นั่นก็คงเป็นเพราะใบหน้าที่แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์มันทำให้ความตึงเครียดและความรู้สึกหนักอึ้งนั้นหายไปนั่นเอง

คาร์เร่ได้แต่ยืนมองเด็กสาวและผู้เป็นพี่ชายของเธออยู่อย่างนั้น แต่จะมีใครรู้บ้างว่าเหตุผลที่เด็กหนุ่มคนนี้มองไปยังคนทั้งคู่นั้นก็คือเขาต้องการมองใบหน้าของเด็กสาวผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินเข้มแปลกตาที่แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ต่าง ๆ บางทีนี่อาจจะเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมในตระกูลฟีเลทัสก็ได้กระมังที่ชอบมองใบหน้าของคนที่พิเศษสำหรับตัวเองมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป

กาลเวลานั้นค่อย ๆ ดำเนินอย่างเชื่องช้าซึ่งเวลาที่ผ่านไปนั้นมันเหมือนกับเป็นมีดนับร้อยนับพันเล่มที่ค่อย ๆ พุ่งเข้ามาทิ่งแทงในจิตใจของครีแวน แม้ใบหน้าสวยยังคงนิ่งสนิทเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าจิตใจของร่าง ๆ นี้นั้นมันช่างอ่อนแออย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน

ครีแวนขังตัวเองอยู่ในห้องของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงชาดมาตลอดสามอาทิตย์ ซึ่งเรียกได้ว่าตั้งแต่ครีแวนได้รับรู้เรื่องราวจากริมฝีปากหนานั่น ร่างโปร่งบางนั้นก็ไม่คิดที่จะย่างกรายออกไปทางด้านนอกเลยสักก้าวเดียวและเช่นเดียวกับชายร่างสูงหลังจากที่คน ๆ นั้นเจอเหตุการณ์ในวันนั้นวันที่เขาบีบแก้วจนแตกคามือ ชายคนนั้นก็ไม่คิดที่จะย่างกรายเข้ามาภายในห้อง ๆ นี้ซึ่งเป็นที่พำนักของตนเลยสักก้าวเดียว

แต่ความจริงแล้วเรื่องที่อีกฝ่ายจะจากไปนั้นครีแวนสมควรจะดีใจเสียมากกว่า หากแต่ทำไมร่างโปร่งบางร่างนี้กลับไม่รู้สึกดีใจที่จะได้อิสรภาพกลับคืนมาเลยสักนิด ซ้ำเขายังเจ็บปวดมากกว่าเสียอีกที่ตนได้รับรู้เรื่องราวพวกนั้น หรือมันอาจจะเป็นเพราะเขาไม่อยากโดนคนอื่นมองด้วยสายตาสมเพชเวทนาว่าถูกชายคนนั้นทิ้งให้อยู่ที่นี่ หรือเป็นเพราะเขาไม่อยากที่จะโดนคนอื่น ๆ มองว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ชายคนนั้นเบื่อและกำลังจะทิ้งขว้าง… ซึ่งตัวของครีแวนก็ไม่อาจเข้าใจได้

ร่างโปร่งบางยังคงนั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเหมือนเช่นทุกวัน หากแต่ใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทระนงนั้นในตอนนี้มันกลับดูเศร้าหมองและจิตใจนั้นกำลังอ่อนแอ

และถ้าหากให้นับวันเวลาแล้วล่ะก็วันนี้นี่ล่ะที่เป็นวันที่ชายร่างสูงคนนั้น ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ จะเดินทางจากประเทศนี้ไปโดยไม่มีการหวนกลับมา…ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อตนคิดเช่นนั้น แม้ใจนั้นอยากจะเอ่ยรั้งอีกฝ่ายไม่ให้จากไปแต่ทิฐิในตัวของครีแวนนั้นยังคงมีมากกว่า

แม้จะไม่อยากสูญเสียแต่ถ้าตนได้ตามที่หวังไว้มันจะเป็นอย่างไรกันเล่า ‘ในเมื่ออีกฝ่ายเบื่อและต้องการที่จะทิ้งเขาไป’ ต่อให้เขาไปอ้อนวอนขอร้องขนาดไหนความรู้สึกของคน ๆ นั้นก็ไม่อาจที่จะกลับคืนมาได้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะยอมตามที่เขาร้องขอมันก็เป็นแค่การยื้อเวลาต่อไปเท่านั้น…และมันคงต้องมีสักสักวันคน ๆ นั้นก็จะเขี่ยเขาทิ้งไปอย่างไม่ใยดีซึ่งสภาพแบบนั้นมันดูน่าสมเพชยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก สู้เขายอมถอยออกห่างตั้งแต่ตอนนี้เลยไม่ดีกว่าเหรอ

มือบางพลางแตะไล่วนตามขอบถ้วยน้ำชาก่อนที่จะละไปจับที่หูของถ้วยและยกมันขึ้นดื่ม ชาอุ่น ๆ และรสชาติของมันทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นของครีแวนสงบลงได้ แต่มันก็สงบลงได้สักพักหนึ่งเท่านั้นเพราะแค่เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีความว้าวุ่น เศร้าหมองนั้นก็กลับคืนมาอีกเช่นเดิม ไม่มีอะไรที่จะทำให้ตัวของครีแวนนั้นลืมเลือนเรื่องของคน ๆ นั้นได้แล้วหรืออย่างไร ทำไมคน ๆ หนึ่งที่เข้ามาในชีวิตไม่ถึงสามเดือนดีกลับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของร่างโปร่งบางได้ถึงขนาดนี้

ความรู้สึกที่ครีแวนมีให้อีกฝ่ายนั้นมันไม่ใช่ความรู้สึก ‘รัก’

มันไม่ใช่ความรู้สึก ‘หลงใหล’

และที่สำคัญมันไม่ใช่ความรู้สึก ‘เถิดทูนหรือบูชา’

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคน ๆ นั้นเลยสักนิดแต่ทำไมตัวของเขาถึงตัดความสัมพันธ์กับชายร่างสูงคนนั้นไม่ขาด ไม่สิแค่คิดจะตัดเขาก็ยังทำไม่ได้เลย

ครีแวนยังคงนั่งเงียบอยู่ภายในห้อง พลันเสียงบานประตูนั้นค่อย ๆ เปิดอ้าออกพร้อม ๆ กับร่างสูงของเด็กหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสองสี

“ครีแวน…เออคุณควรลงไปชั้นล่างสักหน่อยนะครับ น้าชายของผมกำลังออกเดินทางแล้ว” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยดังและเมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยจนจบประโยคบรรยากาศโดยรอบของครีแวนนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ใบหน้าสวยเบนกลับไปมองใบหน้าของเด็กหนุ่ม ทั้งสีหน้าและแววตาของเขาพยายามที่จะปรับอารมณ์ให้เป็นปกติมากที่สุด

“ทำไมฉันต้องไป มีความจำเป็นอะไรกัน” ริมฝีปากบางพูดออกไปห้วน ๆ เพื่อแสดงให้เด็กหนุ่มเห็นว่าเขาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรกับคำพูดพวกนั้นเลยสักนิด หากแต่ครีแวนนั้นจะรู้ตัวบ้างไหมว่าทุกประโยคที่ตนเอ่ยออกไปน้ำเสียงนั้นมันสั่นเครือขนาดไหน

“คุณ..คงไม่อยากโดนบังคับใช่ไหมครับ” ริมฝีปากหนาของเด็กหนุ่มเอ่ยออกมาอีกครั้ง ซึ่งประโยคนี้ทำให้ครีแวนเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมา ‘โดนบังคับ ? ใครจะมาบังคับเขากัน ไม่สิใครหน้าไหนที่คิดจะมาบังคับเขากันต่างหาก’ นัยน์เนตรคู่งามส่งแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกไป พลันคำตอบทั้งหมดก็ถูกเฉลยเมื่อบานประตูห้องเปิดกว้างอีกครั้งพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวคน ๆ หนึ่งที่ครีแวนไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้ ‘เฮลาส ฟีเลิทัส’

ร่างสูงสง่าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างโปร่งบาง ใบหน้ากร้านคมนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจ “ฉันให้คาร์เร่มาตามทำไมไม่ลงไปตามที่สั่ง” เสียงทุ้มตะโกนกร้าว มือกร้านเอื้อมไปคว้าข้อมือบางไว้แน่น แต่มีหรือที่ครีแวนจะยอมให้อีกฝ่ายมาขึ้นเสียงและใส่อารมณ์กับเขา ท่อนแขนเรียวบางพยายามกระชากมือของตนกลับแม้มันจะทำให้ตนรู้สึกเจ็บปวดจากการระบมของบาดแผลแต่ครีแวนก็ไม่คิดที่จะสนใจมัน

“ทำไมต้องให้ฉันไปส่งนายหรือไง ฉันไม่ใช่ญาติของนาย ลูกน้องของนาย หรืออีตัวของนายนะ” ริมฝีปากบางเอ่ยตอกกลับ แต่ดูเหมือนมันไม่สามารถทำอะไรใบหน้าที่ด้านชาของร่างสูงนี้ได้เลยสักนิดแต่ที่ยังดีที่เฮลาสยังมีมารยาทมากพอที่จะยอมฟังครีแวนนั้นเอ่ยออกมาจนจบประโยคและเมื่อเสียงหวานที่สั่นเครือนั้นเอ่ยจบลงประโยคเด็ดที่ถูกงัดออกมาเป็นไม้ตายสุดท้ายของดอนหนุ่มก็ถูกเอ่ยดัง

“นายไม่ใช่อะไรทั้งนั้นแต่นายเป็นของ ๆ ฉัน…นายเป็นของ ๆ ฉันคนเดียวและตลอดไป” ราวกับว่ามีหยาดน้ำอุ่นสาดเข้ามากระทบกับใบหน้าสวย พลันแก้มขาวก็ขึ้นสีแดงก่ำ พร้อม ๆ กับร่างโปร่งบางที่ค่อย ๆ เซตัวเข้าไปอยู่ในวงแขนแกร่ง

‘ทำไม…ตัวเขาไม่มีแรงเลย…’ ครีแวนเอ่ยถามตนเองหากแต่ตอนนี้สติที่เคยมีอยู่กับตัวนั้นช่างพล่ามัวเหลือเกิน มือบางพยายามยันกายออกห่างจากร่างสูง ทว่าร่างทั้งร่างกลับไร้เรียวแรง ใบหน้างดงามแหงนหน้าขึ้นไปมองใบหน้าคมนั้น พลันรอยยิ้มชั่วร้ายก็พริ้มพรายออกมาจากริมฝีปากหนา

เมื่อเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นครีแวนก็รู้ตัวแล้วว่าตนนั้นถูกอีกฝ่ายเล่นงาน ใบหน้าสวยหันไปมองยังกาน้ำชาที่ถูกนำมาเสริฟสลับกับหันมามองยังใบหน้ากร้านคม นัยน์เนตรคู่งามนั้นจ้องมองชายร่างสูงที่ประคองร่างของตนไม่ให้ทรุดลงไปกับพื้นด้วยสายตาราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ดูเหมือนฤทธิยาที่อยู่ในนั้นมันจะซึมลึกเข้าไปในระบบประสาททั้งหมดของครีแวนเสียแล้ว การดิ้นรนของครีแวนดำเนินต่อไปได้อีกครู่หนึ่งในที่สุดสติที่ลางเลือนนั้นก็ดับวูบลงและสิ่งที่ปรากฏชัดในเนตรของร่างโปร่งบางนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็คือ รอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของชายคนนั้น…ชายหนุ่มร่างสูงที่แสนจะแข็งกระด้างและชั่วร้ายที่สุดเท่าที่ครีแวนเคยเจอมา

‘นี่เฮลาส…ที่นายยิ้มแบบนั้นมาให้ ฉันคิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่ไหมว่านาย…ก็ไม่อยากสูญเสียฉันไปเช่นเดียวกับฉันที่ไม่อยากสูญเสียนาย’

ร่างโปร่งบางที่จมเข้าสู่ห้วงนิทราถูกมือแกร่งช้อนตัวและอุ้มขึ้นมาแนบชิดกับแผ่นอก ชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังโอบอุ้มร่าง ๆ นั้นหันกลับมาส่งยิ้มจาง ๆ ให้กับผู้เป็นหลานชาย

“กว่ายานอนหลับขั้นรุนแรงจะออกฤทธิ์…นี่ผมคิดว่าอาจจะมีการฆ่ากันตายก่อนได้กลับรัสเซียซะแล้วสิ” เสียงทุ้มที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดีเอ่ยดังก่อนเขาจะทอดถอนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“นั่นสิ…ใครจะไปคิดว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้จะดื้อดึงและทิฐิสูงขนาดนี้ ดีที่เตรียมแผนสำรองเอาไว้ไม่งั้น มีหวังกำหนดการเลื่อนหมดแน่ ๆ ฉันไม่ชอบอะไรที่ผิดพลาดซะด้วยสิ” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะกระชับวงแขนตนให้ร่างโปร่งบางนั้นเข้ามาแนบชิดกับแผ่นอกตน นัยน์เนตรคมสีเปลวเพลิงพินิจมองใบหน้าสวยที่หลับสนิทอยู่เพียงครู่ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไปจากห้อง

แผนการนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่ครีแวนนั้นกลับมายังคฤหาสน์แห่งนี้ในสภาพโชกเลือด เฮลาสนั้นตั้งใจอยู่แล้วว่าถ้าขอบเขตการปกครองของตระกูลราดอล์ฟตกอยู่ในเงื้อมือของตระกูลฟีเลทัสทั้งหมด ตัวของเฮลาสก็คิดที่จะกลับสู่บ้านเกิดที่ตนจากมา ซึ่งตัวของชายร่างสูงนั้นไม่คิดที่จะกลับไปคนเดียวโดยทิ้งของ ๆ ตนเอาไว้ที่นี่อยู่แล้ว

ดังนั้นแผนการหลอกร่างโปร่งบางนั้นก็ถูกสร้างขึ้น โดยตัวของเฮลาสเองและทุก ๆ คนในคฤหาสน์นั้นล่วงรู้ถึงแผนการทั้งหมด ซึ่งยกเว้นคนเดียวนั่นก็คือร่างโปร่งบางผู้ที่จะเป็นเหยื่อของแผนการนี้ และการที่เขาไม่ค่อยได้โผล่หน้าเข้ามาวนเวียนและก่อกวนร่างโปร่งบางของเขานั่นก็เป็นเพราะการยื่นขอสัญชาติให้หนุ่มลูกครึ่งที่ตอนนี้หลับใหลในอ้อมแขนของเขารวมไปถึงผู้เป็นน้องสาวมันยากเอาเรื่อง แม้เขาจะใช้อำนาจทางการเงินเข้ามาช่วยแล้วมันก็ยังคงยากลำบากอยู่ดี นัยน์เนตรคมก้มลงมองใบหน้าขาวนั้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะพาร่างที่หลับใหลนั้นไปกับตน…

และในตอนนี้สัมภาระรวมไปถึงคนที่กลับไปยังรัสเซียก็ครบถ้วนเสียที เครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่ทะยานขึ้นสู่ฝากฟ้าและค่อย ๆ บินออกห่างจากน่านฟ้าประเทศอังกฤษ

กาลเวลานั้นได้หมุนวนจนแสงอาทิตย์นั้นสาดส่องเข้ามายังหน้าต่างอีกครั้ง ร่างโปร่งบางที่หลับใหลค่อย ๆ ลืมตาตื่นใบหน้าสวยนั้นปรายตามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความสงสัยนั่นก็เพราะหลังจากที่ครีแวนโดนวางยาจนหมดสติไปเขาก็ไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลยสักนิดเดียวว่าชายร่างสูงที่สุดแสนจะน่าหมั่นไส้คนนั้นทำอะไรกับเขาบ้าง มือบางค่อย ๆ ยันกายเขยิบไปที่ขอบเตียงขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ก้าวแตะลงไปยังพื้นพรม ในตอนนี้ครีแวนรู้สึกว่าตัวของเขานั้นยังคงนอนอยู่บนเตียงหนานุ่มหลังเดิมของชายร่างสูงที่ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ

ร่างโปร่งบางนั้นสาวเท้าตนเดินไปรอบ ๆ ห้อง นัยน์เนตรคู่งามนั้นปรายตามองพวกเครื่องเรือนต่าง ๆ ที่จัดอยู่ภายในห้อง พลันความคิด ๆ หนึ่งก็แล่นเข้ามาภายในสมอง ‘ถึงแม้มันจะเหมือนแต่ก็ยังคงแตกต่าง เพราะห้อง ๆ นี้ถึงจะเหมือนกันกับห้องของหมอนั่นแต่มันก็มีบางจุดที่ยังแตกต่าง เขาถูกพามาสถานที่แห่งไหนกัน’ เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นร่างโปร่งบางก็ระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเก่ามือบางพยายามเอื้อมไปคว้าอาวุธประจำกายขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว หากแต่ก่อนที่คมมีดจะถูกชักออกมาเล่นกับแสง บานประตูไม้สีดำสนิทที่ราวกับถอดแบบมาจากห้อง ๆ นั้นถูกเปิดออกพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของชายหนุ่มที่ครีแวนไม่คิดว่าเขาจะอยู่ ณ ที่แห่งนี้

“เฮลาส ฟีเลทัส นายทำอะไรกับฉัน แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน” เสียงหวานตะโกนกร้าวร่างโปร่งบางนั้นเร่งสาวเท้าเดินไปประจันหน้ากับเจ้าของใบหน้ากร้านคมนั่น ซึ่งชายหนุ่มร่างสูงนั้นได้แต่คลี่รอยยิ้มจาง ๆ ให้และส่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ มือกร้านค่อย ๆ เอื้อมขึ้นไปลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาเบา ๆ พลันความโกรธทั้งหมดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายใบหน้าสวยนั้นสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น และนั่นก็ยิ่งเป็นการกระทำที่ทำให้เฮลาสได้ใจ มือกร้านอีกข้างหนึ่งถูกยื่นไปโอบรอบเอวบางให้เข้ามาแนบชิด เสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู

“นายคิดว่าฉันจะทิ้งของที่เป็นของฉันไว้หรือยังไง ส่วนเรื่องที่ตอนนี้นายอยู่ไหน…นายอยู่ในห้องนอนของฉัน” แม้ประโยคแรกจะเรียกสีชาดขึ้นมาแต่งแต้มบนดวงหน้าขาวได้อีกครั้ง หากแต่ในประโยคสุดท้ายครีแวนถึงกับอยากจะฝืนตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งนั้นแล้วประเคนหมัดให้ไปเสียหนึ่งหมัด ทว่าชายหนุ่มร่างสูงนั้นรู้ทันมือกร้านกระชับอ้อมกอดตนให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเก่าและยอมเอ่ยตอบคำถามที่อีกฝ่ายอยากรู้ “รัสเซีย…ตอนนี้เราอยู่รัสเซีย”

สิ้นเสียงทุ้มราวกับว่าโลกทั้งโลกของครีแวนที่เคยหมุนอยู่ตลอดเวลานั้นหยุดลง ใบหน้าสวยเอี้ยวหันกลับไปมองใบหน้าของชายร่างสูงด้วยความงุนงง นัยน์เนตรคู่งามนั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ตัวของร่างโปร่งบางเลือกไม่ถูกว่าจะถามคำถามไหนก่อนดี นัยน์เนตรคมสองคู่นั้นจ้องมองซึ่งกันและกันอยู่ช่วงระยะหนึ่งพลันใบหน้ากร้านคมก็ค่อย ๆ โน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากสีสดที่เตรียมตัวจะเอ่ยถามคำถาม รสสัมผัสที่ครีแวนได้รับมันยังคงหอมหวานและนุ่มละมุนก่อนมันจะแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงจนแทบจะเผาไหม้คนทั้งสองคนเป็นเถาธุลี และเมื่อริมฝีปากหนานั้นผละออกคำตอบที่ครีแวนอยากจะรู้ทั้งหมดก็ถูกส่งผ่านมาทางริมฝีปากคมของชายร่างสูงผู้นี้เรียบร้อยแล้ว

ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย ก่อนร่างบอบบางของตนนั้นนั่นจะถูกมือแกร่งสวมกอดอีกครั้ง

“ถึงนายจะทำแบบนี้ไม่ว่าจะกี่ครั้ง…ฉันก็ยังคงเกลียดนายอยู่ดี เฮลาส ฟีเลทัส ไอ้คนเจ้าเล่ห์” เสียงหวานพึมพำออกแผ่วเบาก่อนมือทั้งสองเขาจะถูกยกขึ้นไปกอดตอบชายหนุ่มที่ตนเอ่ยปากบอกว่าเกลียดนั่นแน่น

………………

บางครั้งคำว่ารักมันไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา…เพราะว่ามันสามารถสัมผัสได้จากการกระทำของคนทั้งสองคน

ฉันเกลียดนาย ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ แต่ฉัน…ก็อยากอยู่กับนายตลอดไปเช่นกัน

– End –

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 11

Chapter 11

บางครั้งเวลาที่คนเราใกล้จะตายมักมองเห็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อเช่นตัวของครีแวน เดอ เมอร์เรส ในตอนนี้เขากำลังมองเห็นภาพที่ไม่น่าเชื่ออยู่ ในขณะที่สติที่ลางเลือนและดวงตาที่พร่ามัวสิ่งที่ปรากฏชัดในสมองนั่นก็คือภาพของชายร่างสูงคนหนึ่งที่ตนแสนคุ้นเคย เรือนผมยาวสีแดงดั่งเปลวเพลิงปลิวไสวตามแรงลมที่พัดผ่านบานหน้าต่าง ทว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ตัวของร่างโปร่งบางนั้นไม่คุ้นชินเลยสักนิด นั่นก็คือใบหน้ากร้านคมที่เคยส่งยิ้มยียวนให้ครีแวนทุกครั้งในยามเจอหน้ากันบัดนี้มันเต็มไปด้วยกราดเกรี้ยวอีกทั้งดวงเนตรคมกริมนั้นวาวโรจน์ดั่งเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและไม่มีท่าทีจะดับลง นัยน์เนตรสีน้ำทะเลลึกกระพริบตาอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏก่อนหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเป็นภาพของชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นชักปืนออกมาจากเสื้อสูทและกระหน่ำยิงมาที่คนที่นั่งเหยียบร่างของเขาอยู่ หยาดเลือดของคน ๆ นั้นสาดกระเซนมาโดนใบหน้าขาวพร้อม ๆ กับร่าง ๆ นั้นล้มลงไปนอนแน่นิ่งที่พื้นและนั่นคือสิ่งที่ครีแวนรับรู้ก่อนสติและดวงตาทั้งสองข้างจะดับวูบลง

เขาไม่ได้ทราบต่อเลยว่าร่างของเขานั้นถูกพาออกจากที่แห่งนั้นได้อย่างไร ใครเป็นคนที่พาตัวของเขาออกมาจากที่แห่งนั้น

สตินั้นจมดิ่งลงไปในความมืดมิดมากกว่าการนิทราใบหน้าสวยนั้นค่อย ๆ ลืมตื่นและพบว่าตนนั้นอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตามือบางถูกยกขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าตนออก นัยน์เนตรนั้นปรายตามองไปยังสถานที่รอบ ๆ ด้วยความสงสัย สวนดอกไม้กับทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาหากแต่ตัวของเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน ครีแวนพยายามนึกเรื่องราวต่อจากภาพเหตุการณ์นั้นทว่าเขาคิดยังไงมันก็คิดไม่ออก ท่อนแขนเรียวบางค่อย ๆ ยันตัวขึ้นขาทั้งสองข้างนั้นเริ่มก้าวเดินไปตามเส้นทาง

“มีใครอยู่ไหมเฮ้” เสียงหวานตะโกนถามไปรอบ ๆ หากแต่คำตอบที่ได้กลับมานั้นมันก็คือความเงียบงัน พลันคิ้วเรียวยาวก็ขมวดเป็นปมแน่นและก่อนที่ริมฝีปากสีสดจะได้ส่งเสียงโวยวายอะไรต่อ เสียงขานชื่อของร่างสูงโปร่งนี่ก็ดังขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำหรือน้ำเสียงที่เอ่ยดังนั้นมันช่างอ่อนโยนและคุ้นเคยเสียจริง เจ้าของนามนั้นหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะออกแรงวิ่งไปหาต้นกำเนิดของเสียงนั่น

ร่างโปร่งบางนั้นเหนื่อยหอบจากการวิ่งแต่กระนั้นเท้าทั้งสองข้างก็ไม่คิดที่ชะลอฝีเท้าตนลง เขายังคงสาวเท้าวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็มาถึงต้นกำเนิดเสียงเรียกขานนั้น พลันใบหน้าสวยที่มักจะแข็งกร้าวตลอดเวลานั้นอ่อนลง ดวงเนตรคมที่เคยจ้องมองผู้คนอย่างไม่หวาดหวั่นนั้นเริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อล้นออกมา

“…พ่อ…แม่…เหรอ…” ถ้อยคำพวกนั้นถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ครีแวนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นจะเป็นผู้ให้กำเนิดตน หากแต่เขาไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะทันทีที่เสียงหวานนั้นเอ่ยจนจบประโยคใบหน้าอันแสนอ่อนโยนของคนทั้งสองก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ แทนคำตอบ ในเวลานั้นครีแวนแทบจะทรุดลงไปนั่งร้องไห้ที่พื้นราวกับเด็ก ๆ แต่เขาก็ยังคงเก็บอาการทั้งหมดไว้ตามนิสัยที่แข็งกระด้าง มือบางถูกยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกตากดวงเนตรสีไพลินทั้งสองข้าง

“มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…ไม่ใช่ว่าไปเกิดกันทั้งสองคนแล้วหรือยังไง” เสียงหวานเอ่ยออกไปอย่างทีเล่นทีจริง ซึ่งถ้อยคำพวกนั้นก็สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ให้กำเนิดทั้งสองคนได้ แต่ทันทีที่ครีแวนเผลอมือกร้านของผู้เป็นบิดาก็ถูกเคาะลงบนศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงิน “แกนี่มัน…ไม่ว่าจะตอนไหนปากก็ชวนหาเรื่องตลอดเวลาจริง ๆ” เสียงทุ้มของบิดากล่าวแต่การลงโทษยังไม่หมดแค่นั้น มือบอบบางของมารดาก็หวดเข้าที่สีข้างจนทำให้ครีแวนทรุดลงไปนั่งตัวงอที่พื้น “แม่สอนแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้พูดเพราะ ๆ กับผู้หลักผู้ใหญ่” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มอันตราย หากแต่บรรยากาศที่แลจะตึงเครียดเล็กน้อยนี่ก็อยู่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นพลันเสียงหัวเราะของผู้ให้กำเนิดทั้งสองก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับมือของทั้งสองท่านบรรจงลูบศีรษะของลูกชายตนอย่างเบามือ

“ต่อจากนี้ไปลูกไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้วล่ะ…เพราะทุกอย่างมันจบลงแล้ว” น้ำเสียงนุ่มของผู้เป็นมารดาเอ่ยดัง ท่อนแขนทั้งสองข้างนั้นค่อย ๆ เอื้อมมือไปโอบกอดลูกชายของตนอย่างเบามือ

“แต่ความจริงลูกไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ ลูกไม่จำเป็นต้องพาตัวเองเข้ามาในโลกที่แสนอันตรายจนจมดิ่งไปกับมันแบบนี้” ผู้เป็นบิดาเอ่ยติเตียนหากแต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ภูมิใจลูกชายคนนี้มิไม่น้อย แต่กระนั้นความเป็นห่วงมันก็มีมากกว่าความภูมิใจมือกร้านเคาะลงบนศีรษะของร่างสูงโปร่งนั่นอีกทีเพื่อเป็นการทำโทษที่เด็กน้อยของพวกเขานั้นทำอะไรเกินตัว

“ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนสักหน่อยก็แค่ได้ข้อมูลมาแล้วก็ว่างเลยเข้าไปออกกำลังกายนิดหน่อย” เสียงหวานเอ่ยแก้ตัวใบหน้าสวยที่ได้จากผู้เป็นมารดาเบนหน้าหลบสายตาของทั้งสอง ซึ่งการกระทำของร่างสูงโปร่งนี้ทำให้ทั้งสองคนถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

ไม่ว่ายังไงหรือจะโตมากแค่ไหนคน ๆ นีก็ยังเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเดินสำหรับพวกเขาทั้งสองอยู่ดี ร่างเล็กของหญิงสาวผละออกจากการโอบกอดผู้เป็นลูกชายมือเล็กทั้งสองข้างค่อย ๆ ประคองแกมนวลนั่นและกดจมูกตนลงไปอย่างนุ่มนวล เธอไม่ได้ทำแบบนี้กับผู้เป็นลูกชายมานานมากแล้ว ระยะเวลาก็คงจะเป็นตั้งแต่ตัวของเธอนั้นได้ตายจากไป หญิงสาวผละออกจากร่างโปร่งนั่นอีกครั้งพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่แสนเศร้าสร้อยออกมาและเช่นเดียวกับผู้ให้กำเนิดอีกคนชายร่างสูงนั้นก็ส่งสายตาที่แสนเศร้าออกมา

แม้พวกเขาอยากที่จะอยู่กับลูกชายของตนมากแค่ไหนแต่เขาทั้งสองก็ไม่สามารถพรากชีวิตของเด็กคนนี้ได้…นอกจากเด็กคนนี้เลือกที่จะละทิ้งชีวิตของตนเอง

“อยากที่จะกลับไปหาพวกเขาหรือเปล่า” ทั้งสองเอ่ยถามผู้เป็นบุตรชายของตนใบหน้าของทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ซึ่งคำถาม ๆ นี้ทำให้คิ้วเรียวยาวที่ประดับบนใบหน้าสวยเลิกคิวขึ้นด้วยความสงสัยแต่ความสงสัยพวกนั้นก็คั่งค้างอยู่ในจิตใจของร่างโปร่งบางไม่นาน ใบหน้าของมารดาก็ยิ้มออกมาจาง ๆ พร้อมกับชี้นิ้วให้ครีแวนเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้า ในตอนแรกครีแวนต้องพยายามเพ่งสายตามองไปหากแต่เมื่อเวลาผ่านไปภาพเหตุการณ์พวกนั้นก็ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร่างของผู้เป็นน้องสาวของเขาจับมือและร้องไห้ตลอดเวลาจนเผลอหลับไป หรือจะเป็นภาพของเด็กหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงชาดที่คอยแวะเวียนมาดูน้องสาวของเขาที่เผลอหลับไปรวมไปถึงคอยเดินวนเวียนรอบ ๆ เตียงที่มีร่าง ๆ หนึ่งที่นอนไร้สติอยู่ และเมื่อครีแวนพยายามเพ่งสายตาตนมองไปยังภาพเหตุการณ์พวกนั้นภาพทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าของชายร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงคนหนึ่งยืนมองร่างโปร่งบางที่ไม่ได้สติอยู่ ซึ่งนัยน์ตาที่ชายหนุ่มร่างสูงคนนี้จ้องมองไปยังร่าง ๆ นั้นมิได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา

แต่ถ้าหากมีใครพินิจมองไปที่ใบหน้าคมนั่นแล้วล่ะก็คน ๆ นั้นก็คงจะรู้ทันทีเลยว่าชายร่างสูงผู้นี้อดหลับอดนอนเพื่อเฝ้ารอให้ร่าง ๆ นี้ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยเสียงโวยวาย เอ่ยถ้อยคำทะเลาะกับเขามานานขนาดไหน ครีแวนมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตนด้วยแววตาสับสนก่อนจะผละสายตาหันกลับมามองยังผู้ให้กำเนิดตน หนึ่งคือเลือกความตายและอยู่กับผู้ให้กำเนิดตน อีกหนึ่งคือเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป…

ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนครีแวนคงเลือกข้อหนึ่งอย่างไม่ลังเลแต่ในตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แม้ใจหนึ่งครีแวนเลือกที่จะอยู่กับผู้ให้กำเนิดหากแต่เมื่อตนเห็นผู้เป็นน้องสาวรวมไปถึงชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นแล้วมันทำให้ครีแวนลังเล…ลังเลที่จะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไป…นัยน์เนตรคู่งามหลับตาลงพร้อม ๆ กับทบทวนความทรงจำทั้งหมดที่วนเวียนอยู่ในสมอง

เขาไม่เคยมีปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่หากแต่ที่เขายังคงมีชีวิตอยู่นั้นก็เพื่อแก้นแค้นกับผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ทว่าในตอนนี้เรื่องราวทั้งหมดมันจบลงแล้วแต่ทำไมเขายังมีความรู้สึกที่ยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ เขาไม่อยากตาย…ยังไม่อยากตาย เมื่อความคิดพวกนั้นลอยเข้ามาในหัวสมองพลันนัยน์เนตรคู่งามก็ลืมตื่นขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างนั้นไร้ความลังเลก่อนริมฝีปากบางนั้นแต่ได้คลี่รอยยิ้มจาง ๆ ไปให้ผู้ให้กำเนิดทั้งสองของตน เพียงแค่นั้นทั้งสองคนก็เข้าใจแล้วว่าลูกชายคนนี้ของตนเลือกที่จะเดินไปทางไหน

ร่างสูงโปร่งหันหลังก่อนจะวิ่งกลับไปยังเส้นทางเดินที่ตนเคยเดินมาร่างสูงโปร่งออกวิ่งห่างไปเรื่อย ๆ และก่อนที่ร่างโปร่งนี้จะหายไปใบหน้าสวยก็หันกลับมาคลี่รอยยิ้มจาง ๆ ให้กับผู้ให้กำเนิดของตน

มนุษย์…เกิดมาเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป…ไม่ใช่เกิดมาเพื่อที่จะตาย…

นัยน์เนตรสีไพลินหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะลื่มตื่นหากแต่ครั้งนี้มันยากลำบากมากกว่าเดินมาก ร่างสูงโปร่งพยายามที่จะลืมตาตนจนในที่สุดดวงเนตรทั้งสองข้างก็ลืมตื่นซึ่งครั้งนี้ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาไม่ใช่ท้องฟ้าสีครามอีกแล้วแต่มันกลับเป็นเพดานที่คุ้นตาและร่างของเขานอนอยู่บนเตียงที่แสนคุ้นเคย

ห้องของดอนฟีเลทัสหรือชายผู้ที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ท่อนแขนเรียวบางพยายามยันกายตนให้ลุกขึ้นนั่งหากแต่แขนทั้งสองข้างนั้นกับไม่ทำตามที่สมองสั่งปลายนิ้วเรียวได้แต่ขยับเพียงนิดแต่การกระทำนั่นทำให้เด็กสาวที่นอนกุมมืออยู่สะดุ้งตื่น

“ครีแวน?…ครีแวนฟื้นแล้วเหรอ…ห่ะครีแวนฟื้นแล้ว ครีแวนนนนนนนนนนน!!!!! คนบ้านี่นายคิดจะตายก่อนน้องสาวเรียนจบหรือยังไง คนบ้า เห็นแก่ตัว อีตาหน้าตาย บ้าที่สุดอย่าเพิ่งหลับ ตื่นขึ้นมาฟังเราด่าต่อก่อน” น้ำเสียงแหลมเล็กที่เอ่ยออกมานั้นพูดออกมาไม่ค่อยจะเป็นภาษาหากแต่เมื่อนัยน์เนตรสองสีนั้นเห็นว่าพี่ชายของตนฟื้นขึ้นจากการนิทราพลันริมฝีปากเล็กก็กรีดร้องเรียกชื่อของพี่ชายตนออกมาเสียงดังพร้อมกับถ้อยคำต่อว่าแบบไม่ยั้ง แต่มันก็ยังดีที่เด็กสาวยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้กระโดดเขย่าคอคนเจ็บได้อยู่ไม่เช่นนั้นครีแวนคงมีอาการโคม่าอีกรอบหนึ่ง มือที่อ่อนแรงพยายามที่จะยกมือขึ้นเพื่อห้ามปรามน้องสาวตน แต่ก่อนที่ครีแวนจะได้ทำเช่นนั้นร่างโปร่งบางนี้ก็ถูกกระชากเข้าไปอยู่ในวงแขนแกร่งของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งคน ๆ นั้นห่วงใยและรอคอยให้ร่างโปร่งบางนี้ฟื้นขึ้นมาไม่ต่างไปกับผู้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของครีแวนเลย ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ มือบางถูกยกขึ้นไปจับท่อนแขนอีกฝ่าย ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มพรอมกับเอ่ยถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“ปล่อยมือออกไปซะ เจ็บแผล…ฉันจะไม่ตายเพราะโดนยิงแต่คงจะตายเพราะโดนนายกอดนี่ล่ะดอนฟีเลทัส” เมื่อเอ่ยจนจบประโยค ริมฝีปากหนานั่นก็คลี่ยิ้มพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ ซึ่งการที่ชายหนุ่มร่างสูงคนนี้แสดงอาการออกมาเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะร่างที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยไม่เปลี่ยนไปแม้จะก้าวผ่านความตายมาแล้วรอบหนึ่ง ท่อนแขนแกร่งค่อย ๆ คลายอ้อมกอดตนออกก่อนจะประคองให้ร่างโปร่งบางนั้นนอนลงไปที่เตียงอีกครั้ง

“ฉันจะเรียกหมอมา…ส่วนวิเวียนกลับไปนอนได้แล้วตอนนี้เลยเวลานอนของ ‘เด็ก’ แล้ว คาร์เร่พาวิเวียนกลับไปที่ห้องพักซะ” เสียงทุ้มดังพร้อมกับสั่งให้ผู้เป็นหลายชายของตนพาเด็กสาวไปเข้านอน แต่มีหรือเด็กสาวจะยินยอมให้เด็กหนุ่มผมแดงพาตนกลับไปยังห้องพัก ‘ไม่มีวันซะหรอก’ เด็กสาวพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้ข้อมือตนหลุดออกจากการกอบกุมหากแต่มือข้างนั้นของเด็กหนุ่มปล่อยมือของเธอแล้วแทนที่เธอจะได้วิ่งถลากลับไปที่เตียงนอนของผู้เป็นพี่ชาย ร่างของเธอกับถูกแบกขึ้นบ่าของเด็กหนุ่มนัยน์ตาสองสี

“ขอตัวก่อนนะครับ และขอโทษที่รบกวนเวลาพักผ่อน…วิเวียนเลิกดิ้น อยากร่วงลงไปที่พื้นหรือยังไง” ในประโยคแรกเด็กหนุ่มเอ่ยพูดกับผู้เป็นน้าชายหากแต่ในประโยคหลังนั้นเด็กหนุ่มเอ่ยกับเด็กสาวที่ดื้นไปมาอยู่บนบ่าตนและเมื่อวิเวียนได้ยินคำเตือนนั่นร่างเล็กก็ยอมอยู่เฉย ๆ และให้คาร์เร่พาเดินออกไปนอกห้อง และเมื่อบานประตูกว้างนั้นปิดสนิทลงภายในห้องก็เหลือเพียงคนสองคนที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน หนึ่งคือคนเจ็บปางตายที่เพิ่งฟื้นอีกหนึ่งคือดอนหนุ่มผู้ที่คอยเฝ้าดูแลร่างที่นอนหลับใหลไม่ได้สตินานนับอาทิตย์ มือกร้านค่อย ๆ เอื้อมมือไปเสยเรือนผมสีน้ำเงินเข้มอย่างเบามือก่อนจะละลงมือไปไล้แก้มนวลเล่น

“…นายรู้ตัวหรือเปล่าว่าหลับไปนานเท่าไหร่” เสียงทุ้มเอ่ยถามซึ่งใบหน้างามนั่นส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ

“อาทิตย์กับอีกสามวัน…ก็รวม ๆ แล้วสิบวันหลังจากวันนั้น” เฮลาสเอ่ยพูดออกมาต่อซึ่งร่างโปร่งบางที่นอนอยู่บนเตียงนั้นได้แต่พยักหน้าตอบแทนเอ่ยพูด

“แล้วรู้ไหมว่านายมีความผิดติดตัวอยู่…” ในประโยคแรก ๆ ที่เฮลาสเอ่ยครีแวนก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่การที่อีกฝ่ายบอกว่าเขามีความผิดนั้น ตัวของเขาไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ ใบหน้าสวยที่ติดซีดเต็มไปด้วยความสงสัย ซึ่งตัวของชายหนุ่มร่างสูงนั้นก็ไม่ทำให้ร่างโปร่งบางที่นอนอยู่บนเตียงสงสัยอยู่นาน ริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มอันตรายพร้อม ๆ กับโน้มตัวลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมน “นายผิดที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง…ทำให้ทุกคนอดหลับอดนอนเพราะนาย…และที่สำคัญกว่านั้นนายทำให้ฉันไม่มีสมาธิในการทำงาน”

ในถ้อยคำแรก ๆ ที่เฮลาสเอ่ยออกมานั้นครีแวนก็พอที่จะเข้าใจอยู่ เขาผิดจริงที่ทำให้ทุก ๆ คนเป็นห่วงไม่ว่าจะก่อนเริ่มแผน ในขณะที่ดำเนินแผนหรือตอนที่แผนการทั้งหมดเสร็จสิ้น อีกทั้งการที่เขานอนหลับเป็นตายไปสิบวันคนทุกคนในคฤหาสน์ก็คงวิ่งวุ่นวายเรื่องการดูแลคนเจ็บคนอื่น ๆ รวมทั้งผลัดเปลี่ยนมาดูแลเขา แล้วไหนทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองต้องทำอีก อันนี้มันก็เป็นความผิดของเขาอีกหนึ่งอย่าง หากแต่ในประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยออกมานั้นทำให้ครีแวนถึงกับชะงักและสรรหาคำมาโต้เถียงกับอีกฝ่ายไม่ถูก ‘คน ๆ นี้บอกว่าตัวเขาทำให้อีกฝ่ายไม่มีสมาธิในการทำงาน’ มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว พลันใบหน้าสวยก็สะบัดมือบางนั้นปัดมือกร้านให้ละมือออกจากใบหน้าตน

หากจะให้พูดแล้วล่ะก็ครีแวนคงเรียกว่าอาการนี้เป็นอาการของคนที่กำลังเขินอาย แต่ที่สำคัญไปกว่าอาการพวกนั้นนั่นก็คือต่อมรับรู้ความรู้สึกของเขามันต้องเสียแน่นอนนั่นก็เป็นเพราะ ‘ตัวของเขากำลังอายกับคำพูดที่ไร้ความหวานสิ้นดี’ ซึ่งสีหน้าและการกระทำของครีแวนก็ไม่อาจที่จะรอดพ้นสายตาของเฮลาสได้ มือกร้านไม่ยอมละออกจากใบหน้าขาวนิ้วเรียวยาวละไปเกลี่ยเส้นไหมสีน้ำเงินที่ปรกหน้าตนเล่น

“เขิน…ฉันไม่คิดว่าคนอย่างนายจะรู้สึกเขินได้ง่าย ๆ แบบนี้นะครีแวน” เสียงทุ้มเอ่ยเย้าแหย่ ริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มร้ายกาจออกมา และครีแวนก็ไม่พอใจที่จะเห็นรอยยิ้มพวกนั้นมือบางเอื้อมไปคว้าหมอนอีกใบที่วางอยู่ข้างกายพร้อมกับเหวี่ยงฟาดไปที่ใบหน้ากร้านคมนั่นทันที

“คิดไปเองแล้ว! ออกจากห้องไปเลยไปไม่เคยได้ยินเหรอว่าคนป่วยต้องการการพักผ่อนน่ะออกไปเลย” ริมฝีปากบางกล่าวไล่ผู้เป็นเจ้าของห้อง และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนอย่าง เฮลาส ฟีเลทัส หรือจะยอมออกไปง่าย ๆ พลันร่างสูงสง่าก็ลุกขึ้นพร้อมกับเดินอ้อมไปอีกฝั่งของเตียง การกระทำเช่นนั้นทำให้ครีแวนแอบสงสัยหากแต่เขาก็มิได้มีความคิดเช่นนั้นอยู่นานพลันร่าง ๆ นั้นก็ทรุดตัวพร้อมกับเอนตัวนอนลงไปบนเตียง “ราตรีสวัสดิ์ครีแวน และนายลืมอะไรบางอย่างไปที่นี่เป็นคฤหาสน์ของฉันและที่สำคัญไปกว่านั้นห้อง ๆ นี้และเตียงที่นายนอนอยู่ก็เป็นของ ๆ ฉัน ซึ่งนายไม่สามารถไล่ฉันออกไปได้ ดังนั้นอย่าโวยวายให้เสียเวลา ถ้าอยากพักผ่อนก็นอนซะไม่ใช่โวยวายแบบนี้” เฮลาสเอ่ยอธิบายพรอมกับสั่งสอนครีแวนไปในตัว ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธก่อนจะใช้หมอนใบเดิมที่อยู่ในมือหวดฟาดไปที่ร่างกายของชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงไม่ยั้ง

“นายไม่ออกฉันออกเอง” หลังจากที่ครีแวนกระหน่ำตีอีกฝ่ายด้วยหมอนจนพอใจ เขาก็ตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ร่างโปร่งบางค่อย ๆ ขยับตัวไปที่ขอบเตียงหากแต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจคิด มือกร้านจากการจับอาวุธเอื้อมมือมาโอบกอดร่างโปร่งบางและดึงให้ร่าง ๆ นั้นเข้ามาแนบชิดกับแผ่นอกของตน

“นอนซะ…นายยังไม่หายดี” แค่คำพูดสั้น ๆ เท่านั้นมันก็ทำให้ความคิดที่จะดิ้นให้หลุดออกจากอ้อมกอดนี้ก็หมดไป ครีแวนยอมที่นอนอยู่เฉย ๆ ในวงแขนแกร่งพร้อมกับหลับตาลงเพื่อเขาสู่ห้วงนิทรา หากแต่คนที่นอนมาอย่างยาวนานนับสิบวันอย่างเขามีหรือที่จะหลับได้ง่าย ๆ ดวงเนตรคู่งามลืมตื่นอีกครั้งหลังจากหลับไปได้เพียงแค่ห้านาทีใบหน้าสวยเบี่ยงมองไปที่ใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของอ้อมกอด ก่อนจะพยายามยกมือขึ้นมาแตะเบาที่ใบหน้ากร้านคมนั่น

นิ้วเรียวไล้ตามโครงหน้าจุดแรกที่ครีแวนสัมผัสนั่นก็คือดวงเนตรทั้งสองข้างของเฮลาส ในเวลาที่มันลืมตื่นสีของมันจะเป็นสีแดงชาดและเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ถ้าใครหารกล้าที่จะพินิจมองดวงเนตรคู่นี่อย่างถี่ถ้วนแล้ว คน ๆ นั้นก็จะรู้เลยว่าดวงตาสีโกเมนนี้น่าหลงใหลมากขนาดไหน มือบางละสัมผัสออกจากเปลือกตาของอีกลงก่อนจะละมือลงไปแตะที่สันจมูกโด่งและไล่ลงไปหยุดอยู่ที่ริมฝีปากหนา… ริมฝีปากหนาที่ชอบเหยียดรอยยิ้มอันตรายทั้งถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากของคน ๆ นี้มันมันถอยคำที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้และชวนหาเรื่องทะเลาะอยู่บ่อย ๆ หากแต่เมื่อใดที่ริมฝีปากของเขาถูกมันครอบครองแล้วล่ะก็ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากล่าวออกมาทั้งหมดก็หายวับไปจากสมองและแปรเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจพวกนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นรสชาติหอมหวานหากแต่มันก็ร้อนแรงในฉบับของชายหนุ่มร่างสูง

ครีแวนพินิจมองใบหน้ากร้านคมนั่นอยู่นานสองนาน ซึ่งตัวของร่างโปร่งบางนั้นก็รับรู้ได้ว่าร่างกายของชายคนนี้มันอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดและการที่อีกฝ่ายหลับลึกจนไม่รู้สึกถึงกับสัมผัสของเขามันก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าคน ๆ นี้ต้องการการพักผ่อนมากมายขนาดไหน มือเรียวบางของครีแวนค่อย ๆ ละมือตนออกจากใบหน้ากร้านคมอย่างเบามือแต่ในขณะที่ผิวเนื้อของครีแวนจะละออกจากกันมือบอบบางอีกข้างก็ถูกยกมาสัมผัสกับริมฝีปากตนและยื่นไปประทับลงบนริมฝีปากหนาของอีกฝ่าย สิ้นการกระทำร่างโปร่งบางก็ค่อย ๆ จ่มดิ่งสู่ห้วงนิทราตามชายร่างสูงไป

นี่…เฮลาส…นายรับรู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ฉันร้องขอในเวลาที่ฉันกำลังจะตายคืออะไร…และคนที่พาฉันออกจากสถานที่แห่งนั้นก็คงเป็นนายเหมือนกันใช่ไหม…

เมื่อราตรีกาลผ่านพ้นพลันดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณก็สาดส่องแสงเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างโปร่งบางที่อยู่ในอ้อมแขนแกร่งค่อย ๆ ขยับร่างกายตนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ หากแต่การกระทำเช่นนั้นของครีแวนกลับทำให้อีกฝ่ายออกแรงโอบกอดร่างของเขามากกว่าเก่า ใบหน้าสวยฝังลงไปบนแผ่นอกกว้าง ลมหายใจอุ่น ๆ นั้นเป่ารดศีษระที่เต็มไปด้วยเรือนผมสีนำเงินเข้มแปลกตา ซึ่งครีแวนก็ไดแต่นอนนิ่ง ๆ ให้อีกฝ่ายนันโอบกอดไม่ใช่ว่าเขาจะรู้สึกดีที่โดนชายร่างสูงคนนี้โอบกอดหากแต่เป็นเพราะถ้าเขาขยับตัวแล้วบาดแผลที่เกิดขึ้นมันจะทำให้เขาเจ็บปวดจนต้องอยู่นิ่ง ๆ ไปหลายนาทีและถ้าเกิดเขาออกแรงดิ้นแล้วล่ะก็อาการของเขานั้นคงโคม่าอีกรอบแน่นอน

ดังนั้นการที่จะทำให้ตัวของครีแวนปลอดภัยที่สุดนั่นก็คือการนอนนิ่ง ๆ ไม่ขยับตัวไปไหนและรอให้อีกฝ่ายนั้นตื่นขึ้นมาคลายอ้อมกอดออกจากตัวของเขาเอง ซึ่งความคิดเช่นนั้นมันคงเปนตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วถ้าเกิดไม่มีใครเปิดประตูพรวดเข้ามาในห้องเหมือนตอนนี้

บานประตูไม้สีดำสนิทถูกเปิดกว้างออกพร้อม ๆ กับร่างของเด็กสาวที่ถลาวิ่งเข้ามาภายในห้องแต่เท้าทั้งสองข้างของเธอนั้นยังไม่ถึงจุดหมาย ร่างเล็กนั่นก็ต้องชะงักลงเด็กสาวมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องนี้ด้วยสีหน้าและแววตาที่ตกตะลึงแต่เธอก็แสดงอาการเช่นนั้นออกมาเพียงครู่เดียวเท่านั้นพลันใบหน้าน่ารักนั่นก็คลี่รอยยิ้มเย้าแหย่ออกมา “เอะ…ครีแวนนี่เราจะได้พี่เขยแทนพี่สะใภ้สินะ” ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากเล็กนั่นทำเอาครีแวนสะดุ้งสุดตัวและรีบลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเอง

ซึ่งทันทีที่ร่างโปร่งบางออกแรงให้ร่างกายของตนหลุดออกจากอ้อมแขนแกร่ง แม้เสียงร้องจะไม่หลุดเล็ดรอดออกจากริมฝีปากสีซีดแต่สีหน้าและท่าทางที่ครีแวนแสดงออกมานั้นทำให้คนที่เข้ามาใหม่อย่างวิเวียนและคาร์เร่รูสึกเจ็บปวดแทน เด็กหนุ่มรีบสาวเท้าตนมาที่เตียวและช่วยพยุงร่างโปร่งบางนั้นให้ลุกขึ้นนั่ง แต่กระนั้นชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของวงแขนแกร่งที่โอบกอดร่างของครีแวนมาตลอดทั้งคืนกลับไม่ยอมปล่อยให้ร่างที่ชวนหลงใหลนั้นเป็นอิสระ นัยน์เนตรคมกริบสีเปลวเพลิงลืมตาขึ้นและเอื้อมมือตนไปปัดมือของเด็กหนุ่มนั่นออก

“เช้าแล้วเหรอ…ฉันบอกแล้วไงว่าจะเข้ามาในห้องของฉันต้องเคาะประตูก่อน” ถ้อยคำถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทซึ่งถ้อยคำและนำเสียงที่ถูกเอ่ยออกมานั้นแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่ไม่พอใจ

แต่กระนั้นเด็กสาวผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อสิ่งใดก็ไม่คิดที่จะยอมเงียบเสียงของตนลง ซ้ำยังคงวิ่งถลามานั่งบนเตียงนอนอันแสนนุ่มของชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้เสียด้วย “ครีแวน ๆ …เดี๋ยวหมอจะมาตรวจแล้วนะ แต่งตัวให้มันดี ๆ หน่อยสิ กระดุมเสื้อหลุดแล้วนะ” เด็กสาวกล่าวบอกผู้เป็นพี่ชายมือเล็ก ๆ นั่นถูกเอื้อมเข้าไปกลัดกระดุมชุดนอนให้อย่างเบามือ

“เอาเสร็จแล้วเราไม่เคยเห็นครีแวนนอนดิ้นจนกระดุมเสื้อหลุดเลยนะ…แล้วก็เอ๋…รอยอะไรน่ะ” เสียงแหลมเล็กยังคงพูดเจื้อยแจ้ว หากแต่มันเงียบลงเมื่อนัยน์เนตรสองสีของเด็กสาวดันไปสังเกตเห็นร่องรอยที่รอบคอของอีกฝ่าย มือเล็กค่อย ๆ ปัดเส้มผมที่มีสีเดียวกับตนขึ้นก่อนจะตวัดสายตาไปมองใบหน้ากร้านคมของผู้กระทำรอยนั่น

“…นี่คุณน้า…ลักหลับคนมันไม่ดีนะ…” ถ้อยคำสั้น ๆ ตรง ๆ ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากเล็ก ซึ่งประโยคที่เด็กสาวคนนี้เอ่ยออกมานั้นมันดูเหมือนจะไม่มีอะไรหากแต่คำพูดพวกนันมันกลับทำให้ครีแวนถึงกับสำลักน้ำลายของตนจนไอเสียตัวงอ แต่ทว่าคำพูดพวกนี้ของวิเวียนกลับไม่สามารถทำอะไรชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของร่องรอยพวกนั้นได้ริมฝีปากหน้าแปรเปลี่ยนเปนเหยียดรอยยิ้มกว้าง มือกร้านั้นหันไปประคองใบหน้าสวยก่อนจะประทับริมฝีปากตนลงไป

จูบครั้งนี้เป็นแตะริมฝีปากกับอย่างแผ่วเบาเท่านั้นซึ่งครีแวนก็ไม่คิดที่จะเอ่ยว่าอะไรออกมาหรอกถ้าเกิดภายในห้องนั้นมีเพียงแค่ตัวของเชากับชายร่างสูงนั้นเพียงสองคน ท่อนแขนเรียวบางออกแรงผลักแผ่นอกกว้างของอีกฝ่ายให้ถอยห่างมืออีกข้างถูกยกขึ้นมือปิดที่ริมฝีปากของตน

“ไอ้บ้า…ถอยออกไปห่างๆ เลยไอ้โรคจิตกับคนป่วยยังไม่เว้น” เสียงนุ่มกล่าวพร้อม ๆ กับพยายามนำพาร่างที่อ่อนแรงของตนให้ออกห่างจากอีกฝ่าย ซึ่งภายในห้องนี้ก็มีแค่เพียงร่างโปร่งบางของครีแวนและร่างสูงสง่าของเฮลาสเท่านั้นที่ขยับร่างกายได้ส่วนคนอื่น ๆ นั้นนิ่งค้างจนกลายเป็นรูปปั้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งสองคนก็นิ่งค้างกันอยู่ได้ไม่นานนักสติของทั้งสองก็กลับคืนสู่ร่าง ใบหน้าของเด็กสาวขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย ส่วนเด็กหนุ่มนั้นแม้จะไม่ได้รู้สึกเขินอายกับภาพตรงหน้าแต่มันก็ทำให้เขาตกใจไม่ใช่น้อยที่เห็นน้าชายของตนมีอาการคลายกับคนที่กำลังมีความรัก แต่กระนั้นน้าชายของเขาก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองกับลังตกหลุมรักชายหนุ่มที่แสนดือดึงคนนี้ คาร์เร่เลือกที่จะเสตามองไปทางอื่นแทนพร้อมจูงมือลากเด็กสาวที่เขาต้องดูแลให้ถอยห่างออกจากเตียง

“ตอนนี้หมอกำลังจะมาแล้วล่ะครับ และถ้าเกิดคุณไม่อยากลำบากโดนคุณหมอต่อว่าเอาตอนนี้คุณควรจะลุกออกจากเตียงและให้ครีแวนเขานอนพักเงียบ ๆ บนเตียง ‘คนเดียว’ นะครับ” คาร์เร่เอ่ยบอกผู้เป็นน้าชายของตน และดูเหมือนว่าคน ๆ นี้จะไม่ขัดข้องอะไรกับการลุกออกจากเตียง ชายหนุ่มร่างสูงผละออกจากร่างโปร่งบางมือกร้านเอื้อมไปลากเก้าอี้มาวางไว้ข้างเตียง

“ถ้าฉันนั่งตรงนี้และดูการตรวจของหมอคงไม่เป็นไรใช่ไหม” เฮลาสกล่าวถามความคิดเห็นของผู้เป็นหลานชาย ซึ่งไม่ต้องให้ใครบอกคาร์เร่ก็รู้ว่ามันคือการประชดล้วน ๆ ใบหนาหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ แทนคำตอบก่อนจะเดินลากเด็กสาวในการดูแลของตนไปเปิดประตูห้องเพื่อเชิญหมอเข้ามาภายใน

“เชิญทางนี้ครับแต่ถ้าให้ผมแนะนำ คุณหมอกรุณาตรวจคนป่วยเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะครับผมคิดว่าถ้าเกิดตรวจช้าหรือจับตัวคนไข้มากเกินไปคุณหมออาจจะมีปัญหากับเขาก็ได้ครับเพราะดูจากท่าทางตอนนี้ของดอนฟิเลทัสดูเหมือนว่าตอนนี้เขายังคงพักผ่อนไม่เพียงพอและถ้าหากทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาผมคิดว่าเราอาจจะเป็นอันตรายกับอารมณ์ที่กำลังแปรปรวนของเขาตอนนี้ก็ได้ครับ” คาร์เร่เอ่ยอธิบายถึงอารมณ์ของผู้เป็นน้าชายและเป็นการดีที่เหล่าหมอและพยายามไม่ต้องรอให้เด็กหนุ่มเอ่ยซ้ำอีกครั้งหนึ่งนั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต่างวิ่งเข้าไปตรวจร่างกายของคนป่วยทันทีและการตรวจครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการตรวจคนไข้ที่รวดเร็วในประวัติศาสตร์การแพทย์เพราะเวลาที่พวกเขาใช้ในการตรวจอาการของร่างโปร่งบางนั้นพวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นการตรวจร่างกายของครีแวนก็สิ้นสุดลง และเมื่อเหล่าหมอและพยาบาลต่างเดินออกจากห้องไปร่างสูงสง่าก็ลุกจากเก้าอี้และเคลื่อนตัวไปนั่งบนเตียงเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าครีแวนจะไม่คิดที่จะให้ชายร่างสูงคนนี้ขึนมาร่วมเตียงกับเขาอีกเป็นอันขาด ร่างโปร่งบางพยายามคลานลงจากเตียงมือบางเอือมไปหยิบไม้เท้ามาช่วยพยุงร่างกาย

“ขอโทษทีฉันคิดว่าฉันพักผ่อนมามากพอดูแล้ว ดังนั้นฉันขอตัวไปเดินเล่นก่อนและถ้าเกิดนายจะพักผ่อน…เชิญพักผ่อนตามสบายดอนฟีเลทัส” ครีแวนเอ่ยพร้อมกับพยุงตัวเองให้เดินออกห่างจากเตียง ใบหน้าสวยนั้นคลี่รอยยิ้มร้ายพร้อมเดินออกจากห้องไป

ถึงแม้ว่าร่างกายครีแวนนั้นจะยังไม่หายดีแต่เขาก็ไม่คิดที่จะนอนอยู่เฉย ๆ บนเตียง ร่างโปร่งบางค่อย ๆ พยุงตัวเดินไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดร่างของเขาก็เดินออกมายืนที่ระเบียงชั้นชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เจ้าของบ้านหรือ ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ เขาจัดไว้ให้เป็นมุมทานน้ำชายามบ่ายดังนั้นในระเบียงแห่งนี้จึงมีร่มเงาของต้นไม้อยู่มากครีแวนยังคงสาวเท้าเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด ครีแวนก็หาที่นั่งพักได้สักทีใบหน้าสวยคลี่รอยยิ้มอ่อนออกมาใบหน้าสวยแหงนขึ้นไปมองท้องฟ้ายามเช้า

ความเงียบมันมักจะทำให้ความว้าวุ่นในจิตใจนั้นสงบลง หากแต่ความสงบสุขรอบ ๆ ตัวของครีแวนนั้นมันก็อยู่ไม่ได้นาน ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพร้อมรับพ่อบ้านและสาวใช้ที่ถือถาดอาหารเช้าเข้ามาด้วย

“ตอนนี้กำลังจะเลยเวลาอาหารเช้าฉันเลยสั่งให้พ่อบ้านเตรียมอาหารอ่อน ๆ ให้ พอทานเสร็จจะได้ทานยาที่หมอเตรียมไว้ให้” ชายหนุ่มร่างสูงนันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบตามนิสัยของเขา หากแต่ใบหน้าคมนั้นกลับเบนหน้าหนีไปทางอื่น ดูท่าทางแล้วว่าวันนี้ ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ คงไม่ได้ทำงานอีกหนึ่งวัน ร่างสูงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กดัดในฝั่งตรงข้ามกับครีแวน

“ทานอาหารเช้ากันเถอะ” เสียงทุ้มกล่าวพร้อมกับเริ่มจัดการอาหารเช้าที่อยู่ตรงหน้าตน ซึ่งอาหารในจานของครีแวนเป็นซุปรสชาติอ่อน ๆ ที่ที่ย่อยง่ายสำหรับคนที่เพิ่งฟื้นไข้ ส่วนอาหารเช้าในจานชองเฮลาสเป็นพาสต้าแบบง่าย ๆ แต่เครื่องปรุงนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าส่วนประกอบของมันจะเลิศหรูขนาดไหน และเมื่อคนทั้งคู่ทานอาหารเช้าจนเสร็จผ้าเช็ดปากก็ถูกยกขึ้นมาเช็ดริมฝีปากของตนเบา ๆ

“ฉันรู้ว่าแค่นั้นนายไม่อิ่มหรอกครีแวน สนใจขนมปังไหม” เฮลาสเอ่ยกลั้วหัวเราะมือกร้านยื่นขนมปังชิ้นหนึ่งไปให้ร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่เบื้องหน้าตน และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าตัวของครีแวนต้องปฏิเสธมือบางถูกยื่นไปพร้อมกับรอยยิ้มก่อนที่ปัดมือกร้านที่ยื่นขนมปังให้

“ขอโทษด้วยฉันหากินเองได้ และที่สำคัญ…อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นสัตว์เลี้ยงของนาย เฮลาส” นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ครีแวนเอ่ยชื่ออีกฝ่ายได้อย่างเต็มปากเต็มคำและก็ดูเหมือนว่าการที่ครีแวนเอ่ยพูดออกไปแบบนั้นทำให้ชายร่างสูงถึงกับชะงัก ใบหน้ากร้านคมนั้นมิได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาแต่ถ้าดูจากปฏิกิริยาหรือท่าทางแล้ว ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าครีแวนนั้นกำลังทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ในตอนนี้

และดูเหมือนว่าเวลาแห่งการแก้แค้นของครีแวนก็ได้เริ่มต้นขึ้น ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มอ่อนไปให้อีกฝ่ายนัยน์เนตรสวยปรือตามองอีกฝ่ายอย่างเย้ายวน  ถึงแม้ในตอนนี้ครีแวนจะป่วยหนักจนออกแรงต่อสู้ไม่ได้ก็ตาม แต่ทว่าการแสดงของเขายังคงใช้ได้ดีเช่นเดิม มือบางละไปจับแก้วน้ำเพื่อยกขึ้นดื่มเนตรคู่งามยังไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าของอีกฝ่าย

ถ้าหากครีแวนแกล้งหยอกเย้าแบบนี้ในเวลาปกติเขาคงไม่มีทางได้นั่งจ้องหน้าชายร่างสูงคนนี้แบบนี้หรอก หากแต่ในตอนนี้เขาเป็นต่อทุกอย่างไม่ว่าจะร่างกายที่อ่อนแอจนอีกฝ่ายไม่สามารถแตะต้องได้ หรือจะเป็นท่าทางที่ผิดแปลกไปของชายร่างสูง ครีแวนได้แต่ลอบยิ้มในใจมือบางค่อย ๆ ละมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตนออกหนึ่งเม็ด

“อากาศร้อนเอาเรื่องเหมือนกันนะฉันแค่หลับสนิทไปสิบวันเองนะ” ครีแวนพูดพลางเอามือของตนเปิดคอเสื้อเพื่อให้ลมพัดผ่านหากแต่การยั่วยุของร่างโปร่งบางนั้นก็ต้องหยุดลง มือกร้านเอื้อมมือไปกลัดกระดุมเสื้ออีกฝ่ายก่อนจะเดินวนไปกระชากแขนร่างโปร่งบางขึ้นมาอุ้มแล้วพาเข้าไปด้านใน

ใบหน้างามที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งซีดหนักเข้าไปใหญ่ในตอนนี้ร่างสูงกำลังก้าวเดินไปตามทางเดินซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสถานที่ที่อีกฝ่ายนั้นจะพาไปที่ไหนถ้าไม่ใช่ห้องส่วนตัวของชายคนนี้ มือบางกำเสื้อสูทของชายร่างสูงแน่นก่อนที่ร่างโปร่งบางของครีแวนจะหายเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของชายร่างสูงผู้นี้

มือบางยังคงกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นแต่การคาดเดาของครีแวนดูเหมือนจะผิดไป ร่างสูงนั้นค่อย ๆ ว่างร่างโปร่งบางลงบนเตียงอย่างเบามือก่อน ก่อนที่เขาจะทรุดตัวนั่งชันเข่าใบหน้าหน้าคมของเขาอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าสวยนั่น

“สนุกไหมที่ได้แกล้งฉันแบบนั้นน่ะ” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยถาม ซึ่งคำถามนั้นทำให้ครีแวนรู้สึกตกใจเล็กน้อยแต่กระนั้นเขาก็ยังไม่คิดที่จะละความพยายาม ใบหน้างดงามนั้นคลี่รอยยิ้มอีกครั้งและแสร้งพูดออกไปตามบทละครที่วางไว้ในหัว

“ใครแกล้งนายกันคิดไปเองหรือเปล่า…ฉันก็แค่ร้อนเท่านั้นเอง” เมื่อเอ่ยจนจบประโยค ใบหน้างามก็เชิดหน้าขึ้นราวกับกำลังง้องอน แต่การแสดงพวกนั้นมีหรือที่ตัวของเฮลาสนั้นจะดูไม่ออกมือกร้านยกมือขึ้นไปจับปลายคางมนก่อนจะออกแรงดันนัยน์เนตรคู่งามนั้นหันกลับมาจ้องมองกับเนตรสีชาดของตน “มองหน้าฉันแล้วลองพูดคำพูดพวกนั้นใหม่สิ และถ้านายพูดได้โดยไม่แสดงท่าทางเขินอายออกมาฉันจะเชื่อว่านายไม่ได้แสดงละคร…ครีแวน”

แค่เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อของร่างโปร่งบางพลันใบหน้าขาวซีดก็ขึ้นสีเรื่องขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ” คราวนี้ความคิดของครีแวนที่จะแกล้งชายหนุ่มร่างสูงนั้นถูกตลบหลังเสียแล้ว ใบหน้าสวยพยายามที่จะเบี่ยงหน้าหนีแต่ยังไงมือกร้านก็จับคางมนหันกลับมาจ้องมองดวงตาของตนอยู่ดี การกระทำเช่นนี้ยังดำเนินต่อไปอีกสักพักจนในท้ายที่สุดครีแวนก็เป็นฝ่ายขอยอมแพ้ใบหน้าสวยยอมก้มลงมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายริมฝีปากบางพลางเม้นเข้าหากันด้วยความรู้สึกที่เขินอาย ตั้งแต่เกิดมาครีแวนไม่เคยมีความรู้สึกพวกนี้มาก่อนเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหวั่นไหวหรือเขินอายกับการกระทำและคำพูดแต่ทำไมครั้งนีเขากลับรู้สึกแปลก ๆ กับคน ๆ นี้ มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าของตนเอาไว้ริมฝีปากบางพลางกล่าวไล่ให้อีกฝ่ายถอยห่างออกไปจากตน

“ถอยออกไป…และอย่าเข้าใกล้ฉันเกินสามเมตรถ้านายเข้าใกล้ฉันเกินสามเมตรนายตายแน่เฮลาส” ชื่อของอีกฝ่ายถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางอีกครั้งซึ่งครั้งนี้มิได้กล่าวออกมาจากการแสดงละครหากแต่มันกล่าวออกมาด้วยความเคยชิน และเมื่อครีแวนนั้นรู้ตัวว่าตนพูดอะไรออกไปพลันใบหน้าขาวซีดก็ยิ่งขึ้นสีแดงก่ำยิ่งขึ้นไปอีกมือบางทั้งสองข้างยังคงปิดบังใบหน้าของตน แต่ทว่าเฮลาสกับใช้มือทั้งสองข้างของตนรั้งมือบอบบางทั้งสองข้างออกก่อนจะยื่นใบหน้าตนเพื่อประทับริมฝีปากตนลงไปลิ้มรสความหวานจากร่างตรงหน้า ลิ้นสากไล้เลียรีมฝีปากสีสดราวกับว่าเขานั้นกำลังชิมอาหารเลิศรสแต่กระนั้นอาหารจานเด็ดที่อยู่เบื้องหน้าของชายร่างสูงยังปรุงไม่สำเร็จดี เขาละริมฝีปากของตนออกก่อนจะเอ่ยพูดถ้อยคำที่ทำให้ความรู้สึกของครีแวนนั้นร่วงดิ่งลงเหวลึกที่ไม่มีวันปีนขึ้นมาได้

“อีกสามอาทิตย์ฉันจะกลับรัสเซียและไม่มีกำหนดจะกลับมาที่ประเทศนี้อีกถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ” สิ้นเสียงพูดสมองของครีแวนก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้อีกแล้วใบหน้าสวยได้แต่พยักหน้าขึ้นลงเป็นคำตอบหากแต่เขาไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นมันคืออะไร

เฮลาส ฟีเลทัส…สิ่งที่นายทำมันเลวที่สุด…

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 10

Chapter 10

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครีแวนนั้นได้ก้าวเดินออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ซึ่งในตอนนั้นความร้สึกที่ตนได้ก้าวเดินผ่านรั้วของสถานที่แห่งนี้มันเหมือนตนได้รับอิสระจากการพันธนาการทั้งปวงหากแต่ทำไมคราวนี้เขากลับไม่รู้สึกเช่นนั่นเล่า และนอกจากตัวของร่างโปร่งบางจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นความรู้สึกทั้งหมดมันกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งนั่นก็คือครีแวนโหยหาและต้องการจะกลับคืนสู่คฤหาสน์แห่งนี้อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตัวของเขาเองนั้นก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสถานที่แห่งนี้เลยสักนิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อตนรู้สึกเช่นนั้นหากแต่เขาก็ยังเลือกที่จะสาวเท้าอย่างเร่งรีบและไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปมองยังคฤหาสน์แห่งนั้น ขาเรียวยาวทั้งสองข้างยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงจวบจนตนเดินผ่านพ้นสุดขอบถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์แห่งนี้

ถึงแม้ว่าร่างโปร่งบางร่างนี้จะรู้ว่าตนรู้สึกเช่นไรแต่เขาก็ไม่คิดที่จะหันหลังเดินกลับไปเด็ดขาดนั่นก็เป็นเพราะตัวของเขานั้นได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าตนนั้นจะก้าวเดินไปในเส้นทางอันแสนมืดมนแห่งนี้ ขาทั้งสองข้าวยังคงก้าวเดินต่อไปแม้ตนจะรับรู้ว่าทุกย่างก้าวที่ตนได้ก้าวเดินไปนั้นมันเป็นเหมือนกับการมุ่งตรงไปยังถนนที่มีชื่อว่าความตาย แต่จะให้ทำยังไงได้กันเล่าในเมื่อเขาครีแวนนั้นได้ตัดสินใจเลือกทางเดินนี้ไปตั้งนานแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนเขาจะเตรียมใจที่จะตายไว้แล้วทุกครั้งซึ่งครั้งนี้มันก็ไม่ได้แตกต่างกับการเตรียมใจในครั้งก่อน ๆ สักเท่าไหร่นัก ถ้ามันจะมีเพิ่มเข้ามาก็คงเป็นความรู้สึกสบายใจที่น้องสาวของเขาจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากตระกูลฟีเลทัสถ้าหากเขาไม่กลับไปและความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งก็คือความมุ่งมั่นที่จะทำใหตระกูลราดอล์ฟพังทลายแม้ตัวของเขาจะต้องตายตามไปก็ตาม

ขาเรียวยาวก้าวเดินอย่างมั่นคงเพื่อมุ่งตรงไปในเขตอำนาจการปกครองของตระกูลนี้ หากจะให้กล่าวถึงตระกูลราดอล์ฟแล้วล่ะก็นอกจากความโหดเหี้ยมและไร้เมตตาแล้วก็คงต้องพูดถึงเรื่องชั่ว ๆ ที่ตระกูลนี้ได้ทำ แม้ฉากหน้าจะทำตัวเป็นพ่อพระแม่พระคอยบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้วไอ้องค์กรพวกนั้นมันก็คือสิ่งที่ตระกูลนี้ใช้ฟอกเงินที่ได้มาจากการค้าขายยาเสพติด อาวุธและรวมไปถึงค้ามนุษย์ ซึ่งความเลวร้ายของตระกูลนี้คนที่อาศัยอยู่ในโลกด้านมืดนั้นรู้ดีและไม่มีใครที่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องเลว ๆ ของพวกมัน หากแต่ในโลกที่อยู่อีกด้านเล่าตระกูลราดอล์ฟถือว่าเป็นตระกูลที่ติดอันดับต้น ๆ ของตระกูลที่ใจบุญที่สุดเลยก็ว่าได้ 7 more words

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 9

Chapter 9

เมื่อมนุษย์จะทำอะไรสักอย่างมันมักจะต้องมีการเตรียมใจอยู่เสมอ ซึ่งในตอนนี้ตัวของครีแวนนั้นก็กำลังพยายามเตรียมใจอยู่เช่นเดียวกัน แต่เหตุผลที่ทำให้ตัวของร่างสูงโปร่งต้องนั่งเตรียมใจนั้นมันไม่ใช่เหตุผลทำนองว่าตัวของเขาจะต้องไปทำงานหรือทำภารกิจเสี่ยงอันตรายอะไรพวกนั้น หากแต่สิ่งที่ทำให้ครีแวนนั่งเครียดและกังวลอยู่นั้นมันก็คือข้อตกลงที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมาเฟียเสนอมาให้ต่างหาก

‘ฉันต้องการให้นายค้างที่นี่ คืนนี้กับฉัน’ ถ้อยคำ ๆ นี้ยังคอยวนเวียนอยู่ภายในสมอง มือบางยกขึ้นมากุมใบหน้าตนเอาไว้ ริมฝีปากบางพลางพึมพำถ้อยคำที่ฟังไม่ค่อยจะได้ศัพท์ออกมา ‘ทำไมฉันถึงตอบตกลงไปกันล่ะ ที่ฉันตอบตกลงไปแบบนั้นมันก็เหมือนฉันดูแลน้องสาวของฉันไม่ได้ ไอ้บ้านั่นดันมาจับจุดของเขาถูกบ้าชะมัด บ้าโคตร ๆ ถ้าเกิดไอ้หมอนั่นมันกลับมาฉันควรต่อยหน้ามันให้สลบแล้วรีบหนีไปดีไหมเนี่ย…แต่มันก็ไม่แน่ว่าฉันจะต่อยมันโดนในหมัดแรกถ้าโดนทำเหมือนตอนนั้นอีก…บ้าเอ้ยตัดสินใจไม่ได้เลย’ มือบางที่ในตอนแรกถูกยกมือขึ้นไปปิดบังที่ใบหน้าหากแต่ตอนนี้มันไล่ขึ้นไปขย้ำเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาแทนเสียแล้ว

ทว่าร่างโปร่งบางนั้นก็นั่งคุยกับตนเองต่อไปได้อีกไม่นานนักพลันบางประตูก็เปิดกว้างออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงที่วนเวียนอยู่ในความคิด

นี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครีแวนจะได้นอนหรือร่วมรักอะไรกับชายคนนี้ หากแต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่ครีแวนตัดสินใจยอมที่จะนอนกับชายคนนี้หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสมยอมให้อีกฝ่ายมีอะไรกับตนเอง ซึ่งในการร่วมรักครั้งก่อนและรวมไปถึงครั้งแรกที่เขาตกเป็นของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงผู้นี้ส่วนใหญ่จะเป็นการบังคับขืนใจและเล้าโลมให้เขายอมโอนอ่อนตามเกมส์

“หืม…ทำอะไรของนายน่ะครีแวน เอามือขย้ำผมตัวเองเล่นทำไม” ชายหนุ่มผู้ที่เข้ามาใหม่เอ่ยทัก ซึ่งคำพูดนั่นทำให้ครีแวนรีบปล่อยมือออกจากเรือนผมของตน

“ไม่ได้ทำอะไรแล้วมานี่มีธุระอะไรอีกล่ะ ตอนนี้ตามตารางงานของนายยังมีเอกสารอีกหลายชุดที่ต้องเคลียร์นี่” ครีแวนเอ่ยถามออกไปตามที่ตนรู้ ซึ่งคำตอบที่ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนานั่นมันก็ทำเอาครีแวนอยากจะลุกเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วประเคนหมัดของตนใส่เจ้าของคำพูดพวกนั้นสักทีสองที “พอดีรีบเคลียร์ให้มันเสร็จ ๆ ไปน่ะจะได้มีเวลาสนุกกับนายเยอะ ๆ” สิ้นเสียงพูดหมอนข้างที่วางอยู่กายร่างเพรียวบางก็ถูกปาออกไปทันที ซึ่งตัวของครีแวนหมายไว้ว่ามันจะโดนใบหน้าคมเข้มของชายผู้นั้นสักนิด แต่มันก็ไม่เป็นไปตามที่เขาหวังเอาไว้เพราะมือกร้านของชายผู้นั้นถูกยกขึ้นมารับหมอนใบนั้นเอาไว้ได้ทัน “นายเป็นพวกชอบความรุนแรงหรือยังไงเนี่ย พูดดี ๆ แล้วไม่ชอบ” สิ้นประโยคนี้หมอนอีกใบก็ถูกปาออกไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้ใช้มือของตนขึ้นมารับอีกแล้ว ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหลบของที่อีกฝ่ายปามาพร้อมกับสาวเท้าตนเดินเข้าไปใกล้ร่างโปร่งบางนั่น และไม่ทันที่ครีแวนจะได้ตั้งตัวเอวบางถูกรวบกอด ปลายคางมนถูกมือกร้านเชยขึ้นไปเพื่อรองรับริมฝีปากหนาที่แนบประทับลงมา ลิ้นสากค่อย ๆ ละเลียดชิมริมฝีปากบางไปทีละนิดหากแต่ชายหนุ่มร่างสูงก็ไม่ได้เร่งเร้าให้อีกฝ่ายจูบตอบ ชายหนุ่มร่างสูงประทับริมฝีปากตนลงไปอีกสักพักก่อนจะละริมฝีปากตนออกด้วยความเสียดาย

“ฉันคิดว่านายควรจะไปอาบน้ำก่อนนะ” เสียงทุ้มเอ่ยเบาข้างใบหู มือทั้งสองข้างนั้นปล่อยให้ร่างในอ้อมแขนตนเป็นอิสระ “ดูจากท่าทางของนายฉันคิดว่าไปแช่น้ำสงบสติอารมณ์สักพักคงจะดีกว่า” เฮลาสเอ่ยออกไปตามอย่างที่ตนเองคิดและที่เขารู้ว่าร่างโปร่งบางในอ้อมแขนวิตกขนาดไหนก็เป็นเพราะดวงเนตรสวยสีไพลินที่หลับตาปี๋และรวมไปถึงริมฝีปากบางที่เม้มแน่นนั่น

ซึ่งข้อเสนอนี้ครีแวนก็รีบตอบรับทันทีร่างโปร่งบางรีบสาวเท้าวิ่งไปยังห้องอาบน้ำพร้อมกับแทรกตัวเข้าไปด้านใน และทันทีที่บานประตูนั้นปิดลงขาเรียวยาวทั้งของข้างก็หมดแรงทันที ร่างสูงโปร่งนั้นทรุดลงไปนั่งกับพื้นมือบางถูกยกขึ้นมาปิดที่ริมฝีปากจนเองอย่างเบามือ ‘อ่อนโยน…อย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน’ นั่นคือความรู้สึกแรกที่ครีแวนคิดหลังจากริมฝีปากหนานั่นประทับลงมา แล้วทำไมครีแวนถึงได้คิดเช่นนั้น…ซึ่งคำตามนี้ตัวของครีแวนเองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน

หลังจากที่ร่างโปร่งบางนั้นนั่งสงบสติอารมณ์ของตนไปได้สักพักใหญ่ ๆ มือทั้งสองข้างก็ค่อย ๆ ยันกายตนให้ลุกขึ้นยืนก่อนที่มันจะละมาทำหน้าที่ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างกายตน เสื้อนอกตัวแรกถูกโยนออกไป ก่อนที่ชิ้นที่สองและสามจะตามมาจนในที่สุดร่างสูงโปร่งนั้นก็เปลือยเปล่าใบหน้าสวยมองร่างกายตนในกระจก ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตานั้นให้ความรู้สึกน่าอายสิ้นดี

ตัวครีแวนนั้นไม่ใช่คนที่มีรูปร่างผอมบางราวกับผู้หญิง เขามีกล้ามเนื้อและส่วนสูงที่ไม่ได้ต่างไปจากผู้ชายคนอื่น ๆ หากแต่ทำไมดอนฟีเลทัสชายผู้ที่กระดิกนิ้วเพียงแค่ครั้งเดียวผู้หญิงหรือผู้ชายนับสิบจะรีบวิ่งมานอนแทบเท้านั้นถึงอยากกอดเขากันเล่า…คำถามนี้เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ครีแวนเฝ้าถามตอนเองอยู่ภายอยู่ภายในใจ ซึ่งร่างโปร่งบางนั้นก็พยายามที่จะหาเหตุผลมารองรับ แต่ไม่ว่าเหตุผลสักกี่เหตุผลก็ไม่อาจที่จะทำให้เข้าของเรือนร่างนั้นเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้สักนิด

ใบหน้าสวยละความสนใจจากกระจก ขาเรียวยาวทั้งสองข้างของตนสาวเท้าเดินตรงไปยังอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอยู่ในนั้นจนเต็มอ่าง ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งแช่ มือบอบบางนั้นถูกยกขึ้นมาลูบไล้กายตนอย่างเบามือ ครีแวนทำความสะอาดร่างกายตนไปอีกสักพัก พลันความคิด ๆ หนึ่งมันก็ลอยเข้ามาในสมอง ‘ทำไมฉันต้องทำตามที่ไอ้บ้านั่นบอกด้วยวะ แล้วทำไมฉันถึงตกลงได้ง่าย ๆ แบบนี้เนี่ย’ เมื่อตนคิดได้เช่นนั้นใบหน้าสวยพลันขึ้นสี จากใบหน้าขาวที่ซับสีเรื่องเพราะไอน้ำตอนนี้ขึ้นสีแดงก่ำราวกับแสงสีแสดยามพระอาทิตย์อัสดง

ซึ่งครีแวนก็พยายามที่จะสงบสติอารมณ์ของตนอยู่นาน จนในที่สุดใบหน้าสวยก็กลับมาเป็นปกติและสิ่งที่กลับมาเป็นปกติอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือจังหวะการเต้นของหัวใจ ศีรษะที่ถูกปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีแปลกตาสะบัดไปมาเพื่อไล่ความคิดแปลก ๆ ให้ออกไปจากสมองก่อนที่เขาจะลุกขึ้นออกจากอ่างเพื่อออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่รอคอยตนอยู่ เสือคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาดถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่ก่อนเจ้าของร่างโปร่งบางนั้นจะก้าวเดินออกไปจากห้องอาบน้ำ

และทันทีที่ครีแวนก้าวพ้นจากบานประตูสิ่งที่ปรากฏออยู่ตรงหน้าของครีแวนนั้นคือความว่างเปล่า นัยน์เนตรสีไพลินนั้นปรายตามองไปรอบ ๆ กาย หากแต่ชายหนุ่มที่สมควรจะอยู่ภายในห้องนี้กลับไม่อยู่ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ครีแวนถึงกับทอดถอนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากแต่ความรูสึกพวกนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเวลาผ่านไปอีกสักพักหนึ่งบานประตูบานใหญ่ที่เชื่อมกับห้องทำงานก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเดินตามเข้ามา

ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ยังอยู่ในชุดสูทตัวเดิมเหมือนเมื่อสักครู่หากแต่เมื่อนัยน์เนตรคมสีโกเมนปรายตาหันมาพบกับร่างบางที่ยืนนิ่งงัน พลันรอยยิ้มร้ายก็ผุดขึ้นมาที่มุมปาก เขาค่อย ๆ เก้าเดินเข้าไปหาร่างโปร่งบางและเป็นเช่นเดียวกันกับร่าง ๆ นั้นที่ค่อย ๆ ถอยหนีทีละก้าวจนในท้ายที่สุดผู้ที่เป็นฝ่ายถอยหนีก็จนมุม ร่างโปร่งบางนั้นสะดุดและหงายหลังขึ้นไปนอนแผ่อยู่บนเตียงชายเสื้อคลุมอาบน้ำนั้นถูกล่นขึ้นจนเกือบเห็นส่วนอ่อนไหวที่ถูกปกปิดอยู่ภายใน

“นี่…ฉันขอยกเลิกข้อเสนอกับนาย” เสียงหวานเอ่ยสั่นเครือ หากแต่ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของคำสัญญานั่นกลับส่ายหัวปฏิเสธ มือกร้านทั้งสองข้างค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อสูทเนื้อดีที่ตนใส่ออกช้า ๆ

“ฉันไม่ยอมรับในคำพูดของนาย” เสียงทุ้มเอ่ยตอบกลับ มือกร้านนั้นเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ตัวเองสวมใส่ออกช้า ๆ ที่จริงแล้วตัวของเฮลาสเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบประวิงเวลาอะไรแบบนี้หรอก หากแต่ตนได้เห็นสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ของคนตรงหน้าความรูสึกที่อยากจะ ‘แกล้ง’ มันก็ประทุขึ้น มือกร้านค่อย ๆ โยนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดของตนออกพรอมกับเดินเข่าขึ้นเตียงไปหาร่างโปร่งบางนั่น

“โอย ฉันไม่เอาของ ๆ นายแล้วส่วนน้องสาวฉัน ฉันดูแลเองได้” ครีแวนเอ่ยคืนของที่ตนนั้นได้ตกลงไว้ทั้งหมด ซึ่งมีหรือชายหนุ่มที่มีนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ จะยอม ซึ่งแน่นอนเขาไม่ยอมรับข้อเสนอที่อีกฝ่ายมอบให้ริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มเสียงทุ้มเอ่ยตอบออกไปอย่างเย็นชา “ฉันให้อะไรกับใครไปแล้วฉันไม่รับคืน” สิ้นเสียงทุ้มร่างสูงนั้นก็ขึ้นคร่อมร่างโปร่งบางนั่นทันที มือหยาบข้างหนึ่งรวบมือของร่างโปร่งบางนั่นไว้เหนือหัว ส่วนอีกข้างหนึ่งค่อย ๆ ปลดปมเชือกของเสื้อคลุมอาบน้ำ และเมื่อปมเชือกคลายหน้าที่ต่อไปของมือกร้านก็คือการปลดอาภรณ์ของร่างโปร่งบางนี้ ซึ่งมันก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย เรือนกายขาวสะอาดนั้นประจักษ์แก่สายตา ขาเรียวยาวพยายามบิดไขว้กันเพื่อปิดบังของสงวนของตนเองเอาไว้

“มองบ้าอะไรหันไปทางอื่นเลย อ่ะ…อื้อ” เสียงหวานกล่าวไล่แต่เจ้าของคำพูดนี้ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้จนจบประโยค พลันใบหน้าหล่อเหลาก็โน้มศีรษะลงก่อนจะขบเม้มลงบนยอดอกสีชมพูหวานนั่น ลิ้นกร้านไล่เลียยอดอกราวกับว่ามันเป็นลูกเชอร์รี่ที่แสนหอมหวานก่อนจะดูดกลืนมันไปจนหมด

ร่างโปร่งบางแอ่นอกรับดวยความเสียวซ่านมือบางที่ถูกรวบไว้เหนือหัวตอนนี้ถูกคลายออก หากแต่ผู้เป็นเจ้าของมือทั้งสองข้างนั้นกลับไม่สามารถยกมันขึ้นมาเพื่อปัดป้องหรือปฏิเสธการกระทำของอีกฝ่ายได้ เรียวขาขาวเหยียดยันไปที่เตียงมือทั้งสองข้างนั้นจิกลงไปบนผ้าปูที่นอนจนเป็นรอย

“อะ…อื้อ…” เสียงครางแว่วหวานนันดังไปทั่วห้องซึ่งเสียงพวกนั้นไม่ได้ทำให้ตัวของเฮลาสนั้นรำคาญเลยสักนิด ซ้ำมันกลับฟังแลวระรื่นหูด้วยซ้ำ ใบหน้ากร้านคมเปลี่ยนจากยอดอกด้านขวาไปด้านซ้ายก่อนจะใช้ลิ้นดุนดันและดูดเม้มอีกเช่นเดิม ตอนนี้แผ่นอกสีนวลนั้นเต็มไปด้วยรอยตรีตราจองสีกุหลาบ ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยไปด้วยราคะที่พุ่งขึ้นสูง

‘ต้องการมากกว่านี้อยากให้เขาสัมผัสมากกว่านี้’ และเมื่อสติสัมปชัญญะนั้นหายไป ร่างโปร่งบางร่างนี้ก็กับกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานในฤดูติสัด ใบหน้าสวยนั้นแดงก่ำไพลินน้ำงามที่ประดับอยู่บนดวงหน้าขาวนั้นเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ขาเรียวยาวทั้งสองข้างแยกออกมือทั้งสองข้างค่อยจับใบหน้าของร่างสูงให้ขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตน คราวนี้รสจูบนั้นไม่ได้หวานละมุมหรืออ่อนโยนอีกแล้ว ลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดตอบสนองกันอย่างร้อนแรงและเมื่อชายหนุ่มร่างสูงถอนริมฝีปากตนออกน้ำสีใสก็ไหลเยิ้มตามออกมา ริมฝีปากบางค่อย ๆ ไล้เลียริมฝีปากหนานั้นช้า ๆ ก่อน สัมผัสครั้งต่อมาจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มือบางโอบรอคอแกร่งราวกับว่าถ้าตนปล่อยมือนั้นร่างสูงร่างนี้จะหายไปทันที และก็เป็นเช่นเดียวกันกับร่างสูงมือกร้านทั้งสองข้างนั้นก็โอบรัดรอบคออีกฝ่ายอย่างหวนแหนเช่นกัน

การแลกจูบนั้นยังคงดำเนินต่อไปอีกสักพัก ในท้ายที่สุดการเชื่อมต่อกันทางริมฝีปากก็ไม่เพียงพอกับคนทั้งสองอีกแล้ว ริมฝีปากหนาละออกก่อนจะจับให้อีกฝ่ายนอนคร่อมตนโดยให้ใบหน้าสวยนั้นหันหัวไปทางอีกฝั่งแทน ซึ่งสิ่งที่เฮลาสต้องการจะทำในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่เพียงการและจูบอีกแล้ว ลิ้นกร้านค่อย ๆ ไล้เลียส่วนอ่อนไหวของร่างโปร่งบางส่วนนิ้วแกร่งนั้นค่อย ๆ แทรกสอดเข้าไปในช่องทางรักสีหวานนั่นอย่างช้า ๆ

การปรนเปรอทั้งด้านหน้าและช่องทางด้านหลังของชายหนุ่มร่างสูงนั้นแทบจะทำให้ครีแวนปลดปล่อยออกมานับครั้งไม่ถ้วนถ้าไม่ติดที่อีกฝ่ายนั้นแกล้งเย้าแหย่เขาก่อน เพราะทุกครั้งที่เขาจะปลดปล่อยความต้องการของตนเองออกมามือกร้านของคน ๆ นั้นก็จะหยุดมือลงแล้วปล่อยให้ครีแวนนั้นส่ายสะโพกอ้อนวอนอย่างหน้าอาย และเมื่อเขาเริ่มเอ่ยปากร้องขอชายหนุ่มคนนั้นก็จะเริ่มปรนเปรอเขาอีกครั้งหากแต่มันก็วนกลับไปเป็นเช่นเดิมเพราะเมื่อตนนั้นจะปลดปล่อยความต้องการออกมามือแกร่งนั้นก็จะหยุดมือลงเสียทุกครั้ง จนในที่สุดครีแวนก็ไม่สามารถอดทนอต่อไปอีกได้ ริมฝีปากบางค่อย ๆ งับปลายซิบกางเกงเนื้อหนาของอีกฝ่ายลงพร้อมกับปลดปล่อยแก่นกายที่พองนูนด้วยอารมณ์ออกมา ใบหน้าสวยมองแก่นกายอันแสนใหญ่โตที่อยู่ตรงหน้าก่อนเขาจะใช้ริมฝีปากตนครอบครองมันไปจบหมดสิ้น ลิ้นเรียวค่อย ๆ ไล้เลียแก่นกายของอีกฝ่ายช้า ๆ หากแต่เมื่อริมฝีปากนั้นไปบรรจบที่ส่วนปลายริมฝีปากสีสดนั้นก็จะแกล้งเม้มริมฝีปากให้อีกฝ่ายสะดุ้งเสียทุกครั้ง

ในตอนนี้คนทั้งสองไม่มีใครยอมกันอีกแล้วร่างสูงแกร่งใช้ริมฝีปากครอบครองแกนกายอีกฝ่ายนิ้วแกร่งนั้นค่อย ๆ เตรียมความพร้อมและปรนเปรอร่างโปร่งบางของอีกฝ่ายและเช่นเดียวกันกับร่างโปร่งบางที่อยู่ด้านบนใบหน้าสวยนั้นละเลียดชิมความเป็นชายของอีกฝ่ายราวกับว่ามันเป็นของเลิศรสสะโพกบางของตนนั้นพลางส่ายหยอกเย้าอีกฝ่ายน้อย ๆ และถ้าหากจะให้เปรียบการกระทำของคนทั้งสองคนว่าคล้ายคลึงกับอะไรก็คงเปรียบได้กับสัตว์เดรัจฉานที่กำลังมัวเมาไปกับการร่วมรักที่แสนเร้าร้อน

คนทั้งสองยังคงปรนเปรอซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนท้ายที่สุดฝ่ายที่ปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาก่อนก็เป็นครีแวน น้ำสีขาวขุ่นนั้นไหลออกมาจากร่างโปร่งบางจนมันเปรอะใบหน้าส่วนหนึ่งของร่างสูงริมฝีปากบางละออกจากแก่นกายอันแสนใหญ่โตของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงใบหน้าสวยนั้นซุกลงไปที่ท้องน้อยชายชายหนุ่มร่างสูงอย่างอ่อนแรงสะโพกบางยังคงแอ่นขึ้นน้ำรักของร่างโปร่งบางนั้นยังคงไหลรินออกมา

นั่นอาจจะเป็นเพราะตัวของครีแวนนั้นไม่เคยได้ปลดปล่อยมันออกมาเลยหลังจากที่เขาได้เดินออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เฮลาสรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ร่างสูงค่อย ๆ จับให้ใบหน้าสวยหันกลับมานั่งเผชิญหน้ากับตัวเขา ร่างโปร่งบางนี้อ่อนแรงจนต้องเอนซบไปที่แผ่นอกอีกฝ่าย

“ทำความสะอาดให้หน่อยสิครีแวน…ฉันรู้ว่านายไม่ได้ต้องการแค่นี้หรอกถ้าทำดีฉันจะให้รางวัล” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูและเมื่อเสียงนั้นเอ่ยจบลงริมฝีปากหนาก็เริ่มขบเม้มไล้ตามซอกคอขาวอีกครั้งใบหน้าสวยเอียงคอให้อีกฝ่ายสัมผัสและเมื่อชายหนุ่มคนนั้นสูดดมและลิ้มรสเรือนร่างขาวสะอาดจนพอใจแล้วหน้าที่ต่อไปของครีแวนก็คือการทำความสะอาดร่างกายให้กับร่างสูงตรงหน้า

ใบหน้าสวยโน้มลงไปเลียทำความสะอาดน้ำรักของตนตรงบริเวณแผ่นอกกว้างลิ้นเล็กนั้นเลียสะเปะสะปะอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางแต่สุดท้ายริมฝีปากบางนั้นก็จัดการแผ่นอกกว้างนั้นจนสะอาดและเขาก็ไม่ลืมที่จะทิ้งรอยจูบเม้มของตนไว้บ้างประปราย

“เด็กดี” มือกร้านแทรกนิ้วมือตนเข้าไปในกลุ่มเส้นผมสีแปลกตาก่อนจะลูบไล้อย่างเบามือ “แบบนี้ก็ต้องให้รางวัลอย่างที่พูดเอาไว้” สิ้นเสียงทุ้มร่างโปร่งบางก็ถูกผลักให้นอนราบไปที่เตียง เรียวขาขาวถูกแยกออกกว้างอีกครั้งเพื่อรองรับสิ่งที่ใหญ่โตให้แทรกเข้ามาทางด้านใน

แต่ส่วนปลายที่อีกฝ่ายพยายามที่จะดันเข้ามามันถึงกับทำให้ร่างของครีแวนสะดุ้งออกมาเฮือกใหญ่ช่องทางรักนี้นั้นไม่ได้ผ่านการร่วมรักมานานแล้วการที่จะแทรกส่วนที่ใหญ่โตของชายหนุ่มผู้มีดวงเนตรสีโกเมนนั้นคงจะลำบากเสียหน่อย ร่างสูงทำท่าจะผละออกเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับช่องทางสวาทนี้อีกครั้งหากแต่เรียวขาขาวกลับเกี่ยวกระหวัดรอบเอวแกร่งราวกับไม่อยากให้อีกฝ่ายถอนมันออก ริมฝีปากหนาคลี่รอยยิ้มร้ายขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำตามคำเรียกร้องของร่างที่อยู่เบื้องล่าง

มือแกร่งยกขาทั้งสองข้างให้สูงขึ้นก่อนจะแทรกแก่นกายของตนเข้าไปทางด้านในอย่างรุนแรง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นทำให้ครีแวนสะดุ้งเฮือกและครวญครางออกมาไม่เป็นภาษา หากแต่ความเจ็บปวดเพียงแค่นั้นก็ไม่อาจที่จะทำให้ร่างที่รองรับแก่นกายอันแสนใหญ่โตนั้นลืมเลือนความต้องการของตนได้ ร่างโปร่งบางนั้นนิ่งค้างไปสักพักจนท้ายที่สุดช่องทางสีหวานนั้นก็พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของเฮลาสได้

ใบหน้าคมโน้มลงไปพรมจูบทั่วใบหน้าขาวและมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออกตามความต้องการของตน ท่อนแขนเรียวบางโอบรัดรอบคออีกฝ่ายแน่นเรียวขาขาวนั้นยังคงแยกออกกว้างขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายแทรกตัวเข้ามาได้ลึกขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าสวยนั้นแดงก่ำนัยน์เนตรสีนำทะเลลึกระรื่นไปด้วยน้ำตา

“แรงกว่านี้…ลึกกว่านี้ อะ…อะ….อื้อ” เสียงหวานเอ่ยร้องขอซึ่งในท้ายประโยคก็ไม่ลืมที่จะหลุดครางหวาน ๆ ให้อีกฝ่ายฮึกเฮิมเล่น ซึ่งความจริงแล้วต่อให้ครีแวนไม่เอ่ยร้องขอเฮลาสก็ตัดสินใจที่จะแทรกตัวให้ลงลึกไปกว่านี้และตอกย้ำให้คน ๆ นี้รู้ว่าทุกส่วนของร่างกายตนนั้นเป็นของเขาเพียงผู้เดียว

ร่างสูงพยายามแทรกตัวลึกลงไปให้ถึงที่สุด ซึ่งร่างที่นอนระทวยอยู่ใต้ร่างของเฮลาสก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ยิ่งเขาแทรกตัวลงไปลึกมากเท่าไหร่ช่องทางสวาทนั่นก็ยิ่งดูดกลืนแก่นกายของเขามากขึ้นเท่านั้น และเช่นเดียวกันในเวลาที่เขาถอนความเป็นชายของตนออกจากช่องทางรักนั่นสะโพกบางก็ขยับตามราวกับกว่าไม่ต้องการให้เขาจากไปไหน การกระทำที่แสนน่ารักน่าชังเช่นนี้ของครีแวนทำให้เฮลาสพึงพอใจเป็นอย่างมาก ยิ่งอีกฝ่ายร้องของเขาก็ยิ่งอยากตอบสนอง

แกนกายอันแสนใหญ่โตนั้นยังคงขยับเข้าออกอย่างไม่หยุด เสียงดูดกลืนที่ดังออกมาจากช่องทางรักนั้นยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุดความต้องการที่มากล้นก็มาถึงขีดสุดเฮลาสกระแทกแกนกายของตนเขาสู่ช่องทางสีฉ่ำนั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเขาจะปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาทั้งหมด ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากตัวของครีแวนเลย หยาดน้ำสีขาวขุ่นไหลออกจากแกนกายจนเปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าท้องขาว ร่างโปร่งบางนั้นหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนหากแต่เขาก็ยังรูสึกว่าร่างกายของตนนั้นยังอยากให้ร่างตรงหน้าครอบครองเขาอีกและความคิดนั่นมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับชายหนุ่มร่างสูงเลยสักนิด ใบหน้าคมก้มลงไปประทับริมฝีปากพร้อมกับเริ่มดูดเม้มรีมฝีปากบางนั่นอีกครั้ง ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดอย่างหื่นกระหายพร้อม ๆ กับช่องทางรักที่เริ่มคับแน่นเพราะแก่นกายอันแสนใหญ่โตอีกครั้ง

บทเพลงรักที่ทั้งสองสรรค์สร้างยังคงบรรเลงต่อไปและดูเหมือนว่าคืนนี้มันก็คงจะไม่จบลงง่าย ๆ เช่นเดียวกัน

เมื่อแสนแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างร่างโปร่งบางที่เหนื่อยอ่อนจากเกมส์รักเมื่อคืนก็ลืมตาตื่นขึ้น ความจริงแล้วถาจะให้พูดว่าเกมส์รักเมื่อคืนก็คงไม่ถูกนักแม้พวกเขาจะเริ่มกิจกามกันตอนหัวค่ำแต่กว่าชายหนุ่มร่างสูงนั้นจะเลิกทำก็ปาเข้าไปเกือบเช้า มือบางถูกยกขึ้นมาขยี้ตาเบา ๆ หากแต่ความรู้สึกแรกที่ครีแวนสัมผัสได้หลังจากขยับตัวนั่นก็คือแก่นกายของอีกฝ่ายนั้นยังคงเชื่อมติดกับช่องทางรักของเขาและสภาพในตอนนี้นั่นก็คือเขานอนซ้อนทับอยู่บนแผ่นอกกว้างของอีกฝ่าย ใบหน้าสวยนั้นขึ้นสีแดงก่ำและทุกครั้งที่ครีแวนพยายามขยับเพื่อถอนแกนกายของอีกฝ่ายออกจากร่างกายตนเสียงครางเล็ก ๆ ก็หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางทุกครั้ง “อื้อ…อ่ะ” และไอ้เสียงครางเล็ก ๆ ที่หลุดลอดออกมานั้นมันก็ไม่ได้เป็นเสียงที่เบา ๆ เลย

นัยน์เนตรสวยหลับตาลงก่อนจะลืมขึ้น มือบางทั้งสองข้างพยายามยันกายตนให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อถอนแกนกายอีกฝ่ายออก หากแต่ในขณะที่ร่างโปร่งบางยันกายลุกขึ้นนั่นความเป็นชายที่แสนใหญ่โตอยู่แล้วมันกับขยายใหญ่ขึ้นอีก คราวนี้ไม่ใช่แต่ครีแวนแล้วที่ลืมตาตื่นชายหนุ่มร่างสูงที่เหนื่อยอ่อนจากเกมส์รักก็รูสึกตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำก้มมองลงไปที่อีกฝ่าย มือบอบบางนั้นพยายามปิดกลั้นเสียงร้องครางของตนเอาไว้ คราวนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ผิดพลาดครั้งแรกในชีวิตของเฮลาสเสียแล้ว ไม่เพียงแค่ร่างตรงหน้าเขาเกิดอารมณ์หากแต่ตัวของเขาก็เกิดอารมณ์ด้วยเช่นกัน

ทั้ง ๆ ที่ครอบครองร่าง ๆ นี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วทำไมถึงไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด แถมยิ่งเขาครอบครองมากขึ้นเท่าไหร่ความหอมหวานของร่าง ๆ นี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นทุกครั้ง ร่างสูงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งมือกร้านค่อย ๆ แกะมือบางที่ปิดกั้นริมฝีปากของตนเองออก

“ร้องออกมาสิฉันอยากฟังเสียงของนายครีแวน” เสียงทุ้มเอ่ยร้องขอซึ่งนี่น่าจะเป็นการร้องขอครั้งแรกในชีวิตของเฮลาสเช่นกันและเมื่อสิ้นเสียงพูดริมฝีปากหนาก็ประทับจูบลงไปที่ริมฝีปากสีฉ่ำนั่นอีกครั้ง มือกร้านค่อย ๆ ประคองสะโพกบางขึ้นและปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนนำเกมส์รักในครั้งนี้

มันไม่มีการเล้าโลม ไม่มีการบังคับฝืนใจทั้งเฮลาสและครีแวนปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ริมฝีปากทั้งสองแลกรสจูบอันแสนหอมหวานส่วนด้านล่างก็แทรกสอดและบีบรัดอย่างเร้าร้อน  มือบางตวัดโอบรอบคออีกฝ่ายและเช่นเดียวกับมือกร้านที่โอบรัดรอบเอวบางนั้นอย่างหวงแหน บทรักที่แสนอ่อนโอนและหอมละมุนยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเชื่องช้าจนในที่สุดคนทั้งคู่ก็ปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาอีกครั้ง

เฮลาสหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและเช่นเดียวกับครีแวนที่นอนหมดแรงซบไปที่บ่าของชายหนุ่ม ใบหน้าสวยขึ้นสีเรื่องด้วยความเขินอายก่อนร่างโปร่งบางนี้จะถูกประคองให้นั่งชันเข่าเพื่อที่ชายหนุ่มร่างสูงนั้นจะได้ถอนแกนกายออก และเมื่อชายหนุ่มถอนกายออกไปหยาดน้ำรักสีขาวขุ่นหากแต่มันเจือไปด้วยหยาดโลหิตก็ไหลรินออกมาจากท่องทางรัก ใบหน้าสวยนั้นยิ่งขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายท่อนแขนบอบบางพยายามดันร่างของชายหนุ่มให้ถอยห่างจากตน

“ถอยออกไปฉันจะไปอาบน้ำ” ริมฝีปากเอ่ยไล่หากแต่มือกร้านยังคงตวัดรวบเอวให้ร่างโปร่งบางนั้นเข้าไปแนบชิด “เดียวพาไป” เสียงทุมเอ่ยตอบพรอมกับตวัดร่างโปร่งนั้นอุ้มขึ้น มือกร้านกดศีรษะให้ใบหน้างามนั้นฝังลงไปในแผ่นอก การกระทำเช่นนี้ของเฮลาสทำให้ใบหน้าสวยยิ่งขึ้นสีแดงก่ำยิ่งกว่าเก่า แต่สิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งบางนี้หน้าแดงนั้นไม่ใช่เพราะการร่วมรักเมื่อสักครู่ หรือเขินอายเนื่องจากเรียวขาของเขานั้นเปรอะเปื้อนไปน้ำรักของอีกฝ่ายหากแต่สิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งบางนี้เขินอายก็เป็นเพราะการกระทำที่แสนอ่อนโยนซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาคมเข้มนั่นสักเท่าไหร่ และเมื่อร่างสูงสง่านั้นก้าวเดินมาถึงห้องอาบน้ำร่างโปร่งบางก็ถูกจับให้นั่งซ้อนตักของชายร่างสูง ไหล่บางสั่นละริกมือทั้งสองข้างจับขอบอ่างแน่น

ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ครีแวนสั่นเป็นลูกนกแบบนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวของชายหนุ่มที่มีนามว่าเฮลาส…ริมฝีปากหนาไล่จูบตามแนวกระดูกสันหลังนัยน์เนตรคมกริบสีเปลวเพลิงนั้นวาวโรจน์ขึ้นเมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนตนแสดงปฏิกิริยาที่แปลกไปออกมา

“พอได้แล้วน่า…ฉันจะรีบอาบน้ำแล้วรีบไป” ร่างโปร่งบางเอี้ยวตัวหันไปดันใบหน้ากร้านคมของอีกฝ่ายร่างทั้งร่างค่อย ๆ กระเถิบหนีอีกฝ่ายช้า ๆ และเมื่อร่างโปร่งบางนั้นถอยออกห่างมาได้ประมาณหนึ่งร่างเล็กก็ลุกขึ้นออกจากอ่างอาบน้ำไป ใบหน้าสวยยังคงขึ้นสี ริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น และเมื่อร่างโปร่งบางนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำ เสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ครีแวนรีบใส่เสือผ้าพวกนั้นอย่างรีบเร่งก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้อง ๆ นี้อย่างรวดเร็วและตัวของครีแวนก็ไม่ลืมที่จะหยิบอาวุธคู่กายตนออกไปจากห้อง ๆ นี้ด้วย

ขาเรียวยาวเดินออกจากห้องและมุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ต้องคาดเดาว่าจะเป็นที่ไหนถ้าไม่ใช่คฤหาสน์ฝั่งตะวันตกหรือที่ ๆ เขาฝากน้องสาวเอาไว้ และเมื่อร่างโปร่งบางเดินมาถึงหน้าประตูห้องมือบางก็รีบเปิดประตูเข้าไปด้านในทันที

“วิเวียนอยู่ไหน ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย” เสียงหวานเอ่ยเรียกผู้เป็นน้องสาว หากแต่คำตอบที่ร่างโปร่งบางได้รับนั้นคือความเงียบงัน คิ้วเรียวยาวขมวดเป็นปมแน่นเมื่อตนไม่เห็นใครอยู่ภายในห้อง ‘วิเวียนไม่น่าไปไหนได้นี่หรือว่าไอ้เด็กนั่น’ ครีแวนคิดในทางแง่ร้ายเอาไว้ก่อนร่างโปร่งบางเร่งสาวเท้าพาตัวเองเข้าไปในห้องและหยุดลงที่บานประตูบานหนึ่งที่สามารถเปิดเชื่อมไปถึงห้องพักส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของห้องได้

และครีแวนก็ไม่คิดที่จะเคาะประตูเป็นมารยาทมือบางจับลูกบิดและเดินเข้าไปในห้องทันที และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือเตียงสี่เสาที่ตั้งอยู่กลางห้องและที่เด่นสะดุดตาไปกว่านั้นนั่นก็คือร่างเล็กของเด็กสาวที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานั่น ครีแวนหละอยากจะเดินเข้าไปเขกหัวน้องสาวคนนี้สักทีแต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรตามความคิด บ่าข้างหนึ่งของครีแวนก็ถูกสะกิดเบา ๆ พร้อมกับถ้อยคำทักทายยามเช้า “สวัสดีตอนเช้าครับ กว่าคุณจะมารับน้องสาวได้นี่ใช้เวลานานเอาเรื่องเลยนะครับ” ครีแวนรีบหันหลังกลับไปทางต้นเสียงซึ่งไม่ต้องคาดเดาอะไรให้มากความเพราะคนที่เอ่ยถอยคำพวกนี้ก็คือเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องและเป็นเจ้าของเตียงที่ผู้เป็นน้องสาวของเขานอนหลับอยู่ ครีแวนมองร่างตรงหน้าที่ยังไม่ตื่นดีก่อนจะเอ่ยทักทายและขอบคุณด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “ไง…เอ้ยสวัสดีตอนเช้า…เอ่อ…แล้วก็ขอบคุณที่ดูแลและเสียสละที่นอนให้น้องสาวตัวแสบของฉันนะ”

ซึ่งคำขอบคุณนั่นเด็กหนุ่มโบกมือแทนคำพูดก่อนเขาจะสาวเท้าเดินตรงไปยังเตียงนอนของตน เด็กหนุ่มล้มทับร่างของเด็กสาวและการกระทำนั่นทำให้เด็กสาวถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“อะไรเนี่ยหนักเป็นบ้าออกไปเลยนะเราจะนอน” เด็กสาวสะดุ้งตื่นพร้อมกับใช้เท้าของตัวเองออกแรงยันไปหมายให้มันไปโดนอีกฝ่ายที่เข้ามารบกวน หากแต่เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับไม่ยอมให้ร่างเล็กนั้นทำแบบนั้นได้มือกร้านจับขาทั้งสองข้างรวบไว้พร้อมกับนำผ้าห่มผืนใหญ่มาพันรอบ ๆ ตัวของเด็กสาว และเมื่อตัวกวนใจไม่อยู่ทีนี้คาร์เร่ก็ได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที ใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยซุกหน้าลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลง

ครีแวนมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง นัยน์เนตรสีน้ำทะเลมองร่างของผู้เป็นน้องสาวที่โดนปราบซะอยู่หมัดแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ‘ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นยัยน้องสาวตัวแสบสิ้นท่าแบบนี้มาก่อนแต่แบบนี้ก็ดีไปอีกแบบหนึ่งแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เอาผามัดปากเอาไว้ถึงได้ส่งเสียงโวยวายแบบนี้’ ครีแวนส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอาก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะก้าวเดินเข้าไปใกล้กองผ้าห่มที่ห่อตัวผู้เป็นน้องสาวของเขาเอาไว้

“นี่วิเวียนฉันมีเรื่องจะบอก” เสียงหวานเอ่ยกับผู้เป็นน้องสาวถ้อยคำนี้ทำให้เสียงแหลมเล็กละความสนใจจากเด็กหนุ่มมาเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด

“ต่อจากนี้ไปเธอต้องอยู่ที่นี่…แล้วคาร์เร่จะกลายเป็นคนดูแลเธอ ฉันคุยกับเจ้าของที่นี่เอาไว้แล้ว” ครีแวนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหากแต่ผู้ฟังทั้งสองคนกลับไม่ได้รู้สึกนิ่งตามเสียงพูดไปด้วย

เพราะทันทีที่ครีแวนนั้นเอ่ยจนจบประโยคคาร์เร่ลืมตาตื่นเต็มที่พร้อมกับลุกขึ้นนั่งและมันก็ไม่ต่างอะไรไปกับเด็กสาวผู้มีดวงเนตรสองสีที่ดิ้นจนหลุดออกจากกองผ้าห่มทันทีที่ได้ถ้อยคำที่พี่ชายตนพูดออกมา ทั้งสองต่างหันหน้าไปจ้องใบหน้าสวยของชายหนุ่มผู้ที่เข้ามาใหม่นัยน์เนตรสองสีที่สองคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถามและพวกเขาก็ต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้! “ครีแวนอธิบายมาเดี๋ยวนี้ทำไมเราต้องให้ตาบ้านี่ดูแลด้วย / คุณครีแวนครับผมต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วนรวมไปถึงข้อตกลงที่คุณทำไว้กับน้าชายของผม” หากแต่คำถามพวกนั้นกับไร้คำตอบกลับจากร่างโปร่งบาง ครีแวนเดินหันหลังให้ทั้งสองก่อนจะรีบเร่งสาวเท้าเดินออกจากห้อง

ที่ครีแวนไม่อยากพูดหรืออธิบายอะไรออกไปนั้นนั่นก็เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ผู้เป็นน้องสาวของตนเป็นห่วง ถึงวิเวียนจะดูแก่นแก้วและเข็มแข็งแต่ความจริงแล้วเธอก็เป็นเพียงแค่เด็กสาวที่อายุ 14 ปีเท่านั้น เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้รู้จักโลกอีกด้านที่แสนอันตรายอย่างโลกในตอนนี้ที่เขายืนอยู่ เขาอยากให้ผู้เป็นน้องสาวอยู่ในโลกที่มีแสงสว่างและความหวังไม่ใช่ต้องมาใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงว่าตนจะโดนฆ่า หรือตนจะตายเมื่อไหร่แบบเขาขาทั้งสองข้างค่อย ๆ กาวเดินจากไปโดยทิ้งให้ผู้เป็นน้องสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเตียง “ครีแวนจะทิ้งเราไปจริง ๆ เหรอ เราบอกแล้วไงว่าเราจะไม่ดื้ออีก จะไม่ขัดคำสั่งของครีแวนอีกเราบอกไงว่าเราสัญญา” เสียงสะอืนยังคงกองตามแผ่นหลังหากแต่ครีแวนก็ต้องทำเป็นใจแข็งเดินจากมา

นัยน์เนตรสองสีของเด็กหนุ่มได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางนั่น เขาพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมเจ้าของร่างโปร่งบางถึงทำเช่นนี้ มือกร้านยื่นมือไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเรือนผมยาวสีน้ำเงินอย่างเบามือ ริมฝีปากหนาพลางกล่าวปลอบขวัญร่างเล็กกว่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “พี่ชายของเธอคงมีเหตุผลที่ทำแบบนี้นั่นล่ะ การที่เขาเลือกให้ฉันดูแลเธอคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเพราะเขาไม่อยากให้เธอเป็นอันตรายถึงตัดสินใจให้พวกเราปกป้องเธอในตอนที่เขาไม่อยู่”

ยิ่งคาร์เร่พูดเด็กสาวยิ่งส่งเสียงสะอื้น นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ชายของเธอพูดแบบนี้ออกมาซึ่งคำพูดพวกนี้มันช่างเหมือนตอนที่พ่อและแม่พูดก่อนที่เขาจะจากไป มือบางค่อย ๆ ปาดน้ำตาออกก่อนจะรีบเร่งลุกขึ้นเพื่อไปเอ่ยรั้งไม่ให้พี่ชายไป

“เราจะไปห้ามครีแวนและนายต้องไปกับเราด้วย” สิ้นเสียงพูดร่างเล็กนั่นกระโดดลงจากเตียงทันทีและเธอไม่ลืมที่จะใช้มือของตนดึงร่างสูงกว่าให้ลงจากเตียงตามมา

เมื่อครีแวนเดินออกจากคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกได้สักพักร่างโปร่งบางนั้นก็เซเข้าไปพิงกับกำแพง เขาไม่ได้อยากจะทำให้ผู้เป็นน้องสาวนั้นหลั่งน้ำตาออกมาเลย หากแต่มันก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้นิสัยของเด็กคนนั้น ยิ่งหามเหมือนยิ่งยุ และถายิ่งไม่ห้ามเด็กคนนั้นก็จะรีบวิ่งตาม นัยน์เนตรสวยนั้นปรือหลับลงใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

ทั้ง ๆ ที่สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ทำให้เด็กคนนั้นร้องไห้แต่เขาก็เผลอทำมันลงไปเสียแล้ว ริมฝีปากบางเอ่ยพูดกับตัวเองมือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมากุมบริเวณแผ่นอก แต่กระนั้นหากเขาต้องผิดสัญญาแล้วทำให้เด็กคนนั้นปลอดภัยเขาก็ยอม…เมื่อครีแวนปรับความคิดของตนให้คงที่ ริมฝีปากบางก็ทอดถอนลมหายใจออกมายาวเหยียดราวการกระทำเช่นนี้ราวกับว่ามันเป็นเครื่องช่วยปลดปล่อยความเครียดและความกังวลออกมา หากแต่ในขณะที่ร่างโปร่งบางนี้กำลังทอดถอนลมหายใจ ร่างสูงสง่าของผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ก็ปรากฏใบหน้ากร้านคมนั้นแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนเลยว่าในตอนนี้เขากำลังโกรธอยู่และคนที่ทำให้เขาโกรธก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าของร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

‘คงรู้แล้วหละสิว่าฉันจะไปทำอะไร’ ครีแวนเอ่ยคำพูดนี้ในใจใบหน้าสวยแสร้งตีสีหน้าเป็นปกติกลับไปให้อีกฝ่าย ริมฝีปากบางเตรียมเอ่ยถามอีกฝ่าย หากแต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นนั่นก็เป็นเพราะทันทีที่ริมฝีปากบางจะเอ่ยพูดออกไปมือกร้านก็ตรงเข้ามาบีบที่ลำคอแกร่งส่วนมืออีกข้างออกแรงดันให้ร่างโปร่งบางแนบติดไปกับกำแพง

“…คิดว่าจะปิดฉันได้หรือยังไงคิดว่าฉันไม่รู้เหรอไงว่านายจะไปทำอะไรที่ไหน” ร่างสูงสง่าเค้นเสียงถาม นัยน์เนตรสีเปลวเพลิงนั้นวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ

ใช่แล้วเฮลาส ฟีเลทัสผู้นี้กำลังโกรธซึ่งตัวของเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงรู้สึกแบบนั้นหากแต่เมื่อเขารู้ว่าร่างโปร่งบางที่เป็นของ ๆ เขาจะไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายและมีโอกาสรอดกลับมาน้อยนิด ความโกรธและความไม่พอใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตก็ประทุขึ้นมา

นิ้วกร้านค่อย ๆ บีบตามลำคอขาวอย่างเบามือ นัยน์เนตรคมนั้นจ้องมองไปยังใบหน้าอีกฝ่ายราวกับมันเป็นคำสั่งให้ร่างโปร่งบางนี้เอ่ยตอบ และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนปากแข็งเช่นครีแวนไม่คิดจะเอ่ยพูดอะไรออกไปทั้งสิ้น ทั้งสองคนจองหน้ากันแบบนี้ไปสักพักใหญ่ในท้ายที่สุดชายหนุ่มร่างสูงนั้นก็เป็นฝ่ายยอมแพ้มือกร้านปล่อยมือจากลำคอขาวท่อนแขนแกร่งที่ดันร่างโปร่งบางให้แนบชิดไปกับกำแพงแปรเปลี่ยนมาเป็นรั้งร่างเพรียวบางนั้นเข้ามาสู่อ้อมกอดของตัวเอง “ให้ฉันเป็นห่วงนายไม่ได้หรือยังไงกัน” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแผ่วเบาหากแต่ครีแวนนั้นได้ยินมันเต็มสองรูหู

ตัวของครีแวนไม่เคยโดนใครขอร้องในลักษณะนี้และเขาก็ไม่เคยเรียกร้องคำ ๆ นี้จากใครด้วย หากแต่ชายผูนี้เป็นใครทำไมถือดีมาเป็นห่วงเขา ใบหน้าขาวขึ้นสี มือบางนั้นถูกยกขึ้นไปดันแผ่นอกกว้างให้ถอยห่างออกไป และถ้าจะให้ครีแวนพูดถึงอารมณ์ของตนเองในตอนนี้ก็คงพูดได้ว่า ‘เขากำลังทำอะไรไม่ถูกกับถ้อยคำพวกนั้นและรวมไปถึงความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้’ มือบางยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่แสนแดงก่ำของตัวเองเอาไว้หากแต่มือกร้านกับออกแรงดึงมันออก

“ให้ฉันเป็นห่วงนาย…ไม่ได้หรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ยิ่งทำใหครีแวนรูสึกสับสนยิ่งกว่าเก่าใบหน้าสวยเลือกที่จะเบนหน้าหนีริมฝีปากบางพยายามเค้นเสียงพูดของตนให้เป็นปกติ

“…นั่นมันก็เรื่องของนาย…แต่สิ่งที่ฉันจะทำต่อไปมันเป็นเรื่องของฉัน นายก็รู้ว่าไม่ว่าจะทำยังไงนายก็ไม่สามารถห้ามฉันได้และตัวฉันเองก็รู้ว่ายังไงฉันก็ไม่สามารถห้ามนายได้เช่นกัน” เมื่อเอ่ยจนจบประโยคร่างโปร่งบางก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายชะงักไปเพราะคำพูดของตนมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่มไปให้ ริมฝีปากบางประทับจูบแผ่วเบาลงบนริมฝีปากหนาก่อนจะผละออกและวิ่งจากไป

ครีแวนไม่ได้เอ่ยห้ามอีกฝ่ายว่าไม่ให้ชายร่างสูงผู้นั้นเป็นห่วงตัวเขา…และเขาก็ไม่ได้เอ่ยอีกว่าเขาจะไม่กลับมายังที่แห่งนี้…

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 8

Chapter 8

เมื่อร่างสูงโปร่งก้าวผ่านพ้นประตูรั้วขาทั้งสองข้างก็รีบสาวเท้าเดินตรงไปยังตัวคฤหาสน์ ในตอนนี้เป้าหมายของร่างโปร่งบางนั้นคือการเข้าไปกระชากคอชายหนุ่มที่มีนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ แล้วกร่นด่ายาว ๆ ไปสักชุดให้สะใจต่อด้วยประเคนหมัดให้ไปสักที หากแต่ความคิดพวกนั้นของครีแวนก็ต้องจบลง เพราะตั้งแต่ร่าง ๆ นี้ก้าวเข้าไปในตัวคฤหาสน์ทั้งสองข้างก็ถูกขนาบด้วยเหล่าการ์ดของตระกูลฟีเลทัส มือทั้งสองข้างถูกไขว้ล็อคไว้ด้านหลังขาทั้งสองข้างถูกเตะตัดให้ทรุดนั่งลงไปกับพื้น ริมฝีปากบางได้แต่กร่นด่าอยู่ในใจหากแต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรตอบโต้ได้เลยสักนิด เจ้าของใบหน้าสวยนั้นถูกจับให้นั่งรออยู่ในห้องโถงของคฤหาสน์ไปสักพักในที่สุดร่างสูงที่คุ้นตาก็สะท้อนเข้ามาในดวงตา ร่าง ๆ นั่นก็คือร่างของเด็กหนุ่มที่เรือนผมสั้นสีแดงดั่งเปลวเพลิงและนัยน์เนตรสองสีที่แตกต่างกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มดูแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเหล่าการ์ดของตนยืมรุมล้อมบางสิ่งอยู่หากแต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยก็ต้องตกตะลึงเพราะร่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั่นก็คือร่างสูงโปร่งที่เคยอยู่ ณ ที่แห่งนี้เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว

“คุณ…กลับมาที่นี่ทำไม” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มเอ่ยถามมือกร้านถูกตวัดให้เหล่าการ์ดที่ล็อคตัวร่างโปร่งบางอยู่ให้ปล่อยเขาเป็นอิสระ และเมื่อครีแวนถูกปล่อย ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาก็ลุกขึ้นยืนมือบางยกขึ้นมาเกลี่ยผมที่ปรกหน้าตนเบา ๆ

“ฉันมาทวงของคืนจากไอ้บ้านั่น มันเอาของ ๆ ฉันไป” เสียงนุ่มเอ่ยตอบมือทั้งสองข้างบิดไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อยจากการถูกล็อคตัวเมื่อสักครู่ ซึ่งเมื่อเด็กหนุ่มที่ได้ยินประโยคพวกนั้นใบหน้าคมก็เลิกคิ้วสูงภายในสมองของเขาพลางคิดว่าน้าชายของตนไปยึดหรือเก็บสิ่งของอะไรของร่างโปร่งตรงหน้า เด็กหนุ่มนึกย้อนกลับไปวันแรกที่ครีแวนได้ถูกจับตัวเมื่อก้าวเข้ามายังคฤหาสน์แห่งนี้ และเท่าที่เขาจำได้ตอนที่เจอร่างสูงโปร่งนี้ครั้งแรกร่างโปร่งบางแทบจะไม่ได้พกอะไรติดตัวเลยเพราะนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่และอาวุธติดตัวแล้วเขาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากนี้ หรือว่าสิ่งที่ร่างโปร่งบางนี้ต้องการได้คืนมันเป็นอาวุธพวกนั้น

“อาวุธของคุณอย่างงั้นหรือครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามซึ่งคำตอบกไม่ได้แตกต่างไปจากที่คาร์เร่คาดเดาสักเท่าไหร่นักเพราะอีกฝ่ายรีบตอบออกมาแทบจะทันทีที่เสียงทุ้มนั้นเอ่ยจบลง “เออ…อาวุธของฉันนั่นล่ะ นายช่วยบอกไอ้บ้านั่นให้รีบเอามาคืนสักที”

สิ้นถ้อยคำพวกนั้นเด็กหนุ่มได้แต่ส่ายศีรษะไปมาเป็นคำตอบ ซึ่งที่เขาต้องตอบออกไปเช่นนั้นนั่นก็เป็นเพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน้าชายของเขาเพิ่งส่งอาวุธของคนตรงหน้าเขาทั้งหมดไปให้ช่างจัดทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้อาวุธพวกนั้นก็ยังไม่ได้คืนเลยสักชิ้นท่าทางการมาที่นี่ในครั้งนี้ของครีแวนจะสูญเปล่าเสียแล้ว

“ขอโทษด้วยครับถ้าหากมันยังอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ผมคงไปหยิบคืนให้คุณได้…แต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์และตอนนี้น้าชายของผมไม่อยู่เสียด้วยผมคงไม่สามารถนำมาคืนให้คุณหรือถามน้าชายให้ได้และถ้าหากคุณต้องการจะรอตามตารางเวลาแล้วน้าชายของผมจะกลับมาถึงที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลังถ้าเกิดคุณรอได้ผมจะนำทางคุณไปยังห้องพักของเขาให้แต่ถ้าไม่ผมคงต้องใช้วิธีเดิมกับคุณโดยการกักตัวคุณไว้และพาไปส่งตอนเที่ยงคืนเหมือนครั้งที่แล้ว” มือแกร่งหยิบสมุดตารางงานของน้าชายตนขึ้นมาอ่าน นัยน์เนตรคมสองสีนั้นมองไล่ตามตัวอักษรที่ตนนั้นได้จดบันทึกไว้ ซึ่งสิ่งที่ตัวของคาร์เร่พูดออกไปนั้นมันไม่เหมือนกับการเป็นทางเลือกเลยสักนิด เพราะไม่ว่าครีแวนจะเลือกทางไหนตัวเขาก็ต้องรอเหมือนกัน ซึ่งส่วนที่มันแตกต่างกันมันก็คือคำพูดเท่านั้นล่ะ โดยถ้าเขาเลือกข้อแรกตัวของครีแวนก็จะได้ ‘นั่งรอ’ ดี ๆ ภายในห้องทำงานสุดหรูของคน ๆ นั้น และหากเขาเลือกข้อสองเขาก็จะโดน ‘กักตัว’ ในอยู่ภายในห้องทำงานของชายร่างสูงนั่นอยู่ดี

ดังนั้นการเลือกข้อสองไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ แต่กระนั้นต่อให้เลือกทางไหนเขาก็ไม่เห็นความต่างของมันอยู่ดี ใบหน้าสวยเบนหน้าหนีมือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาไขว้กันไว้บริเวณแผ่นอก “ไม่ว่าฉันจะเลือกข้อไหนมันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง จะพาฉันไปห้องของไอ้บ้านั่นก็รีบ ๆ ฉันมีธุระที่ต้องทำอีกเยอะ” เสียงนุ่มเอ่ยถ้อยคำจิกกัด ซึ่งเด็กหนุ่มผู้ที่มีนิสัยแทบจะไม่แตกต่างจากน้าชายของตนได้แต่ส่งรอยยิ้มอันแสนกวนประสาทมาให้

ใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยพยักหน้าตอบรับพร้อมกับเดินนำทางร่างโปร่งบางไป หากแต่ในขณะที่ที่ทั้งสองคนจะเดินไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันออกเสียงบานประตูคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กของบุคคลนิรนามที่ถูกผลักเข้ามาทางด้านใน คาร์เร่หันหลังกลับไปมองที่ประตูและเช่นเดียวกันกับครีแวนและทันทีที่ทั้งสองคนเห็นร่าง ๆ นั้นเต็มสายตา ใบหน้าสวยของครีแวนนั้นเบิกตากว้างส่วนใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

บุคคลนิรนามที่แอบตามร่างสูงโปร่งของครีแวนมาตลอดทางนั่นก็คือ ‘วิเวียน เดอ เมอร์เรส’ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ‘น้องสาวตัวแสบของครีแวนนั้นเอง’

เมื่อร่างเล็กที่กำลังส่งเสียงโวยวายเห็นร่างสูงโปร่งของผู้เป็นพี่ชาย ใบหน้าสวยตั้งแต่เยาว์วัยนั้นก็คลี่รอยยิ้มร่างเล็กนั่นก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปหาผู้เป็นพี่ชายของตนทันที มือเล็กนั้นรวบกอดเอวบางใบหน้าสวยนั้นก็ซุกลงไปบนแผ่นอกของผู้เป็นพี่ชายตนด้วยเช่นกัน

ครีแวนได้แต่ยกมือขึ้นมากุมบริเวณศีรษะใบหน้างดงามนั้นส่ายไปมาด้วยความระอา… ‘วิเวียน ยัยน้องสาวตัวแสบเธอนี่มันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดไว้มากโขเลยนะ’ ครีแวนได้แต่ทอดถอนลมหายใจ ส่วนเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ก็หันไปมองใบหน้างดงามราวกับว่าต้องการคำอธิบาย

“ฉันคิดว่าก่อนที่นายจะพาฉันไปรอที่ห้องไอ้บ้านั่น นายคงต้องพาฉันไปที่ห้องของนายก่อนแล้วหละพอดีฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย…เรื่องเกี่ยวกับยัยตัวแสบที่กอดเอวฉันอยู่เนี่ยล่ะ” เสียงนุ่มเอ่ยตอบเด็กหนุ่ม ซึ่งผู้ที่รับฟังถ้อยคำพวกนั้นก็ไม่คิดจะปฏิเสธร่างสูงสง่าของเด็กหนุ่มเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง และนำพาร่างทั้งสองร่างเดินไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกแทน ตลอดทางเดินไม่มีเสียงพูดคุยอะไรเลยสักนิด หากแต่เสียงที่มีคงจะเป็นเสียงสะอื้นเบา ๆ ของเด็กสาวที่กอดเอวบางของผู้เป็นพี่ชายของตนอยู่

ใบหน้าสวยเบ้ปากอย่างเบื่อหน่าย หากแต่มือทั้งสองข้างก็คอยประคองและลูบศีรษะของผู้เป็นน้องสาวตนไปตลอดทาง และใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นักคนทั้งสามคนก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องของเด็กหนุ่ม ผู้เป็นเจ้าของห้องเปิดประตูเชื้อเชิญให้สองคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังเดินเข้าไป “ผมรู้นะครับว่าคุณคิดจะทำอะไร จะฝากน้องสาวของคุณไว้ที่ห้องของผมก่อนแล้วค่อยเข้าไปรอที่ห้องน้าชายของผมสินะครับ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างรู้ทัน หากแต่ที่เด็กหนุ่มคิดมันก็ไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด

“ใช่ฉันจะฝากน้องสาวของฉันไว้ที่ห้องของนายก่อนและมีอะไรจะคุยมากกว่านั้นด้วย” ใบหน้างดงามนั้นเบนหนีมือทั้งสองข้างพยายามแงะร่างเล็กที่เกาะเอวตนแน่นให้ถอยห่างออกไป “วิเวียนปล่อยได้แล้วไม่มีใครทำอะไรเธอแล้ว แต่ต่อให้ทำมันก็ความผิดของเธอที่แอบเข้ามา” ครีแวนกล่าวว่าน้องสาวของตน และเมื่อเด็กสาวได้ยินเช่นนั้นใบหน้าสวยก็เงยหน้าออกจากแผ่นอกของผู้เป็นพี่ชายทันที ดวงหน้าสวยนั้นไม่มีแม้แต่คราบน้ำตา ซ้ำริมฝีปากสีชมพูดเรื่องยังคลี่รอยยิ้มร้ายออกมาเสียด้วย

ซึ่งอย่างที่เห็นเด็กสาวคนนี้ไม่มีอาการหวาดกลัวหรือตกใจอะไรเลยสักนิดเดียวซ้ำยังทำท่าทางตื่นเต้นที่ได้เข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนี้เสียด้วย “นี่ครีแวนที่ทำท่าจะหนีออกมาจากบ้านเพราะจะมาที่นี่เหรอ…ทำไมไม่บอกเราว่าจะมาที่นี่ถ้าบอกนะเราจะยอมให้มาเลยแล้วเราก็จะตามมาด้วย” เสียงแหลมเล็กเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ซึ่งท่าทางของผู้เป็นน้องสาวนั้นมันช่างแตกต่างจากผู้เป็นพี่ชายเหลือเกิน

ครีแวนยืนมองหน้าเด็กสาวด้วยแววตานิ่งสนิทจากนั้นมือบางก็ถูกยกขึ้นพร้อมกับตบใบหน้าขาวนั้นเต็มแรง “ที่ฉันไม่ให้เธอมาเพราะว่ามันอันตราย แล้วนี่หลอกฉันว่าจะไปข้างนอกแต่ดันดื้อแอบตามมาจะให้ฉันว่าเธอแบบไหนดีวิเวียน” ครีแวนตะโกนด่าผู้เป็นน้องสาวเสียงดังมืออีกข้างเตรียมยกขึ้นมาตบผู้เป็นน้องสาวตนอีกสักทีสองที หากแต่ความตั้งใจนั่นก็ถูกยกเลิกด้วยมือของเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่อยู่ภายในห้อง ริมฝีปากบางส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ มือบางพลางสะบัดมือตนให้หลุดพ้นจากการพันธนาการ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย คาร์เร่ ฟีเลทัส ฉันต้องสั่งสอนน้องสาวที่เอาแต่ใจให้รู้เสียมั่งว่าการที่ตามฉันมานี่มันเป็นเรื่องถูกหรือผิด” นัยน์เนตรสีไพลินวาวโรจน์ด้วยความโกรธและอารมณ์ที่ใบหน้างดงามแสดงออกมานั้นมันเต็มไปด้วยความเย็นชา ครีแวนไม่เคยโกรธอะไรมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่มันก็อาจจะผิดเองที่ครีแวนปล่อยปละละเลยน้องสาวของตนมากเกินไปเด็กสาวคนนี้ถึงได้เอาแต่ใจและดื้อดึงซะขนาดนี้

“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากให้น้องสาวคุณเดินเข้ามาในโลกด้านนี้แต่มันไม่ทันแล้วครับ ตอนนี้สิ่งที่คุณควรทำไม่ใช่การต่อว่าน้องสาวคุณ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาเป็นคุณจะทำยังไงที่จะปกป้องน้องสาวคุณได้มากกว่านะครับ” ถ้อยคำพูดมากมายต่างประดังประเดเข้ามาภายในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่มันจะเป็นคำพูดที่ตัวของวิเวียนไม่เข้าใจ มือเล็กที่กุมแก้มของตนไว้ถูกยกขึ้นไปกั้นระหว่างคนทั้งสองใบหน้าสวยนั้นตีหน้าขรึมพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ครีแวนอยากจะเขกหัวน้องสาวตนไปอีกสักสองสามที “พอก่อนตอนนี้เราต้องค่อย ๆ เคลียร์ปัญหาไปทีละจุดนะครีแวน…เออแล้วนายด้วย คาร์เร่ใช่ไหมเราวิเวียนนะยินดีที่ได้รู้จัก แต่ไอ้เรื่องโลกด้านนี้ด้านอะไรเราไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ แต่นี่เป็นคฤหาสน์ของมาเฟียใช่ไหม โหยน่าตื่นเต้นชะมัดเลยเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เราได้มา” เด็กสาวผู้ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนกับอะไรพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและแววตาตื่นเต้น และไอ้ท่าทางแบบนี้นี่ล่ะที่จะทำให้ครีแวนประเคนผ่ามือไปอีกสักที

“ยังมาทำตัวตื่นเต้นอะไรอีก รู้ไหมว่าที่เธอทำมันแย่แค่ไหน หมดกันที่ฉันคอยปกป้องเธอมาเนี่ยเธอกลับทำมันพังในวันเดียว” ความจริงแล้วในเวลาปกติการที่วิเวียนแอบตามมาที่นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสักเท่าไหร่หนักเพราะการหาข่าวของเขามันก็เป็นการเดินไปนั่งนิ่ง ๆ ในร้านกาแฟเวลากลางวันหรือไปนั่งในผับ บาร์ในเวลาการคืน หากแต่ในตอนนี้มันไม่ใช่เวลาเพราะข่าวลือของบุคคลนิรนามที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของดอนฟีเลทัสมันยังไม่ซาเลยสักนิดเดียว แถมนับวันทุกคนยิ่งขุดคุ้ยมันมากขึ้น และถ้าให้เขาคาดเดาถึงอนาคตแล้วล่ะก็ตัวตนที่ทุกคนตามหามันก็จะถูกเผยออกมาในไม่ช้า ซึ่งถ้าทุกคนในโลกด้านมืดรู้ว่าคน ๆ นั้นคนที่ทุกคนตามหาเป็นตัวเขามันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันเพราะคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าดอนฟีเลทัสจะนอนกับผู้ชายด้วยกัน แต่นี่มันมียัยน้องสาวตัวแสบเข้ามาเอี่ยวด้วยดังนั้นจากตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวก็จะเพิ่มเป็นสองและแน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงคิดว่าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของดอนฟีเลทัสต้องเป็นเด็กสาวแน่นอน

“ครีแวนโกรธเราเหรอ” เมื่อเด็กสาวได้ยินถ้อยคำนั้นจนจบประโยคน้ำเสียงและท่าทางที่ตื่นเต้นนั้นก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดทันที “เราขอโทษนะ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าเรื่องมันจะแย่แบบนี้น่ะ”

หากแต่เรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วจะให้ย้อนกลับไปแก้ไขมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้วมือบางถูกยกขึ้นไปลูบศีรษะผู้เป็นน้องสาวของตนอย่างเบามือแต่ก็ยังไม่วายที่จะใช้มือข้างนั้นเขกศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินนั่นหนึ่งที “ดี…ทำอะไรผิดรู้จักขอโทษนี่ล่ะดีแล้ว…เอาเป็นว่าเธออยู่ที่นี่กับเขาไปก่อนฉันทำธุระเสร็จแล้วค่อยว่ากันแล้วอย่าทำตัวซนหรือดื้ออะไรอีกแล้วกัน เพราะฉันไม่รับปากนะว่าจะช่วยเธอได้ ส่วนนายฉันฝากดูน้องสาวหน่อยแล้วกัน ส่วนห้องของหมอนั่นฉันเดินไปถูกถ้ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมล่ะนะ” สิ้นเสียงนุ่มร่างสูงโปร่งก็ก้าวเดินออกไปจากห้อง โดยเขาทิ้งให้น้องสาวของตนอยู่กับเด็กหนุ่มร่างสูงเพียงสองคน

ภายในห้องนั้นถูกความเงียบกลืนกินหากแต่ความเงียบงันนั้นมันก็คงอยู่ได้เพียงครู่เดียว พลันเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงเนตรสองสีคู่งาม มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ยกมือขึ้นปาดมันเบา ๆ ริมฝีปากเล็กพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิดเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ในห้องมองการกระทำของเด็กสาวคนนั้นไปสักพักในที่สุดขาแกร่งทั้งสองข้างก็ก้าวเข้าไปหา มือกร้านนั้นยกมือขึ้นลูบหัวศีรษะของเด็กสาวอย่างเบามือ

“ไม่เคยโดนพี่ชายดุเลยใช่ไหมล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามซึ่งเด็กสาวก็ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ ใบหน้าสวยนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา หากแต่แก้มขาวใสนั้นมีรอยผ่ามือขึ้นสีแดงอย่างชัดเจน “แล้วนี่เพิ่งโดนตีครั้งแรกด้วยใช่ไหม” เด็กหนุ่มเอ่ยถามต่ออีกครั้งซึ่งคำตอบที่เขาได้มันก็มาในรูปแบบเดิมคือการพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ

“อืม…ฉันว่าเธอก็สมควรโดนแล้วล่ะ ซนเสียขนาดนั้น ทำอะไรไม่คิด ดื้อ ถ้าฉันเป็นพี่ชายเธอฉันคงจับตีอีกสักสามสี่ที” จากคำพูดที่เห็นใจและการกระทำที่อ่อนโยน เปลี่ยนเป็นถ้อยคำว่าเสียงทุ้มนั้นยังเอ่ยว่าไม่หยุด จนในที่สุดจากเสียงสะอื้นและหยาดน้ำตามันก็เปลี่ยนเป็นคำพูดที่ใช้ต่อว่าสวนกลับอีกฝ่ายไป

“อ่อ…เหรอ เราสมควรโดน อีตาขี้เก๊กเราอยากรู้ว่าพี่ชายเราทำอะไรอยู่ก็เท่านั้นเลยแอบตามมาเราเป็นห่วงพี่เรานะถึงได้ทำแบบนี้” เด็กสาวลุกขึ้นยืนมือทั้งสองข้างเท้าเอวพร้อมกับเอ่ยสวนกลับ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยสักนิดร่างสูงลุกขึ้นยืนมือทั้งสองข้างไขว้กอดกันไว้บริเวณแผ่นอกกว้างริมฝีปากหนาพลางเอ่ยถ้อยคำสอนเด็กสาวออกไปยาวเหยียด “เธอนั่นล่ะทำตัวให้คนอื่นเขาเป็นห่วง ที่พี่ชายของเธอแอบมาแบบนี้ไม่ใช่เพราะห่วงกลัวเธอตามมาหรือไงกัน เธอนี่ไม่เคยคิดอะไรเลยสินะว่าสิ่งที่เธอทำมันจะส่งผลร้ายขนาดไหน ที่พี่เธอคอยปกป้องเธอมาตลอดเนี่ยมันสูญเปล่าตั้งแต่เธอทำตัวงี่เง่าและวางแผนตามพี่ชายมาที่นี่แล้ว” ที่คาร์เร่เอ่ยออกไปก็หวังว่าจะให้เด็กสาวตรงหน้าตนนี้สำนึก หากแต่ที่เขาเอ่ยออกไปทั้งมันนั้นมันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเด็กสาวคนนี้ไปจนหมดและนอกจากที่ร่างเล็กคนนี้จะไม่ยอมฟังเขาแล้วเธอยังไม่ยอมรับผิดอีก

นิสัยนี่….มันช่างเหมือนนิสัยของพี่ชายเธอไม่ผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ เมื่อคาร์เร่จนปัญญาที่จะพูดที่จะเตือนอีกฝ่ายมือกร้านก็ยื่นออกไปดันหัวเล็ก ๆ นั่นให้นั่งลงไปกับโซฟาส่วนเขาก็ก้าวเดินไปนั่งยังโต๊ะคอมพิวเตอร์ของตน ซึ่งตัวคาร์เร่เองก็หวังไว้ว่าเด็กสาวที่แสนดื้อดึงคนนี้จะหยุดพูดสักที

หากแต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาร์เร่คิด ร่างสูงของเด็กหนุ่มนั่งกุมขมับทนฟังเสียงแหลมเล็กนั้นพูดเจื้อยแจ้วนานเป็นชั่วโมง ๆ แต่โชคยังดีที่เขาทนต่อไปอีกไม่นานในที่สุดความเงียบสงบนั้นก็กลับคืนมาเพราะร่างเล็กของเด็กสาวคนนั้นได้หลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว

เด็กหนุ่มหมุนเก้าอี้ไปมองพร้อมกับทอดถอนลมหายใจตนออกมาเฮือกใหญ่ ‘กว่าจะเงียบได้ยัยเด็กบ้า แล้วหวังว่าตอนตื่นขึ้นมาจะไม่พูดอะไรน่ารำคาญออกมาอีก’ เสียงทุ้มเข้มเอ่ยออกมาแผ่วเบาหากแต่ในถ้อยคำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดนั้นริมฝีปากหนากลับลอบอมยิ้มเล็ก ๆ ออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว

และในขณะเดียวกันทันทีที่ครีแวนออกจากห้องใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธก็อ่อนลง ริมฝีปากบางสีสดทอดถอนลมหายใจออกมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะลงไม้ลงมือกับน้องสาวคนนี้หากแต่ครั้งนี้มันจำเป็นจริง ๆ ครีแวนไม่คิดว่าการเลี้ยงดูของตนนั้นจะทำให้น้องสาวของเขามีนิสัยดื้อดึงเช่นนี้ ริมฝีปากบางเม้มเข้ากันแน่น ภายในสมองพลางคิดทบทวนถึงสิ่งที่ตนเองทำหลังจากบิดาและมารดาของคนจากไป

แต่จะให้บอกว่าวิเวียนนิสัยเสียเพราะเขาเลี้ยงดูก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่นัก เพราะว่าเขาน่ะแทบจะไม่เคยเลี้ยงดูน้องสาวคนนี้เลยต่างหาก เขาก้าวสู่โลกด้านมืดตั้งแต่อายุ 15 ปีและในเวลาเดียวกันวิเวียนก็อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้นเอง… ดวงเนตรสีไพลินนั้นหลับตาลงก่อนจะลืมตื่นและสะบัดสิ่งที่ก่อกวนหัวใจตนออกไปจนหมด ในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำไม่ใช่การเป็นห่วงผู้เป็นน้องสาวหากแต่มันเป็นการไปเอาของที่คน ๆ นั้นยึดไปกลับคืนมาต่างหาก

ร่างสูงโปร่งรีบเร่งสาวเท้าตนไปเรื่อย ๆ ก้าวผ่านจากคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออก ซึ่งมันก็ใช้เวลาไม่นานนักร่าง ๆ นี้ก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องที่ตนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ห้องทำงานและห้องพักของดอนฟีเลทัสหรือจะให้ครีแวนเปรียบแล้วล่ะก็เบื้องหลังประตูบานนี้คือกรงขังดี ๆ นั่นเอง

มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดประตู ริมฝีปากบางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะบิดเพื่อเปิดมันเข้าไปด้านใน บานประตูไม้สลักค่อย ๆ เปิดอ้าออกภาพที่ปรากฏในสายตายังคงเป็นภาพที่ครีแวนคุ้นเคย ภายในห้องยังคงจัดแต่งเช่นเดิมอย่าไม่ผิดเพี้ยนเครื่องเรือนที่ให้อารมณ์สงบนิ่งที่แตกต่างจากห้องนอนของเขา

ขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับบานประตูที่อยู่เบื้องหลังค่อย ๆ ปิดลง….

ร่างโปร่งบางนั้นก้าวเดินไปนั่งบนโซฟาที่ตนคุ้นเคยสัมผัสของมันยังคงนุ่มเหมือนกับเมื่อก่อน มือทั้งสองข้างพลางไล้ไปตามเนื้อผ้าที่รายเรียบก่อนจะเบนสายตาไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่วางเด่นอยู่กลางห้อง ด้านบนของโต๊ะตัวนั้นยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกับตอนที่เขาเดินจากที่แห่งนี้ไปทุกอย่างมันคงเหมือนเดิม หากแต่ที่จะดูแปลกตาไปนั้นก็คงเป็นกระเป๋าใบใหญ่ที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานตัวนั้น

‘มันคืออะไรกันนะ’ ครีแวนเอ่ยถามตนเองอยู่ในใจใบหน้าสวยนั้นแสดงอาการสงสัยอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ตัวของครีแวนเองก็ไม่ได้มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเหมือนกับเด็ก ๆ ร่างโปร่งบางเลยเลือกที่จะนั่งอยู่เงียบ ๆ รอคอยผู้เป็นเจ้าของห้อง ๆ นี้ให้กลับมา ขาเรียวยาวยกขึ้นไขว้กันไว้ใบหน้าสวยนั้นเหม่อมองไปรอบ ๆ ห้อง

ในบางครั้งครีแวนก็มักจะฝันว่าตัวเองตื่นนอนขึ้นมาอยู่ภายในห้อง ๆ นี้หากแต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ฝันซ้อนฝันเท่านั้นมือเรียวบางจับปอยผมข้างแก้มตนเล่นก่อนจะเกลี่ยมันไปทัดที่ใบหูหากแต่มือข้างนั้นก็เคลื่อนไปแตะโดนต่างหูที่โดนชายร่างสูงผู้นั้นบังคับเจาะเพื่อเป็นเครื่องแสดงฐานะว่าเขานั้นเป็นของ ๆ ใคร พลันใบหน้าสวยก็ขึ้นสีแดงจัดริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น

ทำไมกันต้องนึกถงงเรื่องของคนพันธุ์นั้น ครีแวนกร่นด่าตนเองอยู่ในใจ เจ้าของใบหน้าสวยนั้นส่ายศีรษะไปมาเพื่อสะบัดความคิดพวกนั้นให้ออกไปจากสมอง และเมื่อร่างสูงโปร่งนี้สงบสติอารมณ์ของตนได้สำเร็จความเงียบก็เริ่มเข้าครอบงำอีกครั้งหากแต่ความเงียบงันพวกนั้นก็ดำเนินอยู่ไปได้ไม่นาน พลันเสียงบานประตูที่ปิดสนิทก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงสง่าที่ตัวครีแวนนั้นรอคอย

ใบหน้ากร้ามคมนั้นยังคงชวนให้หลงใหลอยู่เช่นเดิมหากแต่คราวนี้เนตรสีเปลวเพลิงกลับเลิกขึ้นด้วยความสงสัย ว่าครีแวนนั้นมาอยู่ภายในห้องนี้ได้อย่างไร “รู้สึกจะไม่ได้เจอหน้ากันหลายวัน แล้วที่นายมานี่คิดถึงเจ้าของหรือยังไง” ริมฝีปากหนาเอ่ยยียวนและทุกครั้งที่ถ้อยคำเหล่านี้หลุดออกจากริมฝีปากหนามันก็มักจะยั่วอารมณ์โกรธของครีแวนได้ทุกครั้ง ร่างเพรียวบางผุดลุกขึ้นมือบอบบางตรงไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเต็มแรง

“เอาของ ๆ ฉันคืนมาซะ” ครีแวนเค้นเสียงพูดใบหน้าสวยนั้นแหงนมองหน้าอีกฝ่ายจนสุดคอ นี่เป็นครั้งแรกที่ครีแวนอยากจะด่าตัวเองว่าเตี้ยเพราะทันทีที่ร่างโปร่งบางนี้เอ่ยถ้อยคำจนจบประโยคมือกร้านข้างหนึ่งของชายตรงหน้าก็ตวัดรวบเอวบางทันที ส่วนอีกข้างหนึ่งก็ไล่ไปที่เส้นผมสีน้ำเงินข้างแก้มก่อนจะไปหยุดที่ใบหู นิ้วแกร่งเกลี่ยเส้นผมที่บดบังทัศนวิสัยพร้อมกับจ้องมองไปยังใบหูเล็กที่ขึ้นสีแดงเรื่อน้อย ๆ “ยังใส่อยู่สินะ ของ ๆ ฉันน่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยเย้าแหย่ปลายนิ้วแกร่งยังคงไล้วนอยู่ตรงบริเวณใบหู

“ถ้าถอดก็เจ็บตายสิ….ปล่อยได้แล้วฉันแค่มาเอาของ ๆ ฉันคืนซึ่งนายก็ต้องคืนมาให้ฉันด้วย” ครีแวนเอี้ยวตัวหลบ มือบางทั้งสองข้างเปลี่ยนจากการกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาเป็นการดันแผ่นอกกว้างนั่นให้ถอยออก หากแต่มือที่บอบบางมีหรือจะสู้กำแพงหนาได้ ยิ่งครีแวนดันอีกฝ่ายให้ปล่อยตนมากเท่าไหร่เฮลาสก็ยิ้งกระชับอ้อมแขนตนมากขึ้นเท่านั้นใบหน้าสวยเบ้ปากอย่างไม่พอใจ จนในท้ายที่สุดร่างโปร่งบางนี้ก็ต้องใช้ไม้สุดท้ายนั่นก็คือ ‘ใช้กำลัง’

มือบางยกขึ้นพร้อมกับต่อยฮุคขวาไปเต็มแรง คราวนี้การหนีรอดจากอ้อมกอดของร่างสูงผู้นี้นั้นได้ผล เฮลาสปล่อยมือออกร่างโปร่งบางพร้อมกับถอยหลังหลบหมัดของอีกฝ่าย

“ของ ๆ นายงั้นเหรอของพวกนั้นก็คงจะเป็นเซ็ตมีดพกของนายสินะ” เสียงทุ้มกล่าวตอบ ขาแกร่งทั้งสองข้างหันหลังพร้อมกับเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของตน มือกร้านใช้มือข้างหนึ่วลูบกระเป๋าสีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะปลดล็อคมันอย่างเบามือ ริมฝีปากหนาเหยียบรอยยิ้มพร้อมกับหันกระเป๋าใบนั้นให้ร่างโปร่งบางดูสิ่งที่อยู่ภายใน

และสิ่งที่จัดเรียงอยู่ด้านในนั่นก็คือมีดพกหลายขนาดซึ่งมันดูแล้วคลายคลึงกับเซ็ตมีดพกของร่างสูงโปร่งหากแต่มันดูใหม่กว่าและมีตราสัญลักษณ์บางอย่างสลักลงไปที่ใบมีด คิ้วเรียวงามขมวดเป็นปมแน่นใบหน้าสวยเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าหมายจะเอาเรื่อง

“มีดของฉันอยู่ไหน” เสียงหวานเอ่นกระแทกเสียงใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ที่เขามาที่นี่ไม่ใช่ต้องการมีดชุดใหม่ที่อีกฝ่ายทำให้ทดแทนหากแต่สิ่งที่เขาต้องการมันคือมีดชุดเดิมของเขาซึ่งผู้เป็นพ่อนั้นมอบให้เป็นของดูต่างหน้า

ร่างโปร่งบางถลาไปที่โต๊ะมือทั้งสองข้างฟาดลงไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดัง “เอามีดของฉันคือมา” เสียงหวานเค้นเสียงอีกครั้ง ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมานั้นมันก็คือความเงียบและรอยยิ้มยียวนที่สุดแสนจะกวนประสาท คิ้วเรียวที่ประดับอยู่บนดวงหน้าสวยนั้นยิ่งขมวดแน่น มือทั้งสองข้างคว้ากระเป๋าตรงหน้าหมายจะปาลงไปที่พื้น

ทว่าการกระทำนั่นกับต้องหยุดลงเพราะถ้อยคำพูดที่ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนาของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงชาด “นายแน่ใจเหรอว่าจะปามันทิ้ง…ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนของใหม่ก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วเดิมมันก็เป็นของ ๆ นายนั่นล่ะ ฉันแค่ให้ช่างที่ฝีมือเยี่ยมดูแลและทำความสะอาดมัน อ่อแล้วเพิ่มอะไรลงไปนิดหน่อย ถึงมันจะดูไม่เหมือนเดิมแต่จริง ๆ แล้วมันก็คืออดีตมีดของนายนั่นล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ “แต่ก็เสียใจด้วยนะตอนนี้มันกลายเป็นของ ๆ ฉันเรียบร้อยแล้ว” สิ้นประโยคร่างสูงก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าบรรจุมีดพกมาถือไว้นิ้วกร้านนั้นไล้ตามด้ามมีดก่อนจะหยิบมีดออกมาเล่มหนึ่ง

“ฉันว่านายน่ะดูแลอาวุธของตัวเองได้ดีแล้วล่ะนะ ตอนฉันส่งมันไปให้ช่างดูเขาบอกว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยมมากและคนที่ดูแลมันก็เอาใจใส่มาก ๆ ด้วยแต่ถึงยังไงมันก็คืออาวุธที่สามารถสึกหรอได้ ฉันก็เลยสั่งให้ช่างลับคมใหม่ทั้งหมดแล้วก็สลักบางอย่างที่บ่งบอกให้รู้ว่ามันคือของ ๆ ฉัน และคนที่ใช้มันก็เป็นของ ๆ ฉันด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาเสียยาวเหยียดหากแต่ครีแวนนั้นจับใจความทั้งหมดได้ในประโยคสุดท้าย ‘มันเป็นของ ๆ ฉัน และคนที่ใช้มันก็เป็นของ ๆ ฉันด้วย’ ไอ้ประโยคสุดท้ายนี้ทำเอาครีแวนนั้นอยากจะไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาต่อยสักทีสองที หากแต่เขาก็ต้องระงับความอยากนั่นเอาไว้นั่นก็เป็นเพราะในตอนนี้ชายร่างสูงตรงหน้าของเขาถือไผ่เหนือกว่าไม่ว่าจะเป็นสภาพหรืออะไรก็ตาม มือบางเอื้อมไปจับเก้าอี้ให้หันหน้าไปประชันกับอีกฝ่ายก่อนที่ตนจะค่อย ๆ ทรุดนั่งลงไป

“ต้องการอะไร….ถ้าเป็นเงินฉันจ่ายให้ได้ได้อยู่แล้วเท่าไหร่ก็ว่ามา” ร่างโปร่งบางเริ่มเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาเป็นการเจรจาธุรกิจใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ซึ่งมันช่างแตกต่างจากร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงนี่เสียจริงเพราะนอกจากเขาจะถือไผ่เหนือกว่าแล้ว คน ๆ นี้ยังมีอะไรอยู่ในใจที่ยังไม่พูดออกมาอีก ริมฝีปากบางเริ่มเม้นเข้าหากันอีกครั้งพร้อมกับนั่งรอฟังข้อเสนอที่อีกฝ่ายจะหยิบยื่นมาให้

“นายนี่มัน…เวลาจะเสนออะไรช่วยเสนออะไรที่ดูมีความคิดมากกว่านี้หน่อยดีไหม” เฮลาสกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวังใบหน้ากร้านคมนั้นส่ายไปมาด้วยความระอา “นายมีอะไรดีมากกว่าเงินไม่ใช่หรือยังไงลองคิดดูสิ ค่อยๆ คิดก็ได้นะฉันไม่รีบเรายังมีเวลาอีกนานเลยล่ะ” เฮลาสเอ่ยพร้อมกับพูดให้ครีแวนนึกถึงในสิ่งที่ตนเองมี แต่ดูเหมือนว่าการพูดเช่นนั้นมันยิ่งทำให้ครีแวนรู้สึกงุนงงมากกว่าเก่า ใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความฉงนคิ้วเรียวงามยังคงขมวดแน่นเป็นปม

เวลาดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่จนแล้วจนรอดครีแวนก็ไม่สามารถยื่นข้อเสนออะไรให้อีกฝ่ายไป ริมฝีปากบางจากการเม้มเปลี่ยนเป็นกัด ใบหน้าสวยนั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด

“ฉันเสนอเงินให้นายก็ไม่เอา ฉันเสนอข่าวที่ฉันรู้ทั้งหมดให้นายก็ยังไม่เอา ตกลงนายต้องการอะไรกันแน่” ครีแวนพยายามระงับอารมณ์โกรธของตนเอาไว้ แต่ถ้าหากอีกฝ่ายพูดอะไรผิดหูออกมาอีกสักนิดร่างโปร่งบางนี้ก็ไม่สามารถรับปากได้ว่าตนนั้นจะอดทนต่อไปได้อีกไหม ดวงเนตรสีไพลินน้ำงามนั้นจ้องมองไปที่ดวงตาของอีกฝ่าย ริมฝีปากสีสดพยายามเหยียดรอยยิ้มให้กับผู้เจรจาทางธุรกิจ

ถ้าต้องยื่นข้อเสนออะไรมากกว่านี้ตัวของครีแวนก็ไม่รู้ว่าเขานั้นจะต้องเสนออะไรไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินหมอนั่นก็ตอบปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี หรือจะเป็นข่าวทั้งหมดที่เขาสืบได้ในตอนนี้และอนาคตไอ้บ้านี่ก็ปฏิเสธสิ่งที่เขาทำได้มันก็สองสิ่งนี้แล้วทำไมคนตรงหน้ายังบอกให้ตัวของเขาคิดอีกว่าเขานั้นมีอะไรดี

ใบหน้าสวยยังเต็มไปด้วยความฉงนจนท้ายที่สุดฝ่ายที่รอคอยข้อเสนอก็ทนไม่ไหวริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมกับมือกร้านที่ตวัดกลับมาเท้าคางของตนเอาไว้

“ฉันต้องการตัวนาย…” ถ้อยคำสั้น ๆ ได้ใจความถูกพูดออกมาจากริมฝีปาก ซึ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าผู้ที่ได้ยินมันจะแสดงท่าทางสีหน้าออกมาเช่นไร เพราะไม่ทันที่เฮลาสจะได้ตั้งตัวร่างโปร่งบางนั้นก็กระโจนข้ามโต๊ะมาประเคนหมัดใส่ใบหน้าหล่อเหลานั่นเสียแล้ว

“ไอ้วิปริตเอ้ย” ครีแวนกร่นด่าพร้อมกับง้างมือเพื่อต่อยหมัดที่สองออกไป หากแต่คราวนี้มันไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เหมือนหมัดแรก เฮลาสยกมือของตนขึ้นมารับหมัดนั่นก่อนจะออกแรงกระชากให้ร่างโปร่งบางนั้นถอยห่างจากร่างของตน

“ฉันต้องการตัวนาย…ให้ตายเถอะเคยฟังอะไรใครพูดจนจบบ้างไหม” ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีดวงเนตรสีโกเมนนั้นเริ่มโมโหหากแต่เขาก็ยังเก็บอาการและสีหน้าของตนได้อย่างดีเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้ครีแวนรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นโกรธก็คงเป็นน้ำเสียงทุ้มที่ตะโกนกร้าวออกมานั่นเอง

“ฉันบอกว่าต้องการตัวของนายก็จริงแต่ฉันก็ไมได้ต้องการตัวของนายในแง่นั้นอย่างเดียว ที่ฉันบอกว่าต้องการมันรวมถึงฉันต้องการให้นายมาทำงานให้ฉัน…อยู่กับฉัน…ไม่ใช่เป็นนักขายข่าวอิสระเหมือนเมื่อก่อน” เมื่อครีแวนได้ฟังจนจบประโยคอาการพยศทั้งหมดทั้งมวลก็หยุดลง

“ทั้ง ๆ ที่นายก็มีสายข่าวที่เก่งกว่าฉันเนี่ยนะ” เสียงหวานเอ่ยถามซ้ำเพื่อทวนคำตอบ ซึ่งใบหน้าคมนั้นก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนต้องการเช่นนั้นจริง ๆ

ตามจริงแล้วการที่เฮลาสเอ่ยออกมาว่าต้องการตัวของครีแวนให้เข้าไปทำงานอยู่ในแก๊งด้วยมันดูเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของร่างโปร่งบาง เพราะเท่าที่เขาทราบมานั้นในองค์กรหรือแก๊งฟีเลทัสส่วนใหญ่คนที่ทำงานให้นั้นจะเป็นคนที่มีเชื้อสายรัสเซีย แล้วทำไมคน ๆ นี้ถึงตัดสินใจเลือกตัวของเขาให้ไปทำงานด้วยกันเล่า

“…ให้ฉันเชื่อนายดีไหมเนี่ยว่านายต้องการให้ฉันทำงานให้นายจริง ๆ ที่ไม่ใช่งานในความหมายอื่น ๆ น่ะ” ครีแวนพูดออกมาตามประสาคนระมัดระวังตัว ซึ่งคราวนี้คำตอบที่ครีแวนได้กลับมานั้นเป็นความเงียบใบหน้าคมนั้นไม่ได้ส่ายศีรษะเพื่อปฏิเสธ หรือพยักหน้าเพื่อเป็นการตอบตกลงเลยสักนิด…และการแสดงออกมาแบบนี้มันทำให้ครีแวนรู้เลยว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายไม่ใช่มีแค่งานเท่านั้น…แต่มันมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย

‘ไอ้คนมักมากในกามเอ้ย’ คำพูดเหล่านี้ครีแวนกร่นด่าซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ แม้ตนจะอยากที่จะได้ของ ๆ ตนคืนมากแค่ไหนแต่การต้องให้มาเสียศักดิ์ศรีรอบสอง รอบสามแบบนี้ใครมันจะไปทนได้ นัยน์เนตรสีน้ำทะเลลึกหลับตาลงก่อนจะลืมตื่นขึ้น ครีแวนตัดสินใจแล้วว่าเขาจะยอมทิ้งของดูต่างหน้าของผู้เป็นบิดาเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ แต่ไม่ทันที่ริมฝีปากบางจะได้เอ่ยสวนอะไรกลับไป เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ซึ่งไอ้คำพูดพวกนั้นทำให้ร่างโปร่งบางนี้ถึงกับสะอึกและทิ้งคำพูดทั้งหมดให้ไหลลงคอไป

“การที่ฉันต้องการตัวนาย…มันไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันจะดูแลน้องสาวของนายด้วย ข้อเสนอนี้ไม่เลวใช่ไหมล่ะ ไหน ๆตอนนี้น้องของนายก็รู้หมดแล้วว่านายทำงานอะไรและเกี่ยวข้องกับโลกด้านมืด ไม่ว่ายังไงน้องสาวของนายก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหรอก นายก็รู้นี่ว่าตอนนี้ใคร ๆ ก็ตามสืบเรื่องของนายกับฉันอยู่ แล้วตอนนี้มีน้องนายเพิ่มเข้ามาในตัวเลือกความปลอดภัยของน้องนายเท่ากับ ศูนย์” เฮลาสคลี่รอยยิ้มเย็นเยือก ใบหน้ากร้านคมนั้นแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนนั้นถือไพ่เหนือกว่า

เฮลาสเชื่อว่าไม่ว่ายังไงครีแวนก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอนี้ของตนได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายนั้นจะหาอะไรมาบ่ายเบี่ยงให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด

“แล้วหน้าที่ของฉันคืออะไร” ครีแวนเอ่ยถามภายในใจนั้นกำลังพยายามปรับอารมณ์ของตนให้เย็นลง เพียงแต่การที่ไอ้รอยยิ้มชั่วร้ายนั้นมันสะท้อนเข้ามาในแววตามันกลับทำให้อารมณ์ของครีแวนที่สมควรจะเย็นลงกับพุ่งพล่านขึ้นมาอีก

“งานง่าย ๆ นายก็แค่เป็นเลขาส่วนตัวของฉันเท่านั้นล่ะ นายก็รู้ฉันรำคาญเจ้าหลานชายสุดแสนจะกวนประสาทนั่นมากขนาดไหน” เฮลาสเอ่ยพร้อมกับหลุดบ่นเรื่องหลานชายของตนให้อีกครีแวนฟัง ซึ่งตัวของครีแวนก็เข้าใจดีถึงความระเบียบจัดรวมไปถึงท่าทางและคำพูดที่สุดแสนจะกวนประสาทนั่น แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ตัวของร่างโปร่งบางตอบตกลงอีกฝ่ายได้ง่าย ๆ หรอก

ต่อให้ข้อเสนอดีมากขนาดไหนแต่ถ้าเขายังทำในสิ่งที่ต้นคิดไว้ไม่ได้เขาก็ยังไม่ยอมที่จะหยุดใบหน้าสวยแหงนหน้ามองอีกฝ่ายริมฝีปากบางเหยียดรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยยื่นข้อเสนอให้กับอีกฝ่ายไป “ฉันขอทำงานของตัวเองให้เสร็จก่อนแล้วฉันจะกลับมาทำตามข้อเสนอของนาย…แต่ในตอนที่ฉันทำงานของฉันอยู่ต้องการให้หลานชายของนายดูแลน้องสาวของฉัน…เพราะฉันไม่ไว้ใจนายและอีกข้อหนึ่งฉันต้องการอาวุธของฉันคืนทั้งหมด ถ้านายยอมทำตามข้อเสนอพวกนี้ฉันรับปากว่าถ้าฉันทำงานของตัวเองเสร็จฉันจะกลับมาเป็นเลขาส่วนตัวของนาย” ครีแวนสรรหาคำพูดที่ดูดีที่สุดเพื่อให้อีกฝ่ายยอมตกลงในสิ่งที่ตนร้องขอ ซึ่งไอ้ข้อเสนอพวกนั้นมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรสำหรับตัวของเฮลาสเลยสักนิด

ใบหน้ากร้านคมพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ แทนคำตอบ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ครีแวนนั้นดีใจเป็นอย่างมากริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มการค้า มือข้างหนึ่งนั้นค่อย ๆ เอื้อมมือไปหมายจะไปคว้ากระเป๋าที่ใส่อาวุธทั้งหมดของตน หากแต่ในขณะที่ปลายนิ้วนั้นจะสัมผัสกับประเป๋ามือหยาบกร้านก็คว้าข้อมือบางนั้นเอาไว้เสียก่อน

ชายหนุ่มร่างสูงคลี่รอยยิ้มอันตรายออกมาอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำพูดที่แทบจะทำให้ตัวของครีแวนกัดลิ้นตายๆ ไปเสีย “ครีแวนนายมีข้อเสนอของนายฉันก็ต้องมีข้อตกลงกลับไปบ้างสิ ฉันยอมรับที่จะยอมดูแลน้องสาวของนายถึงจะให้คาร์เร่ดูแลก็เถอะ และฉันก็ยอมยกอาวุธที่มันกลายเป็นของฉันคืนให้แก่นายไปมันดูท่าฉันจะเสียเปรียบกับข้อเสนอนี้ของนายไปสักหน่อยนะ ดังนั้นฉันก็มีข้อแลกเปลี่ยนที่นายจะต้องทำให้ฉันเหมือนกัน” เมื่อครีแวนนั้นเล่นแง่ เฮลาสก็ไม่จำเป็นต้องยื่นข้อเสนอแบบแฟร์ ๆ ให้อีกฝ่าย

แต่ถ้าหากมองตามความเป็นจริงแล้วการเจรจานี้ไม่ว่ายังไงฝ่ายของเฮลาสก็ไม่มีทางที่จะเสียเปรียบแน่นอนมือกร้านละมือออกจากข้อมือบางพร้อมกับดันกระเป๋าที่ใส่อาวุธทั้งหมดไปให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

ริมฝีปากคมนั้นยิ่งเหยียดรอยยิ้มอันตรายมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า “ฉันต้องการให้นายค้างที่นี่ คืนนี้ ‘กับฉัน’ นายคงเข้าใจความหมายของคำพูดพวกนั้นนะครีแวน” สิ้นเสียงทุ้มใบหน้าสวยก็ขึ้นสีแดงก่ำ งานนี้ไม่ว่าทางไหนครีแวนก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงอะไรได้อีกแล้ว…

ใบหน้างามนั้นพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวเขาจะร่วมรักกับชายคนนี้และครั้งนี้มันก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 7

Chapter 7

และแล้ววันเวลาปกติสุขก็กลับมาร่างโปร่งบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นจากเตียงที่คุ้นเคย แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ร่างโปร่งบางต้องยกมือตนขึ้นมาบดบังมันเพื่อไม่ให้สาดส่องเข้าสู่นัยน์ตา ครีแวนนั่งมองทัศนียภาพที่คุ้นเคยไปสักพัก ไม่นานนักเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูห้องของเขาที่ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ครีแวนหันไปมองบานประตูที่เปิดออกพร้อมกับการปรากฏร่างของเด็กสาวที่มีเรือนผมสีน้ำทะเลเฉกเช่นเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย

“วิเวียน…ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เคาะประตูห้องก่อนจะเข้าไม่ใช่พังประตูห้องเข้ามาแบบนี้” เสียงนุ่มกล่าวเตือนผู้เป็นน้องสาว มือบางค่อย ๆ ยกขึ้นมาจัดผมที่ปรกหน้าปรกตาออก หากแต่เด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่คิดที่จะฟังอะไรเลยสักนิด ร่างเล็กค่อย ๆ ถลาไปหาผู้เป็นพี่ชายที่นั่งอยู่บนเตียง

“ครีแวน! …หายไปไหนมาบอกเรามานะ หายไปเกือบเดือนถ้านายไม่สั่งให้เราเงียบปากและห้ามบอกใครเวลานายหายไป ป่านนี้คนทั้งประเทศคงรู้กันหมดทุกคนแล้ว!” เสียงแหลมเล็กตะโกนสุดเสียงมือทั้งสองข้างนั้นเขย่าคอผู้เป็นพี่ชายไปมาเพื่อเค้นคำตอบ ซึ่งร่างโปร่งบางนั้นก็เลือกที่จะไม่ตอบมือบางค่อย ๆ ยกขึ้นมาลูบศีรษะผู้เป็นน้องสาว 6 more words

Blue Rose