Tags » Blue Rose » Page 2

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 9

Chapter 9

เมื่อมนุษย์จะทำอะไรสักอย่างมันมักจะต้องมีการเตรียมใจอยู่เสมอ ซึ่งในตอนนี้ตัวของครีแวนนั้นก็กำลังพยายามเตรียมใจอยู่เช่นเดียวกัน แต่เหตุผลที่ทำให้ตัวของร่างสูงโปร่งต้องนั่งเตรียมใจนั้นมันไม่ใช่เหตุผลทำนองว่าตัวของเขาจะต้องไปทำงานหรือทำภารกิจเสี่ยงอันตรายอะไรพวกนั้น หากแต่สิ่งที่ทำให้ครีแวนนั่งเครียดและกังวลอยู่นั้นมันก็คือข้อตกลงที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมาเฟียเสนอมาให้ต่างหาก

‘ฉันต้องการให้นายค้างที่นี่ คืนนี้กับฉัน’ ถ้อยคำ ๆ นี้ยังคอยวนเวียนอยู่ภายในสมอง มือบางยกขึ้นมากุมใบหน้าตนเอาไว้ ริมฝีปากบางพลางพึมพำถ้อยคำที่ฟังไม่ค่อยจะได้ศัพท์ออกมา ‘ทำไมฉันถึงตอบตกลงไปกันล่ะ ที่ฉันตอบตกลงไปแบบนั้นมันก็เหมือนฉันดูแลน้องสาวของฉันไม่ได้ ไอ้บ้านั่นดันมาจับจุดของเขาถูกบ้าชะมัด บ้าโคตร ๆ ถ้าเกิดไอ้หมอนั่นมันกลับมาฉันควรต่อยหน้ามันให้สลบแล้วรีบหนีไปดีไหมเนี่ย…แต่มันก็ไม่แน่ว่าฉันจะต่อยมันโดนในหมัดแรกถ้าโดนทำเหมือนตอนนั้นอีก…บ้าเอ้ยตัดสินใจไม่ได้เลย’ มือบางที่ในตอนแรกถูกยกมือขึ้นไปปิดบังที่ใบหน้าหากแต่ตอนนี้มันไล่ขึ้นไปขย้ำเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาแทนเสียแล้ว

ทว่าร่างโปร่งบางนั้นก็นั่งคุยกับตนเองต่อไปได้อีกไม่นานนักพลันบางประตูก็เปิดกว้างออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงที่วนเวียนอยู่ในความคิด

นี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครีแวนจะได้นอนหรือร่วมรักอะไรกับชายคนนี้ หากแต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่ครีแวนตัดสินใจยอมที่จะนอนกับชายคนนี้หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสมยอมให้อีกฝ่ายมีอะไรกับตนเอง ซึ่งในการร่วมรักครั้งก่อนและรวมไปถึงครั้งแรกที่เขาตกเป็นของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงผู้นี้ส่วนใหญ่จะเป็นการบังคับขืนใจและเล้าโลมให้เขายอมโอนอ่อนตามเกมส์

“หืม…ทำอะไรของนายน่ะครีแวน เอามือขย้ำผมตัวเองเล่นทำไม” ชายหนุ่มผู้ที่เข้ามาใหม่เอ่ยทัก ซึ่งคำพูดนั่นทำให้ครีแวนรีบปล่อยมือออกจากเรือนผมของตน

“ไม่ได้ทำอะไรแล้วมานี่มีธุระอะไรอีกล่ะ ตอนนี้ตามตารางงานของนายยังมีเอกสารอีกหลายชุดที่ต้องเคลียร์นี่” ครีแวนเอ่ยถามออกไปตามที่ตนรู้ ซึ่งคำตอบที่ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนานั่นมันก็ทำเอาครีแวนอยากจะลุกเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วประเคนหมัดของตนใส่เจ้าของคำพูดพวกนั้นสักทีสองที “พอดีรีบเคลียร์ให้มันเสร็จ ๆ ไปน่ะจะได้มีเวลาสนุกกับนายเยอะ ๆ” สิ้นเสียงพูดหมอนข้างที่วางอยู่กายร่างเพรียวบางก็ถูกปาออกไปทันที ซึ่งตัวของครีแวนหมายไว้ว่ามันจะโดนใบหน้าคมเข้มของชายผู้นั้นสักนิด แต่มันก็ไม่เป็นไปตามที่เขาหวังเอาไว้เพราะมือกร้านของชายผู้นั้นถูกยกขึ้นมารับหมอนใบนั้นเอาไว้ได้ทัน “นายเป็นพวกชอบความรุนแรงหรือยังไงเนี่ย พูดดี ๆ แล้วไม่ชอบ” สิ้นประโยคนี้หมอนอีกใบก็ถูกปาออกไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้ใช้มือของตนขึ้นมารับอีกแล้ว ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหลบของที่อีกฝ่ายปามาพร้อมกับสาวเท้าตนเดินเข้าไปใกล้ร่างโปร่งบางนั่น และไม่ทันที่ครีแวนจะได้ตั้งตัวเอวบางถูกรวบกอด ปลายคางมนถูกมือกร้านเชยขึ้นไปเพื่อรองรับริมฝีปากหนาที่แนบประทับลงมา ลิ้นสากค่อย ๆ ละเลียดชิมริมฝีปากบางไปทีละนิดหากแต่ชายหนุ่มร่างสูงก็ไม่ได้เร่งเร้าให้อีกฝ่ายจูบตอบ ชายหนุ่มร่างสูงประทับริมฝีปากตนลงไปอีกสักพักก่อนจะละริมฝีปากตนออกด้วยความเสียดาย

“ฉันคิดว่านายควรจะไปอาบน้ำก่อนนะ” เสียงทุ้มเอ่ยเบาข้างใบหู มือทั้งสองข้างนั้นปล่อยให้ร่างในอ้อมแขนตนเป็นอิสระ “ดูจากท่าทางของนายฉันคิดว่าไปแช่น้ำสงบสติอารมณ์สักพักคงจะดีกว่า” เฮลาสเอ่ยออกไปตามอย่างที่ตนเองคิดและที่เขารู้ว่าร่างโปร่งบางในอ้อมแขนวิตกขนาดไหนก็เป็นเพราะดวงเนตรสวยสีไพลินที่หลับตาปี๋และรวมไปถึงริมฝีปากบางที่เม้มแน่นนั่น

ซึ่งข้อเสนอนี้ครีแวนก็รีบตอบรับทันทีร่างโปร่งบางรีบสาวเท้าวิ่งไปยังห้องอาบน้ำพร้อมกับแทรกตัวเข้าไปด้านใน และทันทีที่บานประตูนั้นปิดลงขาเรียวยาวทั้งของข้างก็หมดแรงทันที ร่างสูงโปร่งนั้นทรุดลงไปนั่งกับพื้นมือบางถูกยกขึ้นมาปิดที่ริมฝีปากจนเองอย่างเบามือ ‘อ่อนโยน…อย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน’ นั่นคือความรู้สึกแรกที่ครีแวนคิดหลังจากริมฝีปากหนานั่นประทับลงมา แล้วทำไมครีแวนถึงได้คิดเช่นนั้น…ซึ่งคำตามนี้ตัวของครีแวนเองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน

หลังจากที่ร่างโปร่งบางนั้นนั่งสงบสติอารมณ์ของตนไปได้สักพักใหญ่ ๆ มือทั้งสองข้างก็ค่อย ๆ ยันกายตนให้ลุกขึ้นยืนก่อนที่มันจะละมาทำหน้าที่ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างกายตน เสื้อนอกตัวแรกถูกโยนออกไป ก่อนที่ชิ้นที่สองและสามจะตามมาจนในที่สุดร่างสูงโปร่งนั้นก็เปลือยเปล่าใบหน้าสวยมองร่างกายตนในกระจก ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตานั้นให้ความรู้สึกน่าอายสิ้นดี

ตัวครีแวนนั้นไม่ใช่คนที่มีรูปร่างผอมบางราวกับผู้หญิง เขามีกล้ามเนื้อและส่วนสูงที่ไม่ได้ต่างไปจากผู้ชายคนอื่น ๆ หากแต่ทำไมดอนฟีเลทัสชายผู้ที่กระดิกนิ้วเพียงแค่ครั้งเดียวผู้หญิงหรือผู้ชายนับสิบจะรีบวิ่งมานอนแทบเท้านั้นถึงอยากกอดเขากันเล่า…คำถามนี้เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ครีแวนเฝ้าถามตอนเองอยู่ภายอยู่ภายในใจ ซึ่งร่างโปร่งบางนั้นก็พยายามที่จะหาเหตุผลมารองรับ แต่ไม่ว่าเหตุผลสักกี่เหตุผลก็ไม่อาจที่จะทำให้เข้าของเรือนร่างนั้นเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้สักนิด

ใบหน้าสวยละความสนใจจากกระจก ขาเรียวยาวทั้งสองข้างของตนสาวเท้าเดินตรงไปยังอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอยู่ในนั้นจนเต็มอ่าง ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งแช่ มือบอบบางนั้นถูกยกขึ้นมาลูบไล้กายตนอย่างเบามือ ครีแวนทำความสะอาดร่างกายตนไปอีกสักพัก พลันความคิด ๆ หนึ่งมันก็ลอยเข้ามาในสมอง ‘ทำไมฉันต้องทำตามที่ไอ้บ้านั่นบอกด้วยวะ แล้วทำไมฉันถึงตกลงได้ง่าย ๆ แบบนี้เนี่ย’ เมื่อตนคิดได้เช่นนั้นใบหน้าสวยพลันขึ้นสี จากใบหน้าขาวที่ซับสีเรื่องเพราะไอน้ำตอนนี้ขึ้นสีแดงก่ำราวกับแสงสีแสดยามพระอาทิตย์อัสดง

ซึ่งครีแวนก็พยายามที่จะสงบสติอารมณ์ของตนอยู่นาน จนในที่สุดใบหน้าสวยก็กลับมาเป็นปกติและสิ่งที่กลับมาเป็นปกติอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือจังหวะการเต้นของหัวใจ ศีรษะที่ถูกปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีแปลกตาสะบัดไปมาเพื่อไล่ความคิดแปลก ๆ ให้ออกไปจากสมองก่อนที่เขาจะลุกขึ้นออกจากอ่างเพื่อออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่รอคอยตนอยู่ เสือคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาดถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่ก่อนเจ้าของร่างโปร่งบางนั้นจะก้าวเดินออกไปจากห้องอาบน้ำ

และทันทีที่ครีแวนก้าวพ้นจากบานประตูสิ่งที่ปรากฏออยู่ตรงหน้าของครีแวนนั้นคือความว่างเปล่า นัยน์เนตรสีไพลินนั้นปรายตามองไปรอบ ๆ กาย หากแต่ชายหนุ่มที่สมควรจะอยู่ภายในห้องนี้กลับไม่อยู่ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ครีแวนถึงกับทอดถอนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากแต่ความรูสึกพวกนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเวลาผ่านไปอีกสักพักหนึ่งบานประตูบานใหญ่ที่เชื่อมกับห้องทำงานก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเดินตามเข้ามา

ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ยังอยู่ในชุดสูทตัวเดิมเหมือนเมื่อสักครู่หากแต่เมื่อนัยน์เนตรคมสีโกเมนปรายตาหันมาพบกับร่างบางที่ยืนนิ่งงัน พลันรอยยิ้มร้ายก็ผุดขึ้นมาที่มุมปาก เขาค่อย ๆ เก้าเดินเข้าไปหาร่างโปร่งบางและเป็นเช่นเดียวกันกับร่าง ๆ นั้นที่ค่อย ๆ ถอยหนีทีละก้าวจนในท้ายที่สุดผู้ที่เป็นฝ่ายถอยหนีก็จนมุม ร่างโปร่งบางนั้นสะดุดและหงายหลังขึ้นไปนอนแผ่อยู่บนเตียงชายเสื้อคลุมอาบน้ำนั้นถูกล่นขึ้นจนเกือบเห็นส่วนอ่อนไหวที่ถูกปกปิดอยู่ภายใน

“นี่…ฉันขอยกเลิกข้อเสนอกับนาย” เสียงหวานเอ่ยสั่นเครือ หากแต่ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของคำสัญญานั่นกลับส่ายหัวปฏิเสธ มือกร้านทั้งสองข้างค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อสูทเนื้อดีที่ตนใส่ออกช้า ๆ

“ฉันไม่ยอมรับในคำพูดของนาย” เสียงทุ้มเอ่ยตอบกลับ มือกร้านนั้นเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ตัวเองสวมใส่ออกช้า ๆ ที่จริงแล้วตัวของเฮลาสเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบประวิงเวลาอะไรแบบนี้หรอก หากแต่ตนได้เห็นสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ของคนตรงหน้าความรูสึกที่อยากจะ ‘แกล้ง’ มันก็ประทุขึ้น มือกร้านค่อย ๆ โยนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดของตนออกพรอมกับเดินเข่าขึ้นเตียงไปหาร่างโปร่งบางนั่น

“โอย ฉันไม่เอาของ ๆ นายแล้วส่วนน้องสาวฉัน ฉันดูแลเองได้” ครีแวนเอ่ยคืนของที่ตนนั้นได้ตกลงไว้ทั้งหมด ซึ่งมีหรือชายหนุ่มที่มีนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ จะยอม ซึ่งแน่นอนเขาไม่ยอมรับข้อเสนอที่อีกฝ่ายมอบให้ริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มเสียงทุ้มเอ่ยตอบออกไปอย่างเย็นชา “ฉันให้อะไรกับใครไปแล้วฉันไม่รับคืน” สิ้นเสียงทุ้มร่างสูงนั้นก็ขึ้นคร่อมร่างโปร่งบางนั่นทันที มือหยาบข้างหนึ่งรวบมือของร่างโปร่งบางนั่นไว้เหนือหัว ส่วนอีกข้างหนึ่งค่อย ๆ ปลดปมเชือกของเสื้อคลุมอาบน้ำ และเมื่อปมเชือกคลายหน้าที่ต่อไปของมือกร้านก็คือการปลดอาภรณ์ของร่างโปร่งบางนี้ ซึ่งมันก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย เรือนกายขาวสะอาดนั้นประจักษ์แก่สายตา ขาเรียวยาวพยายามบิดไขว้กันเพื่อปิดบังของสงวนของตนเองเอาไว้

“มองบ้าอะไรหันไปทางอื่นเลย อ่ะ…อื้อ” เสียงหวานกล่าวไล่แต่เจ้าของคำพูดนี้ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้จนจบประโยค พลันใบหน้าหล่อเหลาก็โน้มศีรษะลงก่อนจะขบเม้มลงบนยอดอกสีชมพูหวานนั่น ลิ้นกร้านไล่เลียยอดอกราวกับว่ามันเป็นลูกเชอร์รี่ที่แสนหอมหวานก่อนจะดูดกลืนมันไปจนหมด

ร่างโปร่งบางแอ่นอกรับดวยความเสียวซ่านมือบางที่ถูกรวบไว้เหนือหัวตอนนี้ถูกคลายออก หากแต่ผู้เป็นเจ้าของมือทั้งสองข้างนั้นกลับไม่สามารถยกมันขึ้นมาเพื่อปัดป้องหรือปฏิเสธการกระทำของอีกฝ่ายได้ เรียวขาขาวเหยียดยันไปที่เตียงมือทั้งสองข้างนั้นจิกลงไปบนผ้าปูที่นอนจนเป็นรอย

“อะ…อื้อ…” เสียงครางแว่วหวานนันดังไปทั่วห้องซึ่งเสียงพวกนั้นไม่ได้ทำให้ตัวของเฮลาสนั้นรำคาญเลยสักนิด ซ้ำมันกลับฟังแลวระรื่นหูด้วยซ้ำ ใบหน้ากร้านคมเปลี่ยนจากยอดอกด้านขวาไปด้านซ้ายก่อนจะใช้ลิ้นดุนดันและดูดเม้มอีกเช่นเดิม ตอนนี้แผ่นอกสีนวลนั้นเต็มไปด้วยรอยตรีตราจองสีกุหลาบ ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยไปด้วยราคะที่พุ่งขึ้นสูง

‘ต้องการมากกว่านี้อยากให้เขาสัมผัสมากกว่านี้’ และเมื่อสติสัมปชัญญะนั้นหายไป ร่างโปร่งบางร่างนี้ก็กับกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานในฤดูติสัด ใบหน้าสวยนั้นแดงก่ำไพลินน้ำงามที่ประดับอยู่บนดวงหน้าขาวนั้นเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ขาเรียวยาวทั้งสองข้างแยกออกมือทั้งสองข้างค่อยจับใบหน้าของร่างสูงให้ขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตน คราวนี้รสจูบนั้นไม่ได้หวานละมุมหรืออ่อนโยนอีกแล้ว ลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดตอบสนองกันอย่างร้อนแรงและเมื่อชายหนุ่มร่างสูงถอนริมฝีปากตนออกน้ำสีใสก็ไหลเยิ้มตามออกมา ริมฝีปากบางค่อย ๆ ไล้เลียริมฝีปากหนานั้นช้า ๆ ก่อน สัมผัสครั้งต่อมาจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มือบางโอบรอคอแกร่งราวกับว่าถ้าตนปล่อยมือนั้นร่างสูงร่างนี้จะหายไปทันที และก็เป็นเช่นเดียวกันกับร่างสูงมือกร้านทั้งสองข้างนั้นก็โอบรัดรอบคออีกฝ่ายอย่างหวนแหนเช่นกัน

การแลกจูบนั้นยังคงดำเนินต่อไปอีกสักพัก ในท้ายที่สุดการเชื่อมต่อกันทางริมฝีปากก็ไม่เพียงพอกับคนทั้งสองอีกแล้ว ริมฝีปากหนาละออกก่อนจะจับให้อีกฝ่ายนอนคร่อมตนโดยให้ใบหน้าสวยนั้นหันหัวไปทางอีกฝั่งแทน ซึ่งสิ่งที่เฮลาสต้องการจะทำในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่เพียงการและจูบอีกแล้ว ลิ้นกร้านค่อย ๆ ไล้เลียส่วนอ่อนไหวของร่างโปร่งบางส่วนนิ้วแกร่งนั้นค่อย ๆ แทรกสอดเข้าไปในช่องทางรักสีหวานนั่นอย่างช้า ๆ

การปรนเปรอทั้งด้านหน้าและช่องทางด้านหลังของชายหนุ่มร่างสูงนั้นแทบจะทำให้ครีแวนปลดปล่อยออกมานับครั้งไม่ถ้วนถ้าไม่ติดที่อีกฝ่ายนั้นแกล้งเย้าแหย่เขาก่อน เพราะทุกครั้งที่เขาจะปลดปล่อยความต้องการของตนเองออกมามือกร้านของคน ๆ นั้นก็จะหยุดมือลงแล้วปล่อยให้ครีแวนนั้นส่ายสะโพกอ้อนวอนอย่างหน้าอาย และเมื่อเขาเริ่มเอ่ยปากร้องขอชายหนุ่มคนนั้นก็จะเริ่มปรนเปรอเขาอีกครั้งหากแต่มันก็วนกลับไปเป็นเช่นเดิมเพราะเมื่อตนนั้นจะปลดปล่อยความต้องการออกมามือแกร่งนั้นก็จะหยุดมือลงเสียทุกครั้ง จนในที่สุดครีแวนก็ไม่สามารถอดทนอต่อไปอีกได้ ริมฝีปากบางค่อย ๆ งับปลายซิบกางเกงเนื้อหนาของอีกฝ่ายลงพร้อมกับปลดปล่อยแก่นกายที่พองนูนด้วยอารมณ์ออกมา ใบหน้าสวยมองแก่นกายอันแสนใหญ่โตที่อยู่ตรงหน้าก่อนเขาจะใช้ริมฝีปากตนครอบครองมันไปจบหมดสิ้น ลิ้นเรียวค่อย ๆ ไล้เลียแก่นกายของอีกฝ่ายช้า ๆ หากแต่เมื่อริมฝีปากนั้นไปบรรจบที่ส่วนปลายริมฝีปากสีสดนั้นก็จะแกล้งเม้มริมฝีปากให้อีกฝ่ายสะดุ้งเสียทุกครั้ง

ในตอนนี้คนทั้งสองไม่มีใครยอมกันอีกแล้วร่างสูงแกร่งใช้ริมฝีปากครอบครองแกนกายอีกฝ่ายนิ้วแกร่งนั้นค่อย ๆ เตรียมความพร้อมและปรนเปรอร่างโปร่งบางของอีกฝ่ายและเช่นเดียวกันกับร่างโปร่งบางที่อยู่ด้านบนใบหน้าสวยนั้นละเลียดชิมความเป็นชายของอีกฝ่ายราวกับว่ามันเป็นของเลิศรสสะโพกบางของตนนั้นพลางส่ายหยอกเย้าอีกฝ่ายน้อย ๆ และถ้าหากจะให้เปรียบการกระทำของคนทั้งสองคนว่าคล้ายคลึงกับอะไรก็คงเปรียบได้กับสัตว์เดรัจฉานที่กำลังมัวเมาไปกับการร่วมรักที่แสนเร้าร้อน

คนทั้งสองยังคงปรนเปรอซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนท้ายที่สุดฝ่ายที่ปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาก่อนก็เป็นครีแวน น้ำสีขาวขุ่นนั้นไหลออกมาจากร่างโปร่งบางจนมันเปรอะใบหน้าส่วนหนึ่งของร่างสูงริมฝีปากบางละออกจากแก่นกายอันแสนใหญ่โตของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงใบหน้าสวยนั้นซุกลงไปที่ท้องน้อยชายชายหนุ่มร่างสูงอย่างอ่อนแรงสะโพกบางยังคงแอ่นขึ้นน้ำรักของร่างโปร่งบางนั้นยังคงไหลรินออกมา

นั่นอาจจะเป็นเพราะตัวของครีแวนนั้นไม่เคยได้ปลดปล่อยมันออกมาเลยหลังจากที่เขาได้เดินออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เฮลาสรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ร่างสูงค่อย ๆ จับให้ใบหน้าสวยหันกลับมานั่งเผชิญหน้ากับตัวเขา ร่างโปร่งบางนี้อ่อนแรงจนต้องเอนซบไปที่แผ่นอกอีกฝ่าย

“ทำความสะอาดให้หน่อยสิครีแวน…ฉันรู้ว่านายไม่ได้ต้องการแค่นี้หรอกถ้าทำดีฉันจะให้รางวัล” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูและเมื่อเสียงนั้นเอ่ยจบลงริมฝีปากหนาก็เริ่มขบเม้มไล้ตามซอกคอขาวอีกครั้งใบหน้าสวยเอียงคอให้อีกฝ่ายสัมผัสและเมื่อชายหนุ่มคนนั้นสูดดมและลิ้มรสเรือนร่างขาวสะอาดจนพอใจแล้วหน้าที่ต่อไปของครีแวนก็คือการทำความสะอาดร่างกายให้กับร่างสูงตรงหน้า

ใบหน้าสวยโน้มลงไปเลียทำความสะอาดน้ำรักของตนตรงบริเวณแผ่นอกกว้างลิ้นเล็กนั้นเลียสะเปะสะปะอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางแต่สุดท้ายริมฝีปากบางนั้นก็จัดการแผ่นอกกว้างนั้นจนสะอาดและเขาก็ไม่ลืมที่จะทิ้งรอยจูบเม้มของตนไว้บ้างประปราย

“เด็กดี” มือกร้านแทรกนิ้วมือตนเข้าไปในกลุ่มเส้นผมสีแปลกตาก่อนจะลูบไล้อย่างเบามือ “แบบนี้ก็ต้องให้รางวัลอย่างที่พูดเอาไว้” สิ้นเสียงทุ้มร่างโปร่งบางก็ถูกผลักให้นอนราบไปที่เตียง เรียวขาขาวถูกแยกออกกว้างอีกครั้งเพื่อรองรับสิ่งที่ใหญ่โตให้แทรกเข้ามาทางด้านใน

แต่ส่วนปลายที่อีกฝ่ายพยายามที่จะดันเข้ามามันถึงกับทำให้ร่างของครีแวนสะดุ้งออกมาเฮือกใหญ่ช่องทางรักนี้นั้นไม่ได้ผ่านการร่วมรักมานานแล้วการที่จะแทรกส่วนที่ใหญ่โตของชายหนุ่มผู้มีดวงเนตรสีโกเมนนั้นคงจะลำบากเสียหน่อย ร่างสูงทำท่าจะผละออกเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับช่องทางสวาทนี้อีกครั้งหากแต่เรียวขาขาวกลับเกี่ยวกระหวัดรอบเอวแกร่งราวกับไม่อยากให้อีกฝ่ายถอนมันออก ริมฝีปากหนาคลี่รอยยิ้มร้ายขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำตามคำเรียกร้องของร่างที่อยู่เบื้องล่าง

มือแกร่งยกขาทั้งสองข้างให้สูงขึ้นก่อนจะแทรกแก่นกายของตนเข้าไปทางด้านในอย่างรุนแรง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นทำให้ครีแวนสะดุ้งเฮือกและครวญครางออกมาไม่เป็นภาษา หากแต่ความเจ็บปวดเพียงแค่นั้นก็ไม่อาจที่จะทำให้ร่างที่รองรับแก่นกายอันแสนใหญ่โตนั้นลืมเลือนความต้องการของตนได้ ร่างโปร่งบางนั้นนิ่งค้างไปสักพักจนท้ายที่สุดช่องทางสีหวานนั้นก็พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของเฮลาสได้

ใบหน้าคมโน้มลงไปพรมจูบทั่วใบหน้าขาวและมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออกตามความต้องการของตน ท่อนแขนเรียวบางโอบรัดรอบคออีกฝ่ายแน่นเรียวขาขาวนั้นยังคงแยกออกกว้างขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายแทรกตัวเข้ามาได้ลึกขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าสวยนั้นแดงก่ำนัยน์เนตรสีนำทะเลลึกระรื่นไปด้วยน้ำตา

“แรงกว่านี้…ลึกกว่านี้ อะ…อะ….อื้อ” เสียงหวานเอ่ยร้องขอซึ่งในท้ายประโยคก็ไม่ลืมที่จะหลุดครางหวาน ๆ ให้อีกฝ่ายฮึกเฮิมเล่น ซึ่งความจริงแล้วต่อให้ครีแวนไม่เอ่ยร้องขอเฮลาสก็ตัดสินใจที่จะแทรกตัวให้ลงลึกไปกว่านี้และตอกย้ำให้คน ๆ นี้รู้ว่าทุกส่วนของร่างกายตนนั้นเป็นของเขาเพียงผู้เดียว

ร่างสูงพยายามแทรกตัวลึกลงไปให้ถึงที่สุด ซึ่งร่างที่นอนระทวยอยู่ใต้ร่างของเฮลาสก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ยิ่งเขาแทรกตัวลงไปลึกมากเท่าไหร่ช่องทางสวาทนั่นก็ยิ่งดูดกลืนแก่นกายของเขามากขึ้นเท่านั้น และเช่นเดียวกันในเวลาที่เขาถอนความเป็นชายของตนออกจากช่องทางรักนั่นสะโพกบางก็ขยับตามราวกับกว่าไม่ต้องการให้เขาจากไปไหน การกระทำที่แสนน่ารักน่าชังเช่นนี้ของครีแวนทำให้เฮลาสพึงพอใจเป็นอย่างมาก ยิ่งอีกฝ่ายร้องของเขาก็ยิ่งอยากตอบสนอง

แกนกายอันแสนใหญ่โตนั้นยังคงขยับเข้าออกอย่างไม่หยุด เสียงดูดกลืนที่ดังออกมาจากช่องทางรักนั้นยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุดความต้องการที่มากล้นก็มาถึงขีดสุดเฮลาสกระแทกแกนกายของตนเขาสู่ช่องทางสีฉ่ำนั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเขาจะปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาทั้งหมด ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากตัวของครีแวนเลย หยาดน้ำสีขาวขุ่นไหลออกจากแกนกายจนเปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าท้องขาว ร่างโปร่งบางนั้นหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนหากแต่เขาก็ยังรูสึกว่าร่างกายของตนนั้นยังอยากให้ร่างตรงหน้าครอบครองเขาอีกและความคิดนั่นมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับชายหนุ่มร่างสูงเลยสักนิด ใบหน้าคมก้มลงไปประทับริมฝีปากพร้อมกับเริ่มดูดเม้มรีมฝีปากบางนั่นอีกครั้ง ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดอย่างหื่นกระหายพร้อม ๆ กับช่องทางรักที่เริ่มคับแน่นเพราะแก่นกายอันแสนใหญ่โตอีกครั้ง

บทเพลงรักที่ทั้งสองสรรค์สร้างยังคงบรรเลงต่อไปและดูเหมือนว่าคืนนี้มันก็คงจะไม่จบลงง่าย ๆ เช่นเดียวกัน

เมื่อแสนแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างร่างโปร่งบางที่เหนื่อยอ่อนจากเกมส์รักเมื่อคืนก็ลืมตาตื่นขึ้น ความจริงแล้วถาจะให้พูดว่าเกมส์รักเมื่อคืนก็คงไม่ถูกนักแม้พวกเขาจะเริ่มกิจกามกันตอนหัวค่ำแต่กว่าชายหนุ่มร่างสูงนั้นจะเลิกทำก็ปาเข้าไปเกือบเช้า มือบางถูกยกขึ้นมาขยี้ตาเบา ๆ หากแต่ความรู้สึกแรกที่ครีแวนสัมผัสได้หลังจากขยับตัวนั่นก็คือแก่นกายของอีกฝ่ายนั้นยังคงเชื่อมติดกับช่องทางรักของเขาและสภาพในตอนนี้นั่นก็คือเขานอนซ้อนทับอยู่บนแผ่นอกกว้างของอีกฝ่าย ใบหน้าสวยนั้นขึ้นสีแดงก่ำและทุกครั้งที่ครีแวนพยายามขยับเพื่อถอนแกนกายของอีกฝ่ายออกจากร่างกายตนเสียงครางเล็ก ๆ ก็หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางทุกครั้ง “อื้อ…อ่ะ” และไอ้เสียงครางเล็ก ๆ ที่หลุดลอดออกมานั้นมันก็ไม่ได้เป็นเสียงที่เบา ๆ เลย

นัยน์เนตรสวยหลับตาลงก่อนจะลืมขึ้น มือบางทั้งสองข้างพยายามยันกายตนให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อถอนแกนกายอีกฝ่ายออก หากแต่ในขณะที่ร่างโปร่งบางยันกายลุกขึ้นนั่นความเป็นชายที่แสนใหญ่โตอยู่แล้วมันกับขยายใหญ่ขึ้นอีก คราวนี้ไม่ใช่แต่ครีแวนแล้วที่ลืมตาตื่นชายหนุ่มร่างสูงที่เหนื่อยอ่อนจากเกมส์รักก็รูสึกตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำก้มมองลงไปที่อีกฝ่าย มือบอบบางนั้นพยายามปิดกลั้นเสียงร้องครางของตนเอาไว้ คราวนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ผิดพลาดครั้งแรกในชีวิตของเฮลาสเสียแล้ว ไม่เพียงแค่ร่างตรงหน้าเขาเกิดอารมณ์หากแต่ตัวของเขาก็เกิดอารมณ์ด้วยเช่นกัน

ทั้ง ๆ ที่ครอบครองร่าง ๆ นี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วทำไมถึงไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด แถมยิ่งเขาครอบครองมากขึ้นเท่าไหร่ความหอมหวานของร่าง ๆ นี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นทุกครั้ง ร่างสูงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งมือกร้านค่อย ๆ แกะมือบางที่ปิดกั้นริมฝีปากของตนเองออก

“ร้องออกมาสิฉันอยากฟังเสียงของนายครีแวน” เสียงทุ้มเอ่ยร้องขอซึ่งนี่น่าจะเป็นการร้องขอครั้งแรกในชีวิตของเฮลาสเช่นกันและเมื่อสิ้นเสียงพูดริมฝีปากหนาก็ประทับจูบลงไปที่ริมฝีปากสีฉ่ำนั่นอีกครั้ง มือกร้านค่อย ๆ ประคองสะโพกบางขึ้นและปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนนำเกมส์รักในครั้งนี้

มันไม่มีการเล้าโลม ไม่มีการบังคับฝืนใจทั้งเฮลาสและครีแวนปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ริมฝีปากทั้งสองแลกรสจูบอันแสนหอมหวานส่วนด้านล่างก็แทรกสอดและบีบรัดอย่างเร้าร้อน  มือบางตวัดโอบรอบคออีกฝ่ายและเช่นเดียวกับมือกร้านที่โอบรัดรอบเอวบางนั้นอย่างหวงแหน บทรักที่แสนอ่อนโอนและหอมละมุนยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเชื่องช้าจนในที่สุดคนทั้งคู่ก็ปลดปล่อยความต้องการของตนออกมาอีกครั้ง

เฮลาสหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและเช่นเดียวกับครีแวนที่นอนหมดแรงซบไปที่บ่าของชายหนุ่ม ใบหน้าสวยขึ้นสีเรื่องด้วยความเขินอายก่อนร่างโปร่งบางนี้จะถูกประคองให้นั่งชันเข่าเพื่อที่ชายหนุ่มร่างสูงนั้นจะได้ถอนแกนกายออก และเมื่อชายหนุ่มถอนกายออกไปหยาดน้ำรักสีขาวขุ่นหากแต่มันเจือไปด้วยหยาดโลหิตก็ไหลรินออกมาจากท่องทางรัก ใบหน้าสวยนั้นยิ่งขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายท่อนแขนบอบบางพยายามดันร่างของชายหนุ่มให้ถอยห่างจากตน

“ถอยออกไปฉันจะไปอาบน้ำ” ริมฝีปากเอ่ยไล่หากแต่มือกร้านยังคงตวัดรวบเอวให้ร่างโปร่งบางนั้นเข้าไปแนบชิด “เดียวพาไป” เสียงทุมเอ่ยตอบพรอมกับตวัดร่างโปร่งนั้นอุ้มขึ้น มือกร้านกดศีรษะให้ใบหน้างามนั้นฝังลงไปในแผ่นอก การกระทำเช่นนี้ของเฮลาสทำให้ใบหน้าสวยยิ่งขึ้นสีแดงก่ำยิ่งกว่าเก่า แต่สิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งบางนี้หน้าแดงนั้นไม่ใช่เพราะการร่วมรักเมื่อสักครู่ หรือเขินอายเนื่องจากเรียวขาของเขานั้นเปรอะเปื้อนไปน้ำรักของอีกฝ่ายหากแต่สิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งบางนี้เขินอายก็เป็นเพราะการกระทำที่แสนอ่อนโยนซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาคมเข้มนั่นสักเท่าไหร่ และเมื่อร่างสูงสง่านั้นก้าวเดินมาถึงห้องอาบน้ำร่างโปร่งบางก็ถูกจับให้นั่งซ้อนตักของชายร่างสูง ไหล่บางสั่นละริกมือทั้งสองข้างจับขอบอ่างแน่น

ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ครีแวนสั่นเป็นลูกนกแบบนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวของชายหนุ่มที่มีนามว่าเฮลาส…ริมฝีปากหนาไล่จูบตามแนวกระดูกสันหลังนัยน์เนตรคมกริบสีเปลวเพลิงนั้นวาวโรจน์ขึ้นเมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนตนแสดงปฏิกิริยาที่แปลกไปออกมา

“พอได้แล้วน่า…ฉันจะรีบอาบน้ำแล้วรีบไป” ร่างโปร่งบางเอี้ยวตัวหันไปดันใบหน้ากร้านคมของอีกฝ่ายร่างทั้งร่างค่อย ๆ กระเถิบหนีอีกฝ่ายช้า ๆ และเมื่อร่างโปร่งบางนั้นถอยออกห่างมาได้ประมาณหนึ่งร่างเล็กก็ลุกขึ้นออกจากอ่างอาบน้ำไป ใบหน้าสวยยังคงขึ้นสี ริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น และเมื่อร่างโปร่งบางนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำ เสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ครีแวนรีบใส่เสือผ้าพวกนั้นอย่างรีบเร่งก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้อง ๆ นี้อย่างรวดเร็วและตัวของครีแวนก็ไม่ลืมที่จะหยิบอาวุธคู่กายตนออกไปจากห้อง ๆ นี้ด้วย

ขาเรียวยาวเดินออกจากห้องและมุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ต้องคาดเดาว่าจะเป็นที่ไหนถ้าไม่ใช่คฤหาสน์ฝั่งตะวันตกหรือที่ ๆ เขาฝากน้องสาวเอาไว้ และเมื่อร่างโปร่งบางเดินมาถึงหน้าประตูห้องมือบางก็รีบเปิดประตูเข้าไปด้านในทันที

“วิเวียนอยู่ไหน ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย” เสียงหวานเอ่ยเรียกผู้เป็นน้องสาว หากแต่คำตอบที่ร่างโปร่งบางได้รับนั้นคือความเงียบงัน คิ้วเรียวยาวขมวดเป็นปมแน่นเมื่อตนไม่เห็นใครอยู่ภายในห้อง ‘วิเวียนไม่น่าไปไหนได้นี่หรือว่าไอ้เด็กนั่น’ ครีแวนคิดในทางแง่ร้ายเอาไว้ก่อนร่างโปร่งบางเร่งสาวเท้าพาตัวเองเข้าไปในห้องและหยุดลงที่บานประตูบานหนึ่งที่สามารถเปิดเชื่อมไปถึงห้องพักส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของห้องได้

และครีแวนก็ไม่คิดที่จะเคาะประตูเป็นมารยาทมือบางจับลูกบิดและเดินเข้าไปในห้องทันที และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือเตียงสี่เสาที่ตั้งอยู่กลางห้องและที่เด่นสะดุดตาไปกว่านั้นนั่นก็คือร่างเล็กของเด็กสาวที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานั่น ครีแวนหละอยากจะเดินเข้าไปเขกหัวน้องสาวคนนี้สักทีแต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรตามความคิด บ่าข้างหนึ่งของครีแวนก็ถูกสะกิดเบา ๆ พร้อมกับถ้อยคำทักทายยามเช้า “สวัสดีตอนเช้าครับ กว่าคุณจะมารับน้องสาวได้นี่ใช้เวลานานเอาเรื่องเลยนะครับ” ครีแวนรีบหันหลังกลับไปทางต้นเสียงซึ่งไม่ต้องคาดเดาอะไรให้มากความเพราะคนที่เอ่ยถอยคำพวกนี้ก็คือเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องและเป็นเจ้าของเตียงที่ผู้เป็นน้องสาวของเขานอนหลับอยู่ ครีแวนมองร่างตรงหน้าที่ยังไม่ตื่นดีก่อนจะเอ่ยทักทายและขอบคุณด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “ไง…เอ้ยสวัสดีตอนเช้า…เอ่อ…แล้วก็ขอบคุณที่ดูแลและเสียสละที่นอนให้น้องสาวตัวแสบของฉันนะ”

ซึ่งคำขอบคุณนั่นเด็กหนุ่มโบกมือแทนคำพูดก่อนเขาจะสาวเท้าเดินตรงไปยังเตียงนอนของตน เด็กหนุ่มล้มทับร่างของเด็กสาวและการกระทำนั่นทำให้เด็กสาวถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“อะไรเนี่ยหนักเป็นบ้าออกไปเลยนะเราจะนอน” เด็กสาวสะดุ้งตื่นพร้อมกับใช้เท้าของตัวเองออกแรงยันไปหมายให้มันไปโดนอีกฝ่ายที่เข้ามารบกวน หากแต่เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับไม่ยอมให้ร่างเล็กนั้นทำแบบนั้นได้มือกร้านจับขาทั้งสองข้างรวบไว้พร้อมกับนำผ้าห่มผืนใหญ่มาพันรอบ ๆ ตัวของเด็กสาว และเมื่อตัวกวนใจไม่อยู่ทีนี้คาร์เร่ก็ได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที ใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยซุกหน้าลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลง

ครีแวนมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง นัยน์เนตรสีน้ำทะเลมองร่างของผู้เป็นน้องสาวที่โดนปราบซะอยู่หมัดแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ‘ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นยัยน้องสาวตัวแสบสิ้นท่าแบบนี้มาก่อนแต่แบบนี้ก็ดีไปอีกแบบหนึ่งแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เอาผามัดปากเอาไว้ถึงได้ส่งเสียงโวยวายแบบนี้’ ครีแวนส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอาก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะก้าวเดินเข้าไปใกล้กองผ้าห่มที่ห่อตัวผู้เป็นน้องสาวของเขาเอาไว้

“นี่วิเวียนฉันมีเรื่องจะบอก” เสียงหวานเอ่ยกับผู้เป็นน้องสาวถ้อยคำนี้ทำให้เสียงแหลมเล็กละความสนใจจากเด็กหนุ่มมาเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด

“ต่อจากนี้ไปเธอต้องอยู่ที่นี่…แล้วคาร์เร่จะกลายเป็นคนดูแลเธอ ฉันคุยกับเจ้าของที่นี่เอาไว้แล้ว” ครีแวนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหากแต่ผู้ฟังทั้งสองคนกลับไม่ได้รู้สึกนิ่งตามเสียงพูดไปด้วย

เพราะทันทีที่ครีแวนนั้นเอ่ยจนจบประโยคคาร์เร่ลืมตาตื่นเต็มที่พร้อมกับลุกขึ้นนั่งและมันก็ไม่ต่างอะไรไปกับเด็กสาวผู้มีดวงเนตรสองสีที่ดิ้นจนหลุดออกจากกองผ้าห่มทันทีที่ได้ถ้อยคำที่พี่ชายตนพูดออกมา ทั้งสองต่างหันหน้าไปจ้องใบหน้าสวยของชายหนุ่มผู้ที่เข้ามาใหม่นัยน์เนตรสองสีที่สองคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถามและพวกเขาก็ต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้! “ครีแวนอธิบายมาเดี๋ยวนี้ทำไมเราต้องให้ตาบ้านี่ดูแลด้วย / คุณครีแวนครับผมต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วนรวมไปถึงข้อตกลงที่คุณทำไว้กับน้าชายของผม” หากแต่คำถามพวกนั้นกับไร้คำตอบกลับจากร่างโปร่งบาง ครีแวนเดินหันหลังให้ทั้งสองก่อนจะรีบเร่งสาวเท้าเดินออกจากห้อง

ที่ครีแวนไม่อยากพูดหรืออธิบายอะไรออกไปนั้นนั่นก็เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ผู้เป็นน้องสาวของตนเป็นห่วง ถึงวิเวียนจะดูแก่นแก้วและเข็มแข็งแต่ความจริงแล้วเธอก็เป็นเพียงแค่เด็กสาวที่อายุ 14 ปีเท่านั้น เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้รู้จักโลกอีกด้านที่แสนอันตรายอย่างโลกในตอนนี้ที่เขายืนอยู่ เขาอยากให้ผู้เป็นน้องสาวอยู่ในโลกที่มีแสงสว่างและความหวังไม่ใช่ต้องมาใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงว่าตนจะโดนฆ่า หรือตนจะตายเมื่อไหร่แบบเขาขาทั้งสองข้างค่อย ๆ กาวเดินจากไปโดยทิ้งให้ผู้เป็นน้องสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเตียง “ครีแวนจะทิ้งเราไปจริง ๆ เหรอ เราบอกแล้วไงว่าเราจะไม่ดื้ออีก จะไม่ขัดคำสั่งของครีแวนอีกเราบอกไงว่าเราสัญญา” เสียงสะอืนยังคงกองตามแผ่นหลังหากแต่ครีแวนก็ต้องทำเป็นใจแข็งเดินจากมา

นัยน์เนตรสองสีของเด็กหนุ่มได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางนั่น เขาพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมเจ้าของร่างโปร่งบางถึงทำเช่นนี้ มือกร้านยื่นมือไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเรือนผมยาวสีน้ำเงินอย่างเบามือ ริมฝีปากหนาพลางกล่าวปลอบขวัญร่างเล็กกว่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “พี่ชายของเธอคงมีเหตุผลที่ทำแบบนี้นั่นล่ะ การที่เขาเลือกให้ฉันดูแลเธอคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเพราะเขาไม่อยากให้เธอเป็นอันตรายถึงตัดสินใจให้พวกเราปกป้องเธอในตอนที่เขาไม่อยู่”

ยิ่งคาร์เร่พูดเด็กสาวยิ่งส่งเสียงสะอื้น นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ชายของเธอพูดแบบนี้ออกมาซึ่งคำพูดพวกนี้มันช่างเหมือนตอนที่พ่อและแม่พูดก่อนที่เขาจะจากไป มือบางค่อย ๆ ปาดน้ำตาออกก่อนจะรีบเร่งลุกขึ้นเพื่อไปเอ่ยรั้งไม่ให้พี่ชายไป

“เราจะไปห้ามครีแวนและนายต้องไปกับเราด้วย” สิ้นเสียงพูดร่างเล็กนั่นกระโดดลงจากเตียงทันทีและเธอไม่ลืมที่จะใช้มือของตนดึงร่างสูงกว่าให้ลงจากเตียงตามมา

เมื่อครีแวนเดินออกจากคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกได้สักพักร่างโปร่งบางนั้นก็เซเข้าไปพิงกับกำแพง เขาไม่ได้อยากจะทำให้ผู้เป็นน้องสาวนั้นหลั่งน้ำตาออกมาเลย หากแต่มันก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้นิสัยของเด็กคนนั้น ยิ่งหามเหมือนยิ่งยุ และถายิ่งไม่ห้ามเด็กคนนั้นก็จะรีบวิ่งตาม นัยน์เนตรสวยนั้นปรือหลับลงใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

ทั้ง ๆ ที่สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ทำให้เด็กคนนั้นร้องไห้แต่เขาก็เผลอทำมันลงไปเสียแล้ว ริมฝีปากบางเอ่ยพูดกับตัวเองมือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมากุมบริเวณแผ่นอก แต่กระนั้นหากเขาต้องผิดสัญญาแล้วทำให้เด็กคนนั้นปลอดภัยเขาก็ยอม…เมื่อครีแวนปรับความคิดของตนให้คงที่ ริมฝีปากบางก็ทอดถอนลมหายใจออกมายาวเหยียดราวการกระทำเช่นนี้ราวกับว่ามันเป็นเครื่องช่วยปลดปล่อยความเครียดและความกังวลออกมา หากแต่ในขณะที่ร่างโปร่งบางนี้กำลังทอดถอนลมหายใจ ร่างสูงสง่าของผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ก็ปรากฏใบหน้ากร้านคมนั้นแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนเลยว่าในตอนนี้เขากำลังโกรธอยู่และคนที่ทำให้เขาโกรธก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าของร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

‘คงรู้แล้วหละสิว่าฉันจะไปทำอะไร’ ครีแวนเอ่ยคำพูดนี้ในใจใบหน้าสวยแสร้งตีสีหน้าเป็นปกติกลับไปให้อีกฝ่าย ริมฝีปากบางเตรียมเอ่ยถามอีกฝ่าย หากแต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นนั่นก็เป็นเพราะทันทีที่ริมฝีปากบางจะเอ่ยพูดออกไปมือกร้านก็ตรงเข้ามาบีบที่ลำคอแกร่งส่วนมืออีกข้างออกแรงดันให้ร่างโปร่งบางแนบติดไปกับกำแพง

“…คิดว่าจะปิดฉันได้หรือยังไงคิดว่าฉันไม่รู้เหรอไงว่านายจะไปทำอะไรที่ไหน” ร่างสูงสง่าเค้นเสียงถาม นัยน์เนตรสีเปลวเพลิงนั้นวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ

ใช่แล้วเฮลาส ฟีเลทัสผู้นี้กำลังโกรธซึ่งตัวของเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงรู้สึกแบบนั้นหากแต่เมื่อเขารู้ว่าร่างโปร่งบางที่เป็นของ ๆ เขาจะไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายและมีโอกาสรอดกลับมาน้อยนิด ความโกรธและความไม่พอใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตก็ประทุขึ้นมา

นิ้วกร้านค่อย ๆ บีบตามลำคอขาวอย่างเบามือ นัยน์เนตรคมนั้นจ้องมองไปยังใบหน้าอีกฝ่ายราวกับมันเป็นคำสั่งให้ร่างโปร่งบางนี้เอ่ยตอบ และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนปากแข็งเช่นครีแวนไม่คิดจะเอ่ยพูดอะไรออกไปทั้งสิ้น ทั้งสองคนจองหน้ากันแบบนี้ไปสักพักใหญ่ในท้ายที่สุดชายหนุ่มร่างสูงนั้นก็เป็นฝ่ายยอมแพ้มือกร้านปล่อยมือจากลำคอขาวท่อนแขนแกร่งที่ดันร่างโปร่งบางให้แนบชิดไปกับกำแพงแปรเปลี่ยนมาเป็นรั้งร่างเพรียวบางนั้นเข้ามาสู่อ้อมกอดของตัวเอง “ให้ฉันเป็นห่วงนายไม่ได้หรือยังไงกัน” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแผ่วเบาหากแต่ครีแวนนั้นได้ยินมันเต็มสองรูหู

ตัวของครีแวนไม่เคยโดนใครขอร้องในลักษณะนี้และเขาก็ไม่เคยเรียกร้องคำ ๆ นี้จากใครด้วย หากแต่ชายผูนี้เป็นใครทำไมถือดีมาเป็นห่วงเขา ใบหน้าขาวขึ้นสี มือบางนั้นถูกยกขึ้นไปดันแผ่นอกกว้างให้ถอยห่างออกไป และถ้าจะให้ครีแวนพูดถึงอารมณ์ของตนเองในตอนนี้ก็คงพูดได้ว่า ‘เขากำลังทำอะไรไม่ถูกกับถ้อยคำพวกนั้นและรวมไปถึงความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้’ มือบางยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่แสนแดงก่ำของตัวเองเอาไว้หากแต่มือกร้านกับออกแรงดึงมันออก

“ให้ฉันเป็นห่วงนาย…ไม่ได้หรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ยิ่งทำใหครีแวนรูสึกสับสนยิ่งกว่าเก่าใบหน้าสวยเลือกที่จะเบนหน้าหนีริมฝีปากบางพยายามเค้นเสียงพูดของตนให้เป็นปกติ

“…นั่นมันก็เรื่องของนาย…แต่สิ่งที่ฉันจะทำต่อไปมันเป็นเรื่องของฉัน นายก็รู้ว่าไม่ว่าจะทำยังไงนายก็ไม่สามารถห้ามฉันได้และตัวฉันเองก็รู้ว่ายังไงฉันก็ไม่สามารถห้ามนายได้เช่นกัน” เมื่อเอ่ยจนจบประโยคร่างโปร่งบางก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายชะงักไปเพราะคำพูดของตนมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่มไปให้ ริมฝีปากบางประทับจูบแผ่วเบาลงบนริมฝีปากหนาก่อนจะผละออกและวิ่งจากไป

ครีแวนไม่ได้เอ่ยห้ามอีกฝ่ายว่าไม่ให้ชายร่างสูงผู้นั้นเป็นห่วงตัวเขา…และเขาก็ไม่ได้เอ่ยอีกว่าเขาจะไม่กลับมายังที่แห่งนี้…

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 8

Chapter 8

เมื่อร่างสูงโปร่งก้าวผ่านพ้นประตูรั้วขาทั้งสองข้างก็รีบสาวเท้าเดินตรงไปยังตัวคฤหาสน์ ในตอนนี้เป้าหมายของร่างโปร่งบางนั้นคือการเข้าไปกระชากคอชายหนุ่มที่มีนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ แล้วกร่นด่ายาว ๆ ไปสักชุดให้สะใจต่อด้วยประเคนหมัดให้ไปสักที หากแต่ความคิดพวกนั้นของครีแวนก็ต้องจบลง เพราะตั้งแต่ร่าง ๆ นี้ก้าวเข้าไปในตัวคฤหาสน์ทั้งสองข้างก็ถูกขนาบด้วยเหล่าการ์ดของตระกูลฟีเลทัส มือทั้งสองข้างถูกไขว้ล็อคไว้ด้านหลังขาทั้งสองข้างถูกเตะตัดให้ทรุดนั่งลงไปกับพื้น ริมฝีปากบางได้แต่กร่นด่าอยู่ในใจหากแต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรตอบโต้ได้เลยสักนิด เจ้าของใบหน้าสวยนั้นถูกจับให้นั่งรออยู่ในห้องโถงของคฤหาสน์ไปสักพักในที่สุดร่างสูงที่คุ้นตาก็สะท้อนเข้ามาในดวงตา ร่าง ๆ นั่นก็คือร่างของเด็กหนุ่มที่เรือนผมสั้นสีแดงดั่งเปลวเพลิงและนัยน์เนตรสองสีที่แตกต่างกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มดูแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเหล่าการ์ดของตนยืมรุมล้อมบางสิ่งอยู่หากแต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยก็ต้องตกตะลึงเพราะร่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั่นก็คือร่างสูงโปร่งที่เคยอยู่ ณ ที่แห่งนี้เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว

“คุณ…กลับมาที่นี่ทำไม” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มเอ่ยถามมือกร้านถูกตวัดให้เหล่าการ์ดที่ล็อคตัวร่างโปร่งบางอยู่ให้ปล่อยเขาเป็นอิสระ และเมื่อครีแวนถูกปล่อย ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาก็ลุกขึ้นยืนมือบางยกขึ้นมาเกลี่ยผมที่ปรกหน้าตนเบา ๆ

“ฉันมาทวงของคืนจากไอ้บ้านั่น มันเอาของ ๆ ฉันไป” เสียงนุ่มเอ่ยตอบมือทั้งสองข้างบิดไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อยจากการถูกล็อคตัวเมื่อสักครู่ ซึ่งเมื่อเด็กหนุ่มที่ได้ยินประโยคพวกนั้นใบหน้าคมก็เลิกคิ้วสูงภายในสมองของเขาพลางคิดว่าน้าชายของตนไปยึดหรือเก็บสิ่งของอะไรของร่างโปร่งตรงหน้า เด็กหนุ่มนึกย้อนกลับไปวันแรกที่ครีแวนได้ถูกจับตัวเมื่อก้าวเข้ามายังคฤหาสน์แห่งนี้ และเท่าที่เขาจำได้ตอนที่เจอร่างสูงโปร่งนี้ครั้งแรกร่างโปร่งบางแทบจะไม่ได้พกอะไรติดตัวเลยเพราะนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่และอาวุธติดตัวแล้วเขาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากนี้ หรือว่าสิ่งที่ร่างโปร่งบางนี้ต้องการได้คืนมันเป็นอาวุธพวกนั้น

“อาวุธของคุณอย่างงั้นหรือครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามซึ่งคำตอบกไม่ได้แตกต่างไปจากที่คาร์เร่คาดเดาสักเท่าไหร่นักเพราะอีกฝ่ายรีบตอบออกมาแทบจะทันทีที่เสียงทุ้มนั้นเอ่ยจบลง “เออ…อาวุธของฉันนั่นล่ะ นายช่วยบอกไอ้บ้านั่นให้รีบเอามาคืนสักที”

สิ้นถ้อยคำพวกนั้นเด็กหนุ่มได้แต่ส่ายศีรษะไปมาเป็นคำตอบ ซึ่งที่เขาต้องตอบออกไปเช่นนั้นนั่นก็เป็นเพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน้าชายของเขาเพิ่งส่งอาวุธของคนตรงหน้าเขาทั้งหมดไปให้ช่างจัดทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้อาวุธพวกนั้นก็ยังไม่ได้คืนเลยสักชิ้นท่าทางการมาที่นี่ในครั้งนี้ของครีแวนจะสูญเปล่าเสียแล้ว

“ขอโทษด้วยครับถ้าหากมันยังอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ผมคงไปหยิบคืนให้คุณได้…แต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์และตอนนี้น้าชายของผมไม่อยู่เสียด้วยผมคงไม่สามารถนำมาคืนให้คุณหรือถามน้าชายให้ได้และถ้าหากคุณต้องการจะรอตามตารางเวลาแล้วน้าชายของผมจะกลับมาถึงที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลังถ้าเกิดคุณรอได้ผมจะนำทางคุณไปยังห้องพักของเขาให้แต่ถ้าไม่ผมคงต้องใช้วิธีเดิมกับคุณโดยการกักตัวคุณไว้และพาไปส่งตอนเที่ยงคืนเหมือนครั้งที่แล้ว” มือแกร่งหยิบสมุดตารางงานของน้าชายตนขึ้นมาอ่าน นัยน์เนตรคมสองสีนั้นมองไล่ตามตัวอักษรที่ตนนั้นได้จดบันทึกไว้ ซึ่งสิ่งที่ตัวของคาร์เร่พูดออกไปนั้นมันไม่เหมือนกับการเป็นทางเลือกเลยสักนิด เพราะไม่ว่าครีแวนจะเลือกทางไหนตัวเขาก็ต้องรอเหมือนกัน ซึ่งส่วนที่มันแตกต่างกันมันก็คือคำพูดเท่านั้นล่ะ โดยถ้าเขาเลือกข้อแรกตัวของครีแวนก็จะได้ ‘นั่งรอ’ ดี ๆ ภายในห้องทำงานสุดหรูของคน ๆ นั้น และหากเขาเลือกข้อสองเขาก็จะโดน ‘กักตัว’ ในอยู่ภายในห้องทำงานของชายร่างสูงนั่นอยู่ดี

ดังนั้นการเลือกข้อสองไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ แต่กระนั้นต่อให้เลือกทางไหนเขาก็ไม่เห็นความต่างของมันอยู่ดี ใบหน้าสวยเบนหน้าหนีมือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาไขว้กันไว้บริเวณแผ่นอก “ไม่ว่าฉันจะเลือกข้อไหนมันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง จะพาฉันไปห้องของไอ้บ้านั่นก็รีบ ๆ ฉันมีธุระที่ต้องทำอีกเยอะ” เสียงนุ่มเอ่ยถ้อยคำจิกกัด ซึ่งเด็กหนุ่มผู้ที่มีนิสัยแทบจะไม่แตกต่างจากน้าชายของตนได้แต่ส่งรอยยิ้มอันแสนกวนประสาทมาให้

ใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยพยักหน้าตอบรับพร้อมกับเดินนำทางร่างโปร่งบางไป หากแต่ในขณะที่ที่ทั้งสองคนจะเดินไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันออกเสียงบานประตูคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กของบุคคลนิรนามที่ถูกผลักเข้ามาทางด้านใน คาร์เร่หันหลังกลับไปมองที่ประตูและเช่นเดียวกันกับครีแวนและทันทีที่ทั้งสองคนเห็นร่าง ๆ นั้นเต็มสายตา ใบหน้าสวยของครีแวนนั้นเบิกตากว้างส่วนใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

บุคคลนิรนามที่แอบตามร่างสูงโปร่งของครีแวนมาตลอดทางนั่นก็คือ ‘วิเวียน เดอ เมอร์เรส’ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ‘น้องสาวตัวแสบของครีแวนนั้นเอง’

เมื่อร่างเล็กที่กำลังส่งเสียงโวยวายเห็นร่างสูงโปร่งของผู้เป็นพี่ชาย ใบหน้าสวยตั้งแต่เยาว์วัยนั้นก็คลี่รอยยิ้มร่างเล็กนั่นก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปหาผู้เป็นพี่ชายของตนทันที มือเล็กนั้นรวบกอดเอวบางใบหน้าสวยนั้นก็ซุกลงไปบนแผ่นอกของผู้เป็นพี่ชายตนด้วยเช่นกัน

ครีแวนได้แต่ยกมือขึ้นมากุมบริเวณศีรษะใบหน้างดงามนั้นส่ายไปมาด้วยความระอา… ‘วิเวียน ยัยน้องสาวตัวแสบเธอนี่มันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดไว้มากโขเลยนะ’ ครีแวนได้แต่ทอดถอนลมหายใจ ส่วนเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ก็หันไปมองใบหน้างดงามราวกับว่าต้องการคำอธิบาย

“ฉันคิดว่าก่อนที่นายจะพาฉันไปรอที่ห้องไอ้บ้านั่น นายคงต้องพาฉันไปที่ห้องของนายก่อนแล้วหละพอดีฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย…เรื่องเกี่ยวกับยัยตัวแสบที่กอดเอวฉันอยู่เนี่ยล่ะ” เสียงนุ่มเอ่ยตอบเด็กหนุ่ม ซึ่งผู้ที่รับฟังถ้อยคำพวกนั้นก็ไม่คิดจะปฏิเสธร่างสูงสง่าของเด็กหนุ่มเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง และนำพาร่างทั้งสองร่างเดินไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกแทน ตลอดทางเดินไม่มีเสียงพูดคุยอะไรเลยสักนิด หากแต่เสียงที่มีคงจะเป็นเสียงสะอื้นเบา ๆ ของเด็กสาวที่กอดเอวบางของผู้เป็นพี่ชายของตนอยู่

ใบหน้าสวยเบ้ปากอย่างเบื่อหน่าย หากแต่มือทั้งสองข้างก็คอยประคองและลูบศีรษะของผู้เป็นน้องสาวตนไปตลอดทาง และใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นักคนทั้งสามคนก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องของเด็กหนุ่ม ผู้เป็นเจ้าของห้องเปิดประตูเชื้อเชิญให้สองคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังเดินเข้าไป “ผมรู้นะครับว่าคุณคิดจะทำอะไร จะฝากน้องสาวของคุณไว้ที่ห้องของผมก่อนแล้วค่อยเข้าไปรอที่ห้องน้าชายของผมสินะครับ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างรู้ทัน หากแต่ที่เด็กหนุ่มคิดมันก็ไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด

“ใช่ฉันจะฝากน้องสาวของฉันไว้ที่ห้องของนายก่อนและมีอะไรจะคุยมากกว่านั้นด้วย” ใบหน้างดงามนั้นเบนหนีมือทั้งสองข้างพยายามแงะร่างเล็กที่เกาะเอวตนแน่นให้ถอยห่างออกไป “วิเวียนปล่อยได้แล้วไม่มีใครทำอะไรเธอแล้ว แต่ต่อให้ทำมันก็ความผิดของเธอที่แอบเข้ามา” ครีแวนกล่าวว่าน้องสาวของตน และเมื่อเด็กสาวได้ยินเช่นนั้นใบหน้าสวยก็เงยหน้าออกจากแผ่นอกของผู้เป็นพี่ชายทันที ดวงหน้าสวยนั้นไม่มีแม้แต่คราบน้ำตา ซ้ำริมฝีปากสีชมพูดเรื่องยังคลี่รอยยิ้มร้ายออกมาเสียด้วย

ซึ่งอย่างที่เห็นเด็กสาวคนนี้ไม่มีอาการหวาดกลัวหรือตกใจอะไรเลยสักนิดเดียวซ้ำยังทำท่าทางตื่นเต้นที่ได้เข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนี้เสียด้วย “นี่ครีแวนที่ทำท่าจะหนีออกมาจากบ้านเพราะจะมาที่นี่เหรอ…ทำไมไม่บอกเราว่าจะมาที่นี่ถ้าบอกนะเราจะยอมให้มาเลยแล้วเราก็จะตามมาด้วย” เสียงแหลมเล็กเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ซึ่งท่าทางของผู้เป็นน้องสาวนั้นมันช่างแตกต่างจากผู้เป็นพี่ชายเหลือเกิน

ครีแวนยืนมองหน้าเด็กสาวด้วยแววตานิ่งสนิทจากนั้นมือบางก็ถูกยกขึ้นพร้อมกับตบใบหน้าขาวนั้นเต็มแรง “ที่ฉันไม่ให้เธอมาเพราะว่ามันอันตราย แล้วนี่หลอกฉันว่าจะไปข้างนอกแต่ดันดื้อแอบตามมาจะให้ฉันว่าเธอแบบไหนดีวิเวียน” ครีแวนตะโกนด่าผู้เป็นน้องสาวเสียงดังมืออีกข้างเตรียมยกขึ้นมาตบผู้เป็นน้องสาวตนอีกสักทีสองที หากแต่ความตั้งใจนั่นก็ถูกยกเลิกด้วยมือของเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่อยู่ภายในห้อง ริมฝีปากบางส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ มือบางพลางสะบัดมือตนให้หลุดพ้นจากการพันธนาการ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย คาร์เร่ ฟีเลทัส ฉันต้องสั่งสอนน้องสาวที่เอาแต่ใจให้รู้เสียมั่งว่าการที่ตามฉันมานี่มันเป็นเรื่องถูกหรือผิด” นัยน์เนตรสีไพลินวาวโรจน์ด้วยความโกรธและอารมณ์ที่ใบหน้างดงามแสดงออกมานั้นมันเต็มไปด้วยความเย็นชา ครีแวนไม่เคยโกรธอะไรมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่มันก็อาจจะผิดเองที่ครีแวนปล่อยปละละเลยน้องสาวของตนมากเกินไปเด็กสาวคนนี้ถึงได้เอาแต่ใจและดื้อดึงซะขนาดนี้

“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากให้น้องสาวคุณเดินเข้ามาในโลกด้านนี้แต่มันไม่ทันแล้วครับ ตอนนี้สิ่งที่คุณควรทำไม่ใช่การต่อว่าน้องสาวคุณ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาเป็นคุณจะทำยังไงที่จะปกป้องน้องสาวคุณได้มากกว่านะครับ” ถ้อยคำพูดมากมายต่างประดังประเดเข้ามาภายในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่มันจะเป็นคำพูดที่ตัวของวิเวียนไม่เข้าใจ มือเล็กที่กุมแก้มของตนไว้ถูกยกขึ้นไปกั้นระหว่างคนทั้งสองใบหน้าสวยนั้นตีหน้าขรึมพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ครีแวนอยากจะเขกหัวน้องสาวตนไปอีกสักสองสามที “พอก่อนตอนนี้เราต้องค่อย ๆ เคลียร์ปัญหาไปทีละจุดนะครีแวน…เออแล้วนายด้วย คาร์เร่ใช่ไหมเราวิเวียนนะยินดีที่ได้รู้จัก แต่ไอ้เรื่องโลกด้านนี้ด้านอะไรเราไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ แต่นี่เป็นคฤหาสน์ของมาเฟียใช่ไหม โหยน่าตื่นเต้นชะมัดเลยเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เราได้มา” เด็กสาวผู้ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนกับอะไรพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและแววตาตื่นเต้น และไอ้ท่าทางแบบนี้นี่ล่ะที่จะทำให้ครีแวนประเคนผ่ามือไปอีกสักที

“ยังมาทำตัวตื่นเต้นอะไรอีก รู้ไหมว่าที่เธอทำมันแย่แค่ไหน หมดกันที่ฉันคอยปกป้องเธอมาเนี่ยเธอกลับทำมันพังในวันเดียว” ความจริงแล้วในเวลาปกติการที่วิเวียนแอบตามมาที่นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสักเท่าไหร่หนักเพราะการหาข่าวของเขามันก็เป็นการเดินไปนั่งนิ่ง ๆ ในร้านกาแฟเวลากลางวันหรือไปนั่งในผับ บาร์ในเวลาการคืน หากแต่ในตอนนี้มันไม่ใช่เวลาเพราะข่าวลือของบุคคลนิรนามที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของดอนฟีเลทัสมันยังไม่ซาเลยสักนิดเดียว แถมนับวันทุกคนยิ่งขุดคุ้ยมันมากขึ้น และถ้าให้เขาคาดเดาถึงอนาคตแล้วล่ะก็ตัวตนที่ทุกคนตามหามันก็จะถูกเผยออกมาในไม่ช้า ซึ่งถ้าทุกคนในโลกด้านมืดรู้ว่าคน ๆ นั้นคนที่ทุกคนตามหาเป็นตัวเขามันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันเพราะคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าดอนฟีเลทัสจะนอนกับผู้ชายด้วยกัน แต่นี่มันมียัยน้องสาวตัวแสบเข้ามาเอี่ยวด้วยดังนั้นจากตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวก็จะเพิ่มเป็นสองและแน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงคิดว่าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของดอนฟีเลทัสต้องเป็นเด็กสาวแน่นอน

“ครีแวนโกรธเราเหรอ” เมื่อเด็กสาวได้ยินถ้อยคำนั้นจนจบประโยคน้ำเสียงและท่าทางที่ตื่นเต้นนั้นก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดทันที “เราขอโทษนะ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าเรื่องมันจะแย่แบบนี้น่ะ”

หากแต่เรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วจะให้ย้อนกลับไปแก้ไขมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้วมือบางถูกยกขึ้นไปลูบศีรษะผู้เป็นน้องสาวของตนอย่างเบามือแต่ก็ยังไม่วายที่จะใช้มือข้างนั้นเขกศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินนั่นหนึ่งที “ดี…ทำอะไรผิดรู้จักขอโทษนี่ล่ะดีแล้ว…เอาเป็นว่าเธออยู่ที่นี่กับเขาไปก่อนฉันทำธุระเสร็จแล้วค่อยว่ากันแล้วอย่าทำตัวซนหรือดื้ออะไรอีกแล้วกัน เพราะฉันไม่รับปากนะว่าจะช่วยเธอได้ ส่วนนายฉันฝากดูน้องสาวหน่อยแล้วกัน ส่วนห้องของหมอนั่นฉันเดินไปถูกถ้ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมล่ะนะ” สิ้นเสียงนุ่มร่างสูงโปร่งก็ก้าวเดินออกไปจากห้อง โดยเขาทิ้งให้น้องสาวของตนอยู่กับเด็กหนุ่มร่างสูงเพียงสองคน

ภายในห้องนั้นถูกความเงียบกลืนกินหากแต่ความเงียบงันนั้นมันก็คงอยู่ได้เพียงครู่เดียว พลันเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงเนตรสองสีคู่งาม มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ยกมือขึ้นปาดมันเบา ๆ ริมฝีปากเล็กพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิดเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ในห้องมองการกระทำของเด็กสาวคนนั้นไปสักพักในที่สุดขาแกร่งทั้งสองข้างก็ก้าวเข้าไปหา มือกร้านนั้นยกมือขึ้นลูบหัวศีรษะของเด็กสาวอย่างเบามือ

“ไม่เคยโดนพี่ชายดุเลยใช่ไหมล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามซึ่งเด็กสาวก็ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ ใบหน้าสวยนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา หากแต่แก้มขาวใสนั้นมีรอยผ่ามือขึ้นสีแดงอย่างชัดเจน “แล้วนี่เพิ่งโดนตีครั้งแรกด้วยใช่ไหม” เด็กหนุ่มเอ่ยถามต่ออีกครั้งซึ่งคำตอบที่เขาได้มันก็มาในรูปแบบเดิมคือการพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ

“อืม…ฉันว่าเธอก็สมควรโดนแล้วล่ะ ซนเสียขนาดนั้น ทำอะไรไม่คิด ดื้อ ถ้าฉันเป็นพี่ชายเธอฉันคงจับตีอีกสักสามสี่ที” จากคำพูดที่เห็นใจและการกระทำที่อ่อนโยน เปลี่ยนเป็นถ้อยคำว่าเสียงทุ้มนั้นยังเอ่ยว่าไม่หยุด จนในที่สุดจากเสียงสะอื้นและหยาดน้ำตามันก็เปลี่ยนเป็นคำพูดที่ใช้ต่อว่าสวนกลับอีกฝ่ายไป

“อ่อ…เหรอ เราสมควรโดน อีตาขี้เก๊กเราอยากรู้ว่าพี่ชายเราทำอะไรอยู่ก็เท่านั้นเลยแอบตามมาเราเป็นห่วงพี่เรานะถึงได้ทำแบบนี้” เด็กสาวลุกขึ้นยืนมือทั้งสองข้างเท้าเอวพร้อมกับเอ่ยสวนกลับ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยสักนิดร่างสูงลุกขึ้นยืนมือทั้งสองข้างไขว้กอดกันไว้บริเวณแผ่นอกกว้างริมฝีปากหนาพลางเอ่ยถ้อยคำสอนเด็กสาวออกไปยาวเหยียด “เธอนั่นล่ะทำตัวให้คนอื่นเขาเป็นห่วง ที่พี่ชายของเธอแอบมาแบบนี้ไม่ใช่เพราะห่วงกลัวเธอตามมาหรือไงกัน เธอนี่ไม่เคยคิดอะไรเลยสินะว่าสิ่งที่เธอทำมันจะส่งผลร้ายขนาดไหน ที่พี่เธอคอยปกป้องเธอมาตลอดเนี่ยมันสูญเปล่าตั้งแต่เธอทำตัวงี่เง่าและวางแผนตามพี่ชายมาที่นี่แล้ว” ที่คาร์เร่เอ่ยออกไปก็หวังว่าจะให้เด็กสาวตรงหน้าตนนี้สำนึก หากแต่ที่เขาเอ่ยออกไปทั้งมันนั้นมันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเด็กสาวคนนี้ไปจนหมดและนอกจากที่ร่างเล็กคนนี้จะไม่ยอมฟังเขาแล้วเธอยังไม่ยอมรับผิดอีก

นิสัยนี่….มันช่างเหมือนนิสัยของพี่ชายเธอไม่ผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ เมื่อคาร์เร่จนปัญญาที่จะพูดที่จะเตือนอีกฝ่ายมือกร้านก็ยื่นออกไปดันหัวเล็ก ๆ นั่นให้นั่งลงไปกับโซฟาส่วนเขาก็ก้าวเดินไปนั่งยังโต๊ะคอมพิวเตอร์ของตน ซึ่งตัวคาร์เร่เองก็หวังไว้ว่าเด็กสาวที่แสนดื้อดึงคนนี้จะหยุดพูดสักที

หากแต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาร์เร่คิด ร่างสูงของเด็กหนุ่มนั่งกุมขมับทนฟังเสียงแหลมเล็กนั้นพูดเจื้อยแจ้วนานเป็นชั่วโมง ๆ แต่โชคยังดีที่เขาทนต่อไปอีกไม่นานในที่สุดความเงียบสงบนั้นก็กลับคืนมาเพราะร่างเล็กของเด็กสาวคนนั้นได้หลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว

เด็กหนุ่มหมุนเก้าอี้ไปมองพร้อมกับทอดถอนลมหายใจตนออกมาเฮือกใหญ่ ‘กว่าจะเงียบได้ยัยเด็กบ้า แล้วหวังว่าตอนตื่นขึ้นมาจะไม่พูดอะไรน่ารำคาญออกมาอีก’ เสียงทุ้มเข้มเอ่ยออกมาแผ่วเบาหากแต่ในถ้อยคำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดนั้นริมฝีปากหนากลับลอบอมยิ้มเล็ก ๆ ออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว

และในขณะเดียวกันทันทีที่ครีแวนออกจากห้องใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธก็อ่อนลง ริมฝีปากบางสีสดทอดถอนลมหายใจออกมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะลงไม้ลงมือกับน้องสาวคนนี้หากแต่ครั้งนี้มันจำเป็นจริง ๆ ครีแวนไม่คิดว่าการเลี้ยงดูของตนนั้นจะทำให้น้องสาวของเขามีนิสัยดื้อดึงเช่นนี้ ริมฝีปากบางเม้มเข้ากันแน่น ภายในสมองพลางคิดทบทวนถึงสิ่งที่ตนเองทำหลังจากบิดาและมารดาของคนจากไป

แต่จะให้บอกว่าวิเวียนนิสัยเสียเพราะเขาเลี้ยงดูก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่นัก เพราะว่าเขาน่ะแทบจะไม่เคยเลี้ยงดูน้องสาวคนนี้เลยต่างหาก เขาก้าวสู่โลกด้านมืดตั้งแต่อายุ 15 ปีและในเวลาเดียวกันวิเวียนก็อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้นเอง… ดวงเนตรสีไพลินนั้นหลับตาลงก่อนจะลืมตื่นและสะบัดสิ่งที่ก่อกวนหัวใจตนออกไปจนหมด ในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำไม่ใช่การเป็นห่วงผู้เป็นน้องสาวหากแต่มันเป็นการไปเอาของที่คน ๆ นั้นยึดไปกลับคืนมาต่างหาก

ร่างสูงโปร่งรีบเร่งสาวเท้าตนไปเรื่อย ๆ ก้าวผ่านจากคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออก ซึ่งมันก็ใช้เวลาไม่นานนักร่าง ๆ นี้ก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องที่ตนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ห้องทำงานและห้องพักของดอนฟีเลทัสหรือจะให้ครีแวนเปรียบแล้วล่ะก็เบื้องหลังประตูบานนี้คือกรงขังดี ๆ นั่นเอง

มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดประตู ริมฝีปากบางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะบิดเพื่อเปิดมันเข้าไปด้านใน บานประตูไม้สลักค่อย ๆ เปิดอ้าออกภาพที่ปรากฏในสายตายังคงเป็นภาพที่ครีแวนคุ้นเคย ภายในห้องยังคงจัดแต่งเช่นเดิมอย่าไม่ผิดเพี้ยนเครื่องเรือนที่ให้อารมณ์สงบนิ่งที่แตกต่างจากห้องนอนของเขา

ขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับบานประตูที่อยู่เบื้องหลังค่อย ๆ ปิดลง….

ร่างโปร่งบางนั้นก้าวเดินไปนั่งบนโซฟาที่ตนคุ้นเคยสัมผัสของมันยังคงนุ่มเหมือนกับเมื่อก่อน มือทั้งสองข้างพลางไล้ไปตามเนื้อผ้าที่รายเรียบก่อนจะเบนสายตาไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่วางเด่นอยู่กลางห้อง ด้านบนของโต๊ะตัวนั้นยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกับตอนที่เขาเดินจากที่แห่งนี้ไปทุกอย่างมันคงเหมือนเดิม หากแต่ที่จะดูแปลกตาไปนั้นก็คงเป็นกระเป๋าใบใหญ่ที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานตัวนั้น

‘มันคืออะไรกันนะ’ ครีแวนเอ่ยถามตนเองอยู่ในใจใบหน้าสวยนั้นแสดงอาการสงสัยอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ตัวของครีแวนเองก็ไม่ได้มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเหมือนกับเด็ก ๆ ร่างโปร่งบางเลยเลือกที่จะนั่งอยู่เงียบ ๆ รอคอยผู้เป็นเจ้าของห้อง ๆ นี้ให้กลับมา ขาเรียวยาวยกขึ้นไขว้กันไว้ใบหน้าสวยนั้นเหม่อมองไปรอบ ๆ ห้อง

ในบางครั้งครีแวนก็มักจะฝันว่าตัวเองตื่นนอนขึ้นมาอยู่ภายในห้อง ๆ นี้หากแต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ฝันซ้อนฝันเท่านั้นมือเรียวบางจับปอยผมข้างแก้มตนเล่นก่อนจะเกลี่ยมันไปทัดที่ใบหูหากแต่มือข้างนั้นก็เคลื่อนไปแตะโดนต่างหูที่โดนชายร่างสูงผู้นั้นบังคับเจาะเพื่อเป็นเครื่องแสดงฐานะว่าเขานั้นเป็นของ ๆ ใคร พลันใบหน้าสวยก็ขึ้นสีแดงจัดริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น

ทำไมกันต้องนึกถงงเรื่องของคนพันธุ์นั้น ครีแวนกร่นด่าตนเองอยู่ในใจ เจ้าของใบหน้าสวยนั้นส่ายศีรษะไปมาเพื่อสะบัดความคิดพวกนั้นให้ออกไปจากสมอง และเมื่อร่างสูงโปร่งนี้สงบสติอารมณ์ของตนได้สำเร็จความเงียบก็เริ่มเข้าครอบงำอีกครั้งหากแต่ความเงียบงันพวกนั้นก็ดำเนินอยู่ไปได้ไม่นาน พลันเสียงบานประตูที่ปิดสนิทก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงสง่าที่ตัวครีแวนนั้นรอคอย

ใบหน้ากร้ามคมนั้นยังคงชวนให้หลงใหลอยู่เช่นเดิมหากแต่คราวนี้เนตรสีเปลวเพลิงกลับเลิกขึ้นด้วยความสงสัย ว่าครีแวนนั้นมาอยู่ภายในห้องนี้ได้อย่างไร “รู้สึกจะไม่ได้เจอหน้ากันหลายวัน แล้วที่นายมานี่คิดถึงเจ้าของหรือยังไง” ริมฝีปากหนาเอ่ยยียวนและทุกครั้งที่ถ้อยคำเหล่านี้หลุดออกจากริมฝีปากหนามันก็มักจะยั่วอารมณ์โกรธของครีแวนได้ทุกครั้ง ร่างเพรียวบางผุดลุกขึ้นมือบอบบางตรงไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเต็มแรง

“เอาของ ๆ ฉันคืนมาซะ” ครีแวนเค้นเสียงพูดใบหน้าสวยนั้นแหงนมองหน้าอีกฝ่ายจนสุดคอ นี่เป็นครั้งแรกที่ครีแวนอยากจะด่าตัวเองว่าเตี้ยเพราะทันทีที่ร่างโปร่งบางนี้เอ่ยถ้อยคำจนจบประโยคมือกร้านข้างหนึ่งของชายตรงหน้าก็ตวัดรวบเอวบางทันที ส่วนอีกข้างหนึ่งก็ไล่ไปที่เส้นผมสีน้ำเงินข้างแก้มก่อนจะไปหยุดที่ใบหู นิ้วแกร่งเกลี่ยเส้นผมที่บดบังทัศนวิสัยพร้อมกับจ้องมองไปยังใบหูเล็กที่ขึ้นสีแดงเรื่อน้อย ๆ “ยังใส่อยู่สินะ ของ ๆ ฉันน่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยเย้าแหย่ปลายนิ้วแกร่งยังคงไล้วนอยู่ตรงบริเวณใบหู

“ถ้าถอดก็เจ็บตายสิ….ปล่อยได้แล้วฉันแค่มาเอาของ ๆ ฉันคืนซึ่งนายก็ต้องคืนมาให้ฉันด้วย” ครีแวนเอี้ยวตัวหลบ มือบางทั้งสองข้างเปลี่ยนจากการกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาเป็นการดันแผ่นอกกว้างนั่นให้ถอยออก หากแต่มือที่บอบบางมีหรือจะสู้กำแพงหนาได้ ยิ่งครีแวนดันอีกฝ่ายให้ปล่อยตนมากเท่าไหร่เฮลาสก็ยิ้งกระชับอ้อมแขนตนมากขึ้นเท่านั้นใบหน้าสวยเบ้ปากอย่างไม่พอใจ จนในท้ายที่สุดร่างโปร่งบางนี้ก็ต้องใช้ไม้สุดท้ายนั่นก็คือ ‘ใช้กำลัง’

มือบางยกขึ้นพร้อมกับต่อยฮุคขวาไปเต็มแรง คราวนี้การหนีรอดจากอ้อมกอดของร่างสูงผู้นี้นั้นได้ผล เฮลาสปล่อยมือออกร่างโปร่งบางพร้อมกับถอยหลังหลบหมัดของอีกฝ่าย

“ของ ๆ นายงั้นเหรอของพวกนั้นก็คงจะเป็นเซ็ตมีดพกของนายสินะ” เสียงทุ้มกล่าวตอบ ขาแกร่งทั้งสองข้างหันหลังพร้อมกับเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของตน มือกร้านใช้มือข้างหนึ่วลูบกระเป๋าสีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะปลดล็อคมันอย่างเบามือ ริมฝีปากหนาเหยียบรอยยิ้มพร้อมกับหันกระเป๋าใบนั้นให้ร่างโปร่งบางดูสิ่งที่อยู่ภายใน

และสิ่งที่จัดเรียงอยู่ด้านในนั่นก็คือมีดพกหลายขนาดซึ่งมันดูแล้วคลายคลึงกับเซ็ตมีดพกของร่างสูงโปร่งหากแต่มันดูใหม่กว่าและมีตราสัญลักษณ์บางอย่างสลักลงไปที่ใบมีด คิ้วเรียวงามขมวดเป็นปมแน่นใบหน้าสวยเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าหมายจะเอาเรื่อง

“มีดของฉันอยู่ไหน” เสียงหวานเอ่นกระแทกเสียงใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ที่เขามาที่นี่ไม่ใช่ต้องการมีดชุดใหม่ที่อีกฝ่ายทำให้ทดแทนหากแต่สิ่งที่เขาต้องการมันคือมีดชุดเดิมของเขาซึ่งผู้เป็นพ่อนั้นมอบให้เป็นของดูต่างหน้า

ร่างโปร่งบางถลาไปที่โต๊ะมือทั้งสองข้างฟาดลงไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดัง “เอามีดของฉันคือมา” เสียงหวานเค้นเสียงอีกครั้ง ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมานั้นมันก็คือความเงียบและรอยยิ้มยียวนที่สุดแสนจะกวนประสาท คิ้วเรียวที่ประดับอยู่บนดวงหน้าสวยนั้นยิ่งขมวดแน่น มือทั้งสองข้างคว้ากระเป๋าตรงหน้าหมายจะปาลงไปที่พื้น

ทว่าการกระทำนั่นกับต้องหยุดลงเพราะถ้อยคำพูดที่ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนาของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงชาด “นายแน่ใจเหรอว่าจะปามันทิ้ง…ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนของใหม่ก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วเดิมมันก็เป็นของ ๆ นายนั่นล่ะ ฉันแค่ให้ช่างที่ฝีมือเยี่ยมดูแลและทำความสะอาดมัน อ่อแล้วเพิ่มอะไรลงไปนิดหน่อย ถึงมันจะดูไม่เหมือนเดิมแต่จริง ๆ แล้วมันก็คืออดีตมีดของนายนั่นล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ “แต่ก็เสียใจด้วยนะตอนนี้มันกลายเป็นของ ๆ ฉันเรียบร้อยแล้ว” สิ้นประโยคร่างสูงก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าบรรจุมีดพกมาถือไว้นิ้วกร้านนั้นไล้ตามด้ามมีดก่อนจะหยิบมีดออกมาเล่มหนึ่ง

“ฉันว่านายน่ะดูแลอาวุธของตัวเองได้ดีแล้วล่ะนะ ตอนฉันส่งมันไปให้ช่างดูเขาบอกว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยมมากและคนที่ดูแลมันก็เอาใจใส่มาก ๆ ด้วยแต่ถึงยังไงมันก็คืออาวุธที่สามารถสึกหรอได้ ฉันก็เลยสั่งให้ช่างลับคมใหม่ทั้งหมดแล้วก็สลักบางอย่างที่บ่งบอกให้รู้ว่ามันคือของ ๆ ฉัน และคนที่ใช้มันก็เป็นของ ๆ ฉันด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาเสียยาวเหยียดหากแต่ครีแวนนั้นจับใจความทั้งหมดได้ในประโยคสุดท้าย ‘มันเป็นของ ๆ ฉัน และคนที่ใช้มันก็เป็นของ ๆ ฉันด้วย’ ไอ้ประโยคสุดท้ายนี้ทำเอาครีแวนนั้นอยากจะไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาต่อยสักทีสองที หากแต่เขาก็ต้องระงับความอยากนั่นเอาไว้นั่นก็เป็นเพราะในตอนนี้ชายร่างสูงตรงหน้าของเขาถือไผ่เหนือกว่าไม่ว่าจะเป็นสภาพหรืออะไรก็ตาม มือบางเอื้อมไปจับเก้าอี้ให้หันหน้าไปประชันกับอีกฝ่ายก่อนที่ตนจะค่อย ๆ ทรุดนั่งลงไป

“ต้องการอะไร….ถ้าเป็นเงินฉันจ่ายให้ได้ได้อยู่แล้วเท่าไหร่ก็ว่ามา” ร่างโปร่งบางเริ่มเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาเป็นการเจรจาธุรกิจใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ซึ่งมันช่างแตกต่างจากร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงนี่เสียจริงเพราะนอกจากเขาจะถือไผ่เหนือกว่าแล้ว คน ๆ นี้ยังมีอะไรอยู่ในใจที่ยังไม่พูดออกมาอีก ริมฝีปากบางเริ่มเม้นเข้าหากันอีกครั้งพร้อมกับนั่งรอฟังข้อเสนอที่อีกฝ่ายจะหยิบยื่นมาให้

“นายนี่มัน…เวลาจะเสนออะไรช่วยเสนออะไรที่ดูมีความคิดมากกว่านี้หน่อยดีไหม” เฮลาสกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวังใบหน้ากร้านคมนั้นส่ายไปมาด้วยความระอา “นายมีอะไรดีมากกว่าเงินไม่ใช่หรือยังไงลองคิดดูสิ ค่อยๆ คิดก็ได้นะฉันไม่รีบเรายังมีเวลาอีกนานเลยล่ะ” เฮลาสเอ่ยพร้อมกับพูดให้ครีแวนนึกถึงในสิ่งที่ตนเองมี แต่ดูเหมือนว่าการพูดเช่นนั้นมันยิ่งทำให้ครีแวนรู้สึกงุนงงมากกว่าเก่า ใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความฉงนคิ้วเรียวงามยังคงขมวดแน่นเป็นปม

เวลาดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่จนแล้วจนรอดครีแวนก็ไม่สามารถยื่นข้อเสนออะไรให้อีกฝ่ายไป ริมฝีปากบางจากการเม้มเปลี่ยนเป็นกัด ใบหน้าสวยนั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด

“ฉันเสนอเงินให้นายก็ไม่เอา ฉันเสนอข่าวที่ฉันรู้ทั้งหมดให้นายก็ยังไม่เอา ตกลงนายต้องการอะไรกันแน่” ครีแวนพยายามระงับอารมณ์โกรธของตนเอาไว้ แต่ถ้าหากอีกฝ่ายพูดอะไรผิดหูออกมาอีกสักนิดร่างโปร่งบางนี้ก็ไม่สามารถรับปากได้ว่าตนนั้นจะอดทนต่อไปได้อีกไหม ดวงเนตรสีไพลินน้ำงามนั้นจ้องมองไปที่ดวงตาของอีกฝ่าย ริมฝีปากสีสดพยายามเหยียดรอยยิ้มให้กับผู้เจรจาทางธุรกิจ

ถ้าต้องยื่นข้อเสนออะไรมากกว่านี้ตัวของครีแวนก็ไม่รู้ว่าเขานั้นจะต้องเสนออะไรไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินหมอนั่นก็ตอบปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี หรือจะเป็นข่าวทั้งหมดที่เขาสืบได้ในตอนนี้และอนาคตไอ้บ้านี่ก็ปฏิเสธสิ่งที่เขาทำได้มันก็สองสิ่งนี้แล้วทำไมคนตรงหน้ายังบอกให้ตัวของเขาคิดอีกว่าเขานั้นมีอะไรดี

ใบหน้าสวยยังเต็มไปด้วยความฉงนจนท้ายที่สุดฝ่ายที่รอคอยข้อเสนอก็ทนไม่ไหวริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมกับมือกร้านที่ตวัดกลับมาเท้าคางของตนเอาไว้

“ฉันต้องการตัวนาย…” ถ้อยคำสั้น ๆ ได้ใจความถูกพูดออกมาจากริมฝีปาก ซึ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าผู้ที่ได้ยินมันจะแสดงท่าทางสีหน้าออกมาเช่นไร เพราะไม่ทันที่เฮลาสจะได้ตั้งตัวร่างโปร่งบางนั้นก็กระโจนข้ามโต๊ะมาประเคนหมัดใส่ใบหน้าหล่อเหลานั่นเสียแล้ว

“ไอ้วิปริตเอ้ย” ครีแวนกร่นด่าพร้อมกับง้างมือเพื่อต่อยหมัดที่สองออกไป หากแต่คราวนี้มันไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เหมือนหมัดแรก เฮลาสยกมือของตนขึ้นมารับหมัดนั่นก่อนจะออกแรงกระชากให้ร่างโปร่งบางนั้นถอยห่างจากร่างของตน

“ฉันต้องการตัวนาย…ให้ตายเถอะเคยฟังอะไรใครพูดจนจบบ้างไหม” ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีดวงเนตรสีโกเมนนั้นเริ่มโมโหหากแต่เขาก็ยังเก็บอาการและสีหน้าของตนได้อย่างดีเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้ครีแวนรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นโกรธก็คงเป็นน้ำเสียงทุ้มที่ตะโกนกร้าวออกมานั่นเอง

“ฉันบอกว่าต้องการตัวของนายก็จริงแต่ฉันก็ไมได้ต้องการตัวของนายในแง่นั้นอย่างเดียว ที่ฉันบอกว่าต้องการมันรวมถึงฉันต้องการให้นายมาทำงานให้ฉัน…อยู่กับฉัน…ไม่ใช่เป็นนักขายข่าวอิสระเหมือนเมื่อก่อน” เมื่อครีแวนได้ฟังจนจบประโยคอาการพยศทั้งหมดทั้งมวลก็หยุดลง

“ทั้ง ๆ ที่นายก็มีสายข่าวที่เก่งกว่าฉันเนี่ยนะ” เสียงหวานเอ่ยถามซ้ำเพื่อทวนคำตอบ ซึ่งใบหน้าคมนั้นก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนต้องการเช่นนั้นจริง ๆ

ตามจริงแล้วการที่เฮลาสเอ่ยออกมาว่าต้องการตัวของครีแวนให้เข้าไปทำงานอยู่ในแก๊งด้วยมันดูเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของร่างโปร่งบาง เพราะเท่าที่เขาทราบมานั้นในองค์กรหรือแก๊งฟีเลทัสส่วนใหญ่คนที่ทำงานให้นั้นจะเป็นคนที่มีเชื้อสายรัสเซีย แล้วทำไมคน ๆ นี้ถึงตัดสินใจเลือกตัวของเขาให้ไปทำงานด้วยกันเล่า

“…ให้ฉันเชื่อนายดีไหมเนี่ยว่านายต้องการให้ฉันทำงานให้นายจริง ๆ ที่ไม่ใช่งานในความหมายอื่น ๆ น่ะ” ครีแวนพูดออกมาตามประสาคนระมัดระวังตัว ซึ่งคราวนี้คำตอบที่ครีแวนได้กลับมานั้นเป็นความเงียบใบหน้าคมนั้นไม่ได้ส่ายศีรษะเพื่อปฏิเสธ หรือพยักหน้าเพื่อเป็นการตอบตกลงเลยสักนิด…และการแสดงออกมาแบบนี้มันทำให้ครีแวนรู้เลยว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายไม่ใช่มีแค่งานเท่านั้น…แต่มันมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย

‘ไอ้คนมักมากในกามเอ้ย’ คำพูดเหล่านี้ครีแวนกร่นด่าซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ แม้ตนจะอยากที่จะได้ของ ๆ ตนคืนมากแค่ไหนแต่การต้องให้มาเสียศักดิ์ศรีรอบสอง รอบสามแบบนี้ใครมันจะไปทนได้ นัยน์เนตรสีน้ำทะเลลึกหลับตาลงก่อนจะลืมตื่นขึ้น ครีแวนตัดสินใจแล้วว่าเขาจะยอมทิ้งของดูต่างหน้าของผู้เป็นบิดาเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ แต่ไม่ทันที่ริมฝีปากบางจะได้เอ่ยสวนอะไรกลับไป เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ซึ่งไอ้คำพูดพวกนั้นทำให้ร่างโปร่งบางนี้ถึงกับสะอึกและทิ้งคำพูดทั้งหมดให้ไหลลงคอไป

“การที่ฉันต้องการตัวนาย…มันไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันจะดูแลน้องสาวของนายด้วย ข้อเสนอนี้ไม่เลวใช่ไหมล่ะ ไหน ๆตอนนี้น้องของนายก็รู้หมดแล้วว่านายทำงานอะไรและเกี่ยวข้องกับโลกด้านมืด ไม่ว่ายังไงน้องสาวของนายก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหรอก นายก็รู้นี่ว่าตอนนี้ใคร ๆ ก็ตามสืบเรื่องของนายกับฉันอยู่ แล้วตอนนี้มีน้องนายเพิ่มเข้ามาในตัวเลือกความปลอดภัยของน้องนายเท่ากับ ศูนย์” เฮลาสคลี่รอยยิ้มเย็นเยือก ใบหน้ากร้านคมนั้นแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนนั้นถือไพ่เหนือกว่า

เฮลาสเชื่อว่าไม่ว่ายังไงครีแวนก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอนี้ของตนได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายนั้นจะหาอะไรมาบ่ายเบี่ยงให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด

“แล้วหน้าที่ของฉันคืออะไร” ครีแวนเอ่ยถามภายในใจนั้นกำลังพยายามปรับอารมณ์ของตนให้เย็นลง เพียงแต่การที่ไอ้รอยยิ้มชั่วร้ายนั้นมันสะท้อนเข้ามาในแววตามันกลับทำให้อารมณ์ของครีแวนที่สมควรจะเย็นลงกับพุ่งพล่านขึ้นมาอีก

“งานง่าย ๆ นายก็แค่เป็นเลขาส่วนตัวของฉันเท่านั้นล่ะ นายก็รู้ฉันรำคาญเจ้าหลานชายสุดแสนจะกวนประสาทนั่นมากขนาดไหน” เฮลาสเอ่ยพร้อมกับหลุดบ่นเรื่องหลานชายของตนให้อีกครีแวนฟัง ซึ่งตัวของครีแวนก็เข้าใจดีถึงความระเบียบจัดรวมไปถึงท่าทางและคำพูดที่สุดแสนจะกวนประสาทนั่น แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ตัวของร่างโปร่งบางตอบตกลงอีกฝ่ายได้ง่าย ๆ หรอก

ต่อให้ข้อเสนอดีมากขนาดไหนแต่ถ้าเขายังทำในสิ่งที่ต้นคิดไว้ไม่ได้เขาก็ยังไม่ยอมที่จะหยุดใบหน้าสวยแหงนหน้ามองอีกฝ่ายริมฝีปากบางเหยียดรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยยื่นข้อเสนอให้กับอีกฝ่ายไป “ฉันขอทำงานของตัวเองให้เสร็จก่อนแล้วฉันจะกลับมาทำตามข้อเสนอของนาย…แต่ในตอนที่ฉันทำงานของฉันอยู่ต้องการให้หลานชายของนายดูแลน้องสาวของฉัน…เพราะฉันไม่ไว้ใจนายและอีกข้อหนึ่งฉันต้องการอาวุธของฉันคืนทั้งหมด ถ้านายยอมทำตามข้อเสนอพวกนี้ฉันรับปากว่าถ้าฉันทำงานของตัวเองเสร็จฉันจะกลับมาเป็นเลขาส่วนตัวของนาย” ครีแวนสรรหาคำพูดที่ดูดีที่สุดเพื่อให้อีกฝ่ายยอมตกลงในสิ่งที่ตนร้องขอ ซึ่งไอ้ข้อเสนอพวกนั้นมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรสำหรับตัวของเฮลาสเลยสักนิด

ใบหน้ากร้านคมพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ แทนคำตอบ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ครีแวนนั้นดีใจเป็นอย่างมากริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มการค้า มือข้างหนึ่งนั้นค่อย ๆ เอื้อมมือไปหมายจะไปคว้ากระเป๋าที่ใส่อาวุธทั้งหมดของตน หากแต่ในขณะที่ปลายนิ้วนั้นจะสัมผัสกับประเป๋ามือหยาบกร้านก็คว้าข้อมือบางนั้นเอาไว้เสียก่อน

ชายหนุ่มร่างสูงคลี่รอยยิ้มอันตรายออกมาอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำพูดที่แทบจะทำให้ตัวของครีแวนกัดลิ้นตายๆ ไปเสีย “ครีแวนนายมีข้อเสนอของนายฉันก็ต้องมีข้อตกลงกลับไปบ้างสิ ฉันยอมรับที่จะยอมดูแลน้องสาวของนายถึงจะให้คาร์เร่ดูแลก็เถอะ และฉันก็ยอมยกอาวุธที่มันกลายเป็นของฉันคืนให้แก่นายไปมันดูท่าฉันจะเสียเปรียบกับข้อเสนอนี้ของนายไปสักหน่อยนะ ดังนั้นฉันก็มีข้อแลกเปลี่ยนที่นายจะต้องทำให้ฉันเหมือนกัน” เมื่อครีแวนนั้นเล่นแง่ เฮลาสก็ไม่จำเป็นต้องยื่นข้อเสนอแบบแฟร์ ๆ ให้อีกฝ่าย

แต่ถ้าหากมองตามความเป็นจริงแล้วการเจรจานี้ไม่ว่ายังไงฝ่ายของเฮลาสก็ไม่มีทางที่จะเสียเปรียบแน่นอนมือกร้านละมือออกจากข้อมือบางพร้อมกับดันกระเป๋าที่ใส่อาวุธทั้งหมดไปให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

ริมฝีปากคมนั้นยิ่งเหยียดรอยยิ้มอันตรายมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า “ฉันต้องการให้นายค้างที่นี่ คืนนี้ ‘กับฉัน’ นายคงเข้าใจความหมายของคำพูดพวกนั้นนะครีแวน” สิ้นเสียงทุ้มใบหน้าสวยก็ขึ้นสีแดงก่ำ งานนี้ไม่ว่าทางไหนครีแวนก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงอะไรได้อีกแล้ว…

ใบหน้างามนั้นพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบริมฝีปากบางนั้นเม้มเข้าหากันแน่น…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวเขาจะร่วมรักกับชายคนนี้และครั้งนี้มันก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 7

Chapter 7

และแล้ววันเวลาปกติสุขก็กลับมาร่างโปร่งบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นจากเตียงที่คุ้นเคย แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ร่างโปร่งบางต้องยกมือตนขึ้นมาบดบังมันเพื่อไม่ให้สาดส่องเข้าสู่นัยน์ตา ครีแวนนั่งมองทัศนียภาพที่คุ้นเคยไปสักพัก ไม่นานนักเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูห้องของเขาที่ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ครีแวนหันไปมองบานประตูที่เปิดออกพร้อมกับการปรากฏร่างของเด็กสาวที่มีเรือนผมสีน้ำทะเลเฉกเช่นเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย

“วิเวียน…ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เคาะประตูห้องก่อนจะเข้าไม่ใช่พังประตูห้องเข้ามาแบบนี้” เสียงนุ่มกล่าวเตือนผู้เป็นน้องสาว มือบางค่อย ๆ ยกขึ้นมาจัดผมที่ปรกหน้าปรกตาออก หากแต่เด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่คิดที่จะฟังอะไรเลยสักนิด ร่างเล็กค่อย ๆ ถลาไปหาผู้เป็นพี่ชายที่นั่งอยู่บนเตียง

“ครีแวน! …หายไปไหนมาบอกเรามานะ หายไปเกือบเดือนถ้านายไม่สั่งให้เราเงียบปากและห้ามบอกใครเวลานายหายไป ป่านนี้คนทั้งประเทศคงรู้กันหมดทุกคนแล้ว!” เสียงแหลมเล็กตะโกนสุดเสียงมือทั้งสองข้างนั้นเขย่าคอผู้เป็นพี่ชายไปมาเพื่อเค้นคำตอบ ซึ่งร่างโปร่งบางนั้นก็เลือกที่จะไม่ตอบมือบางค่อย ๆ ยกขึ้นมาลูบศีรษะผู้เป็นน้องสาว 6 more words

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 6

Chapter 6

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องราวนั้นยังคงไม่ได้สติ หากแต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมาบางสิ่งบางอย่างก็ทำให้ไพลินน้ำงามที่กระดับอยู่บนดวงหน้าสวยนั้นลืมตื่น และคนที่ทำแบบนั้นก็เป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ ดอนหนุ่มร่างสูงผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของเขาตอนนี้ มือกร้านนั้นลูบเส้นไหมสีน้ำเงินอย่างเบามือก่อนจะช้อนร่าง ๆ นี้ขึ้นมาและประทับริมฝีปากตนลงไปที่เปลือกตาทั้งสองข้าง สิ้นสุดการกระทำนั้นทำให้ครีแวนเบิกตาโพรงขึ้นมาและรีบดันร่างของอีกฝ่ายให้ออกห่างไปจากตน

อาการเช่นนี้ไม่ใช่เพราะครีแวนหวาดกลัวอะไรคนตรงหน้านี้หรอกแต่เรื่องที่เกินขึ้นเมื่อวาน ความผิดที่เขาหลบหนีออกไปจากคฤหาสน์นี้มันทำให้ร่างโปร่งบางรู้สึกหวั่นเกร่งว่าอีกฝ่ายนั้นจะโกรธจนฆ่าเขาทิ้งไหม แต่ดูจากท่าทางและการกระทำแล้วดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่ตัดสินใจฆ่าเขาแต่มันก็เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้นเพราะในคฤหาสน์แห่งนี้ไม่มีใครเดาใจชายคนนี้ได้เลยสักคน ครีแวนที่จมอยู่ในห้วงความคิดนิ่งเงียบไปหากแต่ไม่นานเสียงทุ้มก็เอ่ยดังและฉุดรั้งสติทั้งหมดของครีแวนให้คืนกลับมา

“แต่งตัวซะ…วันนี้นายมีอะไรต้องทำอีกมากมาย…ครีแวน” สิ้นประโยคร่างสูงสง่านั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงขาแกร่งทั้งสองข้างนั้นก้าวเดินและนำพาร่างสูงเดินออกไปจากห้องนอน ครีแวนได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างนั่นด้วยความสงสัย หากแต่ครีแวนเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะโต้เถียงหรือกล่าวปฏิเสธได้ มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาตบเบา ๆ ข้างแก้มเพื่อให้ตัวเองสดชื่นก่อนขาทั้งสองข้างจะนำพาร่างโปร่งบางนี้ไปยังห้องอาบน้ำ

ซึ่งในเวลาปกติครีแวนจะใช้เวลาในการจัดการร่างกายตัวเองไม่ถึงสิบนาที เพียงแต่ตอนนี้รอยจูบที่แสนน่าอายนั้นถูกแต่งเดิมไปทั่วร่าง แค่จะให้ตัวเขานั้นมองสภาพร่างกายของตัวเองผ่านกระจกยังไม่กล้า นับประสาอะไรกับการมองร่างกายของตัวเองโดยตรง ริมฝีปากบางเม้มแน่นและพยายามทำความสะอาดร่างกายตนให้รวดเร็วที่สุด และเมื่อทุกส่วนของร่างกายถูกทำความสะอาด นี่ก็เหลือแต่เพียงด้านในร่างกายเท่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกจัดการ มือเรียวอ้อมไปทางด้านหลังก่อนจะใช้นิ้วของตนแทรกเข้าไปเพื่อทำการปลดปล่อยสิ่งที่ค้างค้างอยู่ภายใน นิ้วเรียวพยายามกวาดไปรอบ ๆ หากแต่สิ่งที่ตนสัมผัสได้มีแต่ความเสียวซ่านเมื่อนิ้วตนไปถูกจุดกระสันของตนเอง มันช่างน่าเป็นเรื่องแปลกใจที่ภายในร่างกายของตนนั้นไม่มีน้ำรักอะไรหลงเหลืออยู่เลย

หรือว่าเมื่อคืน…เขากับคน ๆ นั้นจะใช้แค่มือกับปากปรนเปรอให้กันและกัน พอยิ่งนึกย้อนกลับไปว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างความทรงจำทั้งหมดก็ย้อนกลับเข้ามาในสมอง เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเหมือนโดนกดรีเพลย์ให้เริ่มเล่นใหม่ทั้งหมด เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาเป็นคนยั่วร่างสูงเองและทำอะไรต่อมิอะไรให้กับคน ๆ นั้น…ต่อหน้าคนมากมายไม่ว่าจะเป็นในคลับที่คน ๆ นั้นพาไปดื่ม ในรถที่กำลังขับเคลื่อนและบนทางเดินในคฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา คราวนี้เป็นตัวของครีแวนเองที่อยากจะถูกฆ่าทิ้งไปซะ

ตลอดการแต่งตัวครีแวนสถบกร่นด่าตัวเองไปตลอด มือบางหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขึ้นมาสวมอย่างเชื้อช้าและตามด้วยกางเกงสแลคสีเข้มที่เข้าชุดกัน ในตอนนี้ร่างโปร่งบางเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปทำธุระที่ชายหนุ่มร่างสูงนั้นบอกเรียบร้อยแล้ว ขาเรียวยาวเดินไปที่ประตูพร้อมกับเปิดลูกบิดประตูเพื่อออกไปพบกับอีกฝ่าย หากแต่ชายหนุ่มร่างสูงผู้นั้นกลับไม่อยู่ในห้องทำงาน นัยน์เนตรคู่งามกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องจนกระทั้งสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่บานประตูที่ถูกเปิดออกช้า ๆ คิ้วรัวงามขมวดเป็นปมแน่นเมื่อเห็นผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่ชายหนุ่มร่างสูงที่ตนต้องการพบเจอ ใบหน้าสวยเชิดรั้นขึ้นริมฝีปากบางเปิดออกเพื่อเอ่ยถามถึงชายหนุ่มคนนั้น

“ดอนของพวกนายหายไปไหน” เสียวหวานกล่าวถามหากแต่พ่อบ้านผู้นั้นเลือกที่จะมอบความเงียบให้เป็นคำตอบ ทว่าตัวของครีแวนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องยืนรอคำตอบนาน เพราะเขายืนรออีกเพียงครู่เดียวร่างสูงนั้นก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับบางสิ่งบางที่อยู่ในมือ

“หายไปไหนมาน่ะ”เสียงหวานเอ่ยถาม ท่อนเขียวเรียวบางทั้งสองข้างนั้นถูกนำไปยันไว้ที่โต๊ะ สภาพในตอนนี้ของครีแวนเหมือนจะนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเฮลาสก็ไม่เชิงและจะดูเหมือนยืนก็ไม่เชิง ใบหน้าสวยนั้นหรี่ตามองการกระทำของชายร่างสูงผู้นี้ด้วยความสงสัย ซึ่งครีแวนก็กรอคำตอบที่คลายความสงสัยของตนไม่นาน ร่างสูงค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับมือกร้านที่โอบเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับตน

“กัดปากตัวเองไว้ถ้ามันเจ็บ” และไม่ทันที่เฮลาสจะเอ่ยจบประโยคเสียงเครื่องเจาะหูก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับร่างโปร่งบางที่สะดุ้งเพราะความเจ็บปวด “มันยังไม่เสร็จอยู่นิ่ง ๆ ถ้าไม่อยากให้ฉันทำพลาด” เสียงทุ้มเอ่ยดังพร้อม ๆ กับเสียงของเครื่องเจาะหูที่ดังขึ้นอีกครั้ง และนี่ก็เป็นครั้งที่สองของวันที่ครีแวนสะดุ้งด้วยความตกใจ

ริมฝีปากบางพยายามกัดปากตัวเองเพื่อระงับความเจ็บปวดและเมื่อความเจ็บนั้นทุเลาลง ขั้นตอนหลังจากนี้ก็คือการ…กร่นด่าร่างสูงอย่างไม่คิดชีวิต “ทำบ้าอะไรของนาย ฉันรู้นะว่านายชอบทำอะไรตามใจตัวเองมาก ๆ แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องของนายนะเว้ย…ใครสั่งใครสอนให้เจาะหูคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตวะ…มันจะ…” เพียงแต่ถ้อยคำพวกนั้นไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจนจบประโยคเพราะผู้เป็นเจ้าของคำสถบบทพวกนั้นกำลังถูกอีกฝ่ายกลืนกิน ริมฝีปากบางถูกช่วงชิงและเป็นอีกครั้งที่รสสัมผัสของจูบมันอ่อนนุ่มและหอมหวาน นัยน์เนตรสีไพลินปรือตาหลับลง ท่อนแขนบอบบางถูกตวัดยกขึ้นไปโอบรอบคออีกฝ่าย

ไม่มีแม้แต่การแทรกลิ้นเข้าไปโกยกอบรสชาติหอมหวาน ไม่มีการเล้าโลมให้เกินความต้องการ หากแต่มันเป็นแค่การแตะริมฝีปากธรรมดา ๆ แต่ทำไมมันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ ทั้งสองคนยังคงแลกสัมผัสอ่อนนุ่มนี้ไปสักพักจนกระทั้งเสียงเปิดประตูห้องทำงานของชายหนุ่มร่างสูงก็ดังขึ้น ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันทีใบหน้าสวยนั้นขึ้นสีแดงจัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งมันเป็นเช่นเดียวกันกับหัวใจที่ตอนนี้เต้นแรงจนครีแวนคิดว่ามันจะหลุดออกมาจากอก

ความรู้สึกพวกนี้คืออะไรกัน…หัวใจเต้นแรงและเขินอายในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขามาก่อนใบหน้าสวยเลือกที่จะเบนหน้าหนีเพื่อไม่ให้ตนเปิดจับจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย และเช่นเดียวกันกับร่างสูงสง่าที่เลือกทำแบบนั้นแหมือนกัน

“ผมเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วครับ พวกคุณมีเวลาอีกสิบเอ็ดชั่วโมงสิบหน้านาทีก่อนรถจะออกเดินทาง และแน่นอนว่าเส้นทางที่จะเดินทางนั้นผมได้ส่งคนไปตรวจดูแล้วครับ ซึ่งไม่มีอะไรผิดปกติ…แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผิดปกติจะเป็นสภาพบรรยากาศในห้องนี้สินะครับ และพวกคุณกำลังคิดว่าผมไม่น่าเข้ามาในนี้เลยสินะ” เด็กหนุ่มเอ่ยอธิบายถึงบางสิ่งบางอย่างที่ครีแวนนนั้นไม่เข้าใจ หากแต่ในประโยคสุดท้ายที่เขาเอ่ยออกมานั้นมันเหมือนกับถ้อยคำหยอกล้อตัวของครีแวนและตัวของเฮลาส ใบหน้าขาวยิ่งขึ้นสีแดงก่ำริมฝีปากบางเผลอเม้มเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

“ถ้าเป็นแบบนั้นต้องขออภัยด้วยครับเพราะพอดีผมไม่รู้เลยว่าพวกคุณทั้งสองคนกำลังทำอะไรอยู่ แต่คุณ…ต่างหูที่สวมสวยดีนะครับ มันดูเหมือนเป็นเครื่องประดับที่ใช้ประกาศความเป็นเจ้าของตัวของคุณเลย” ยิ่งคาร์เร่เห็นอาการเขินอายของร่างโปร่งบางเด็กหนุ่มก็ยิ่งเอ่ยหยอกล้อ ซึ่งมันก็สำเร็จชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตายิ่งหน้าแดงยิ่งขึ้นไปอีก มือบางนั้นยกขึ้นไปจับที่ใบหูตนพร้อมกับไล่ลงมาสัมผัสสิ่งแปลกปลอมที่เพิ่งถูกอีกฝ่ายยัดเยียดมอบให้

“ผมมีเรื่องแจ้งแค่นี้ล่ะครับและเมื่อใกล้เวลาผมจะมาอีกที” เด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงดังผู้เป็นน้าชายโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพก่อนจะเดินออกจากห้องไป

หลังจากเสียงบานประตูปิดลงความเงียบนั้นเริ่มเข้ามาครอบคลุมภายในห้องอีกครั้ง หากแต่ความเงียบนั้นไม่ได้มีบรรยากาศกดดันอีกแล้ว เพราะบรรยกาศภายในห้องนี้นั้นมีแต่ความอบอุ่นและอ่อนโยน ราวกับมีสาวลมพัดผ่านเรือนผมสีน้ำเงินถูกพัดปลิวเผลยให้เห็นต่างหูสีเปลวเพลิงที่ประดับอยู่ที่ใบหูทั้งสองข้าง ภาพที่สะท้อนร่างกายของตนในกระจกทำให้ครีแวนถึงกับอยากจะกลั้นใจตาย เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไร หากแต่มันทำให้ตัวเขามีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…มันเป็นความสุขที่ไม่เหมือนเหมือนตอนที่ครีแวนนั้นอยู่กับน้องสาวและไม่เหมือนความสุขเวลาตนได้รับการปรนเปรอ จากอีกฝ่าย หากแต่มันเป็นมันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้และเขาก็ไม่อาจจะเข้าใจมันได้เช่นกัน…

“เอ่อ…นี่นายกำลังคิดจะทำอะไรงั้นเหรอ” ครีแวนพยายามคุมเสียงของตนให้เป็นปกติที่สุด ซึ่งเขาก็สามารถทำมันได้เป็นอย่างดี ซึ่งแตกต่างจากใบหน้าเขาไม่สามารถปกปิดอาการเขินอายที่เกิดขึ้นได้เลย เมื่อเอ่ยจนจบประโยคใบหน้าสวยก็เลือกที่จะเบนหน้าหนีเพื่อหลบสายตาที่อีกฝ่ายนั้นจ้องมองมา

“คิดจะทำอะไร…อย่างงั้นเหรอ พอดีฉันไม่อยากเห็นสัตว์เลี้ยงของฉันดูไม่มีชีวิตชีวา ก็เลยคิดว่าจะปล่อยมันกลับไปยังที่ของมันก็เท่านั้นล่ะไม่มีอะไรมาก” เฮลาสเอ่ยตอบใบหน้ากร้านคมยังคงควมคุมสีหน้าได้เป็นอย่างดีแต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่หันไปจ้องมองใบหน้าสวยนั่นเพราะถึงสีหน้าจะควบคุมได้แต่แววตานั้นมันคงไม่มีทางควบคุมได้แน่นอน

ซึ่งในช่วงแรกใบหน้าสวยนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยแต่เมื่อครีแวนยืนคิดไปอีกสักพักเขาก็รู้ถึงความหมายที่แฝงในประโยคนั้น ‘คน ๆ นี้จะปล่อยเขาไปจากที่นี่อย่างงั้นเหรอ’

“นาย…แน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนั้น ไม่คิดว่าฉันจะเอาเรื่องในคฤหาสน์นี้ไปขายหรือยังไง” ครีแวนเอ่ยถาม ซึ่งเรื่องที่เขาพูดออกไปนั่นมันน่าจะเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายกลัวที่สุด เพราะถ้าหากเขาแพร่งพรายเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยแห่งนี้ออกไปมันไม่มีทางเลยที่เหล่ามาเฟียแก๊งอื่น ๆ จะไม่บุกเข้ามาโจมตีที่แห่งนี้

“นายไม่มีทางขายข่าวพวกนั้นหรอก…และต่อให้นายคิดขายข่าวพวกนี้ฉันก็คงคิดว่าไม่มีไอ้บ้าหน้าไหนเข้าใกล้นายหรอกนอกจากพวกที่ไม่กลัวตายหรืออยากตาย” เฮลาสเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ นิ้วกร้านนั้นถูกยกขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มอยู่ “ต่างหูคู่นี้มันเป็นการประกาศว่านายเป็นของของฉัน…ฉันไม่คิดว่าใครจะกล้ายุ่งกับของ ๆ ฉันหรอกนะ” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยพูดออกมาต่อ ถ้อยคำพวกนั้นทำให้ความเขินอายของครีแวนนั้นหายไปจนสิ้น มือข้างซ้ายถูกยกขึ้นและเสยไปที่ปลายคางก่อนที่มือขวาจะเหวี่ยงหมัดฮุคซ้ายตามไปทันที…ซึ่งทั้งสองหมัดมือกร้านนั้นยกมือกั้นได้ทั้งสองครั้ง ดูเหมือนว่าชายคนนี้ยังจะไม่เลิกคิดว่าตัวเขาเป็นสมบัติของตัวเองอีก ใบหน้าสวยบึ้งตึงริมฝีปากบางนั้นแยกเขี้ยวให้อีกฝ่าย

“ไอบ้าเอ้ย ฉันไม่ใช่ของ ๆ นายสักหน่อยคิดเองเออเองตลอดวันหลังให้หลานชายพาไปเช็คสมองบ้างนะจะได้รู้ว่ามีส่วนไหนของสมองผิดปกติบ้างหรือเปล่า” ครีแวนกร่นด่าอีกฝ่ายออกไปซึ่งชายหนุ่มที่ได้รับคำด่าพวกนั้นก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบา ๆ

“ถ้าฉันไปตรวจสมอง…นายคงต้องไปตรวจภายในด้วยหละมั้ง…ฉันคิดว่าคงบอบช้ำน่าดู” เสียงทุ้มเอ่ยถ้อยคำที่แฝงความนัย ทว่าผู้ที่ได้ยินถ้อยคำนั้นกลับเข้าใจความหมายของประโยคนั้นทันที เขาไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจภายในสักหน่อยที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นคงจะหมายความว่าตัวเขาโดนอีกฝ่ายกระทำหนักมากจนช้ำในสินะไอคนโรคจิต!

ใบหน้าขาวขึ้นสี มือทั้งสองข้างต่างเหวี่ยงหมัดตรงหมายจะให้มันโดนส่วนไหนสักส่วนของชายหนุ่มตรงหน้านี้สักที หากแต่มือบอบบางทั้งสองข้างนั้นก็ยังคงถูกอีกฝ่ายรับได้อยู่ดี คราวนี้ชายหนุ่มร่างสูงไม่ยอมปล่อยข้อมือบอบบางทั้งสองอีกแล้วเขาค่อย ๆ ก้าวเดินประชิดตัวเข้าไปหาอีกฝ่ายจนในที่สุดร่างตรงหน้าเขาก็ชนกับขอบโต๊ะทำงาน ซึ่งเฮลาสก็ยังไม่คิดจะหยุดการกระทำของตนลงแค่นั้น ร่างสูงยังคนออกแรงดันอีกฝ่ายไปเรื่อย ๆ จนในตอนนี้ร่างสูงโปร่งของครีแวนถูกจับตรึงไว้บนโต๊ะโดยระหว่างเรียวขานั้นมีร่างสูงสง่าแทรกตัวอยู่

“คิดถึงบรรยากาศแบบนี้ไหมล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับมือกร้านข้างหนึ่งที่ละมาไล้แก้มขาวเนียนนั้นอย่างเบามือ “เราไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ด้วยกันนานแล้วนี่นะ…แต่เมื่อวานฉันขอไม่นับก็แล้วกันเพราะฉันไม่ได้รู้สึกสนุกไปกับนายสักเท่าไหร่นักแต่มันก็แก้เครียดได้ในระดับหนึ่งล่ะนะ” เฮลาสโน้มใบหน้าตนลงไปกระซิบข้างใบหูและเมื่อเขาพูดจบประโยคปลายจมูกโด่งนั่นก็ไล้ไปตามซอกคอขาวเพื่อสูบดมกลิ่นไอหอมหวานของร่าง ๆ นี้

“แล้วนายคิดว่าฉันสนุกหรือยังไงกับเรื่องเมื่อวานล่ะ” เสียงหวานเอ่ยเย้ายวนอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระไล้ไปตามโครงหน้าคมก่อนหยุดลงตรงรอยสักที่มีสีเช่นเดียวกับสีของหยาดโลหิต “ฉันไม่สนุกกับมันเลยสักนิดมันมีแต่เรื่องน่าอับอาย และที่สำคัญตอนนั้นฉันเมา” หากแต่ประโยคที่สองที่ถูกเอ่ยต่อออกมานั้นมันช่างผิดกับน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาในตอนแรก ซึ่งไอถ้อยคำและน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นว่าหงุดหงิดแค่ไหนในเหตุการณ์เมื่อวานนี่ทำเอาตัวของเฮลาสนั้นถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา ‘ท่าทางร่างโปร่งบางตรงหน้านี้คงจะจำเรื่องเมื่อวานได้จนวันตายเลยกระมั้ง’

ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงยังคงใช้นิ้วไล้แก้มนวลนั้นอย่างเบามือก่อนจะละขึ้นมามือจับข้อมือเรียวบางพร้อมกับประทับริมฝีปากของตนลงไป “แล้วอยากสร้างความทรงจำใหม่ไหมหละ เมื่อวานมันทำให้นายรู้สึกอับอายมากไม่ใช่เหรอไง…ถ้างั้น…” คำถาม ๆ นี้ชายหนุ่มร่างสูงไม่จำเป็นต้องพูดจนจบประโยคเพราะเพียงแต่เขาเอ่ยออกมาแต่คำ ๆ เดียว ร่างโปร่งบางที่นอนทอดกายอยู่ใต้ร่างของเขาก็ยันกายขึ้นเพื่อนไล่ประทับริมฝีปากตนไปทั่วใบหน้ากร้านคมและเน้นย้ำริมฝีปากตนลงไปที่รอยสักสีชาดที่อยู่ตรงบริเวณใต้ตาของชายร่างสูง

“ถ้าคำถามที่นายจะถามฉันมันตรงกับสิ่งที่ฉันคิด…ฉันคงต้องขอปฏิเสธ” เสียงนุ่มเอ่ยตัดความหวังมือบางที่ในตอนแรกรั้งบ่าอีกฝ่ายไว้ตอนนี้เปลี่ยนการดันให้อีกฝ่ายถอยห่างจากตนไป

การกระทำเช่นนี้ของครีแวนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ หากแต่สิ่งที่ไม่ปกติกคือเฮลาสก็ยอมรับในการตัดสินใจแบบนั้นของครีแวน เขาละมือออกจากร่างบอบบางตรงหน้าพร้อมกับเดินถอยกลับไปนั่งที่โซฟา

“ถ้าแบบนั้นเราก็มีเวลาว่างอีกร่วมครึ่งวัน นายคิดว่าเราควรทำอะไรดีหละในเมื่อมันว่างจนน่าเบื่อขนาดนี้” เมื่อเฮลาสเอ่ยจนจบประโยคคิ้วเรียวยาวที่ประดับอยู่บนใบหน้ารูปไข่ก็เลิกขึ้นสูง สีหน้าที่ร่างโปร่งบางแสดงออกมานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย

ความจริงแล้วถ้าคน ๆ นี้เป็นคนธรรมดาแล้วหละก็เขาก็ไม่คิดจะสนใจอะไรหรอกกับไอ้เรื่องว่างหรือไม่ว่าง หากแต่นี่เป็นถึงชายผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดในวงการมาเฟียรวมไปถึงเขาก็ยังมีหน้ามีตาในโลกอีกด้านหนึ่งด้วย ดังนั้นการที่คน ๆ นี้พูดว่าตัวเองว่างมาก ทั้ง ๆ ที่ข่าวลือมันจะบอกว่าเขาไม่มีเวลาว่างเลยสักวินาทีเดียว ตัวของครีแวนไม่มีทางเชื่อแน่นอน…นอกจากคน ๆ นี้จะงี่เง่าจนไม่ยอมไปทำงาน

“…ว่างนักก็ทำงานจะได้ไม่เบื่อ” ริมฝีปากบางบ่นอีกราวกับว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเด็ก ๆ ซึ่งคำว่า ‘เด็ก’ ในความคิดของครีแวนนั้นไม่ใช่อายุร่างกายแต่มันเป็นอายุของ ‘สมอง’ มากกว่า เพราะถ้าจะให้พูดกันตามตรงชายคนนี้อายุมากกว่าเขาถึง 12 ปีแต่เรื่องความเอาแต่ใจนี่ตัวของครีแวนที่ว่าเอาแต่ใจแล้วยังแพ้อีกฝ่ายหลุดลุ่ย

“ไม่…ตารางงานวันนี้ฉันว่างทั้งวันเพราะธุระทั้งหมดจัดการเสร็จหมดตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยตอบใบหน้าคมนั้นแหงนหน้าขึ้นเพื่อนมองย้อนกลับไปมองร่างผอมบางที่ตอนนี้ยังคงนั่งเท้าโต๊ะทำงานของตน “แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเร่งทำงานทำไมในเมื่อเวลาว่างทั้งหมดไม่เป็นไปตามแผน”

ครีแวนนั้นอยากจะประเคนหมัดลงไปที่ใบหน้าหล่อเหลานี่ซะเหลือเกิน โดยเฉพาะทันทีที่ตัวเองได้ยินประโยคหลังที่ถูกเอ่ยออกมาต่อ …เคลียร์งานเพื่อมาสนุกกับตัวเขาเลยสินะ ร่างบางผุดลุกจากโต๊ะพร้อมกับเดินนวยนาดไปหาชายร่างสูง มือเรียวบางข้างหนึ่งค่อย ๆ ประคองใบหน้ากร้านคมก่อนที่จะใช้มืออีกข้างบีบจมูกของร่างสูงสง่านั้นเต็มแรง

มันต้องให้รู้ซะมั่งว่ากำลังพูดกับใคร เขาไม่ใช่ของเล่น หรือของ ๆ ใครเพราะครีแวน เดอ เมอร์เรส มีชีวิตเป็นของตัวเองและไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจจะเป็นเจ้าของชีวิตของเขาได้ มือทั้งสองข้างละมือจากใบหน้า ขาเรียวยาวสาวเท้าเดินไปนั่งที่โซฟาอีกฝั่ง

“แล้วแบบนี้ตามแผนหรือยังล่ะ ‘ดอน’ ฟีเลทัส” มือบอบบางยกขึ้นมาไขว้กันไว้บริเวณแผ่นอกขาเรียวยาวนั้นก็ถูกตวัดขึ้นมาไขว้กันไว้ และเมื่อเฮลาสเห็นการกระทำเช่นนั้นของครีแวนริมฝีปากหนานั้นก็เหยียดรอยยิ้มพร้อมกับปรับท่านั่งของตนเองเช่นเดียวกัน

“ก็ตามแผนนิดหน่อย และตอนนี้ฉันคิดว่ามีอะไรทำในเวลาว่างแล้วล่ะ สนใจจะเล่น ‘เชส’ ไหมล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยชวน มือกร้านเอื้อมไปคว้าชุดกระดานหมากรุกมาวางไว้หน้าตนและมีหรือผู้ที่ถูกท้าทายจะปฏิเสธเพราะถ้าเอ่ยปฏิเสธมันก็เสียศักดิ์ศรีแย่น่ะสิ มือบางเอื้อมไปหยิบตัวหมากรุกขึ้นมาเรียงพร้อมกับเสนอบางสิ่งบางอย่างออกไป เพื่อให้เกมส์นี้สนุกขึ้น “แล้วเราจะทำยังไงกับผู้แพ้ในแต่ละตาดีล่ะ” นิ้วเรียวยาวถูกยกขึ้นมาเกลี่ยปลายผมของตนเล่น ใบหน้าสวยและดวงเนตรสีไพลินนั้นส่งจดหมายท้าทายออกไป

ซึ่งตัวของเฮลาสก็ได้แต่คลี่รอยยิ้มให้กว้างกว่าเก่าเป็นคำตอบมือกร้านนั้นบรรจงหยิบตัวหมากรุกขึ้นมาเรียงบนกระดาน “เรื่องนั้นค่อยคิดดีกว่าไหมว่าคนแพ้จะทำอะไร แต่ฉันแนะนำให้นายเตรียมใจเอาไว้เลยแล้วกันว่าจะโดนบทลงโทษแบบไหน” เสียงทุ้มเอ่ยข่มขู่หากแต่ครีแวนก็ไมได้แตกต่างอะไรเลยเพราะเสียงหวานนั้นก็เอ่ยขู่อีกฝ่ายเช่นเดียวกัน “พูดอะไรผิดไปหรือเปล่าฉันคิดว่านายนั่นหละที่ต้องควรเตรียมใจว่าจะโดนลงโทษอะไร” เมื่อพูดจบริมฝีปากบางก็คลี่รอยยิ้มนิ้วมือเรียวหยิบตัวหมากให้เดินไปข้างหน้าเพื่อเป็นการเริ่มเกมส์

ระยะเวลาผ่านไปนับชั่วโมงจนในที่สุดผู้ชนะของเกมส์นี้ก็ปรากฏนิ้วกร้านหยิบควีนสีดำไปวางไว้เบื้องหน้าควีนสีขาวก่อนจะประกาศเสียงดังเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนนั้นได้พ่ายแพ้หมดท่าเสียแล้ว “รุกฆาต รู้สึกว่าเกมส์นี้ฉันจะเป็นผู้ชนะนะครีแวน” เสียงทุ้มเอ่ยยียวน หากแต่ไม่ใช่แค่น้ำเสียงเท่านั้นที่กวนประสาทของตรีแวน แต่หากทั้งใบหน้า แวววตารวมไปถึงการกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันทำให้ครีแวนนั้นรู้สึกอยากที่จะลุกขึ้นไปต่อยหน้าผู้ชนะคนนี้เสียจริง

แต่ยังไงกฎก็ยังคงเป็นกฎแถมเขาเป็นคนเสนอให้มีบทลงโทษสำหรับผู้แพ้เองเสียด้วย แบบนี้ถ้าโวยวายออกไปคงไม่พ้นเสียหน้าแน่นอน ริมฝีปากบางเม้มแน่น ขาเรียวยาวทั้งสองข้างลุกขึ้นยืนพร้อมกับกอดอกมองไปยังร่างสูงของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงชาดที่เป็นผู้ชนะของเกมส์

ครีแวนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะแพ้ ‘เชส’ ให้กับคนอื่นเพราะตั้งแต่เกิดมาถ้าไม่นับผู้เป็นพ่อแล้ว ตัวของเขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เกมส์ชนิดนี้ให้กับใครมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก…ที่เขาแพ้ แต่กระนั้นการแพ้ครั้งนี้ก็ถือว่าแพ้อย่างสมศักดิ์ศรีอย่างน้อยครีแวนก็ไม่โดนล้มกระดานในสิบนาทีแรก

ทำไมกันนะผู้ชายคนนี้ถึงได้น่าอิจฉามากมายขนาดนี้ ความสามารถของคน ๆ นี้นั้นมันช่างเพียบพร้อมในทุก ๆ ด้านเสียจริง ไม่ว่าจะเป็นสมองอันแสนชาญฉลาด สมรรถภาพร่างกายที่สมบูรณ์และรวมไปถึงรูปร่างหน้าตาและฐานะด้านครอบครัว ครีแวนไม่เคยคิดว่าในโลกใบนี้จะมีคนที่มีความสามารถที่ไร้ที่ติได้ถึงขนาดนี้ ยิ่งร่างโปร่งบางนี้คิดภายในจิตใจก็ยิ่งหงุดหงิด ใบหน้าสวยเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายภายในใจก็กำลังพยายามทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ของตน

“รีบ ๆ สั่งมาจะให้ฉันทำอะไร” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างขอไปที มือบางถูกยกขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มตนให้ออกไปจากทัศนวิสัย ‘อย่างน้อยก็หวังว่าคำสั่งของคนตรงหน้านี้จะไม่พิสดารมากจนเขาทำไม่ได้หรอกนะ’

เมื่อชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงเข้มไดยินเช่นนั้นรอยยิ้มชั่วรายก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปาก ถึงแม้ชายคนนี้จะยังไม่ได้เอ่ยพูดหรือทำอะไร แต่แค่รอยยิ้มนั่นก็ทำให้ครีแวนขนลุกเสียแล้ว มือกร้านยกมืออขึ้นและแสดงท่าทางเชื้อเชิญให้ร่างโปร่งบางไปนั่นอยู่ข้าง ๆ ตน ครีแวนยืนมองอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะยอมเดินไปตามคำเชื้อเชิญ

“คำสั่งให้มานั่งข้าง ๆ หรือไง” เสียงหวานบ่นพึมพำ ซึ่งชายหนุ่มที่เอ่ยเชิญนั้นก็ไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกไปเขาเพียงแต่ยกมือของตนขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมสีน้ำเงินแปลกตาของอีกฝ่ายขึ้นทัดหู ก่อนเขาจะตัดสินใจกระทับริมฝีปากตนลงบนใบหูข้างนั้น การกระทำเช่นนี้ทำให้ครีแวนเขินอายเป็นอย่างมาก ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงเรื่อ มือบางข้างหนึ่งพยายามยกขึ้นมาตวัดเพื่อตบใบหน้ากร้านคมของอีกฝ่าย แต่มีหรือชายหนุ่มที่มีนามว่าเฮลาสจะยอม เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นรับฝ่ามือบอบบางนั่นและถือโอกาสรวบเอวร่างโปร่งบางนั้นให้เข้ามาแนบชิด

“คิดจะทำร้ายผู้ชนะหรือยังไงกัน” เสียงทุ้มเข้มกล่าว ใบหน้ากร้านคมยังคงมีรอยยิ้มชั่วร้ายประดับอยู่เช่นเดิม ครีแวนไม่รู้ว่าชายตรงหน้านี้กำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งตัวของร่างโปร่งบางนั้นก็แอบคิดไว้เล็กน้อยเพราะถ้าเกิดว่าอีกคนไม่สั่งว่าให้ตนทำอะไรก็ได้ให้อีกฝ่ายถูกใจบางทีก็อาจจะเป็นคำสั่งที่หนักหนาสาหัสเช่นสั่งให้เขาอยู่ในคฤหาสน์นี่ไปตลอดชีวิต ยิ่งคิดแบบนั้นริมฝีปากบางก็ยิ้มเม้มเข้าหาตน อีกฝ่ายบอกแล้วว่าจะมอบอิสรภาพให้เขาแต่ถ้าเกิดสั่งแบบนั้นคนที่ถือศักดิ์ศรีเช่นครีแวนก็คงต้องยอมทำ…

หากแต่ความคิดทั้งหมดของครีแวนนั้นผิดไปเสียหมดเพราะนอกจากชายร่างสูงผู้นี้จะไม่เอ่ยร้องขออะไรแล้วเขายังไม่คิดที่จะใช้โอกาสนั้นเหนี่ยวรั้งตัวของครีแวนไว้อีกด้วย

ใบหน้าคมโน้มลงไปข้ามใบหู ริมฝีปากหนานั้นเอื้อนเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนออกมา ถ้อยคำที่เอ่ยดังเสียงทุ้มที่ล่องลอยเข้าใบหู ใบหน้าสวยพลันขึ้นสีอีกครั้งหาครั้งนี้ ชายหนุ่มร่างโปร่งบางเลือกที่จะนิ่งเงียบและไม่ใช้มือปัดป้องหรือดันร่างสูงสง่าของอีกฝ่ายออก

ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกมากัน ร่างโปร่งบางกัดริมฝีปากตนแน่นใบหน้าสวยนั้นพยายามที่จะเบี่ยงหลนสายตาของอีกคน ทำไมถึงผูกมัดตัวเขาไว้ด้วยคำพูดเหล่านั้น…และที่สำคัญไปกว่าถ้อยคำนั่นคือความคิดของตัวเขาเองที่คิดจะทำตามคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยสั่ง

‘ฉันของให้นายตระหนักว่านายเป็นของ ๆ ฉันไม่ว่าจะเป็นดวงตา ใบหน้าร่างกายหรือแม้กระทั่งลมหายใจ’ ถ้อยคำพวกนี้หากถ้าฝังดูแล้วมันออกจะดูเผด็จการและเอาแต่ใจ หากแต่เมื่อคำพูดพวกนี้ถูกพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพวกนั้นแล้วมันจะกลายเป็นถ้อยคำหวานที่ทำให้หัวใจนั้นเต้นแรง

“แค่นี้ล่หละคำสั่งของฉัน คนแพ้อย่างนายไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธหรอกนะ” ใบหน้ากร้านคมละออกและเคลื่อนที่ไปจ้องยังใบหน้าขาวอีกฝ่าย ริมฝีปากคนนั้นยังคงเหยียดยิ้มซึ่งรอยยิ้มนั้นมันไม่ใช่รอยยิ้มที่ชั่วร้ายเพียงอย่างเดียวแล้วเพราะมันเพิ่มความเหี้ยมเกรียมเข้ามาและมันคงจะดูอันตรายมากกว่านี้ถ้าเขาปฏิเสธคำสั่งนั่น

“ฉันไม่ผิดคำพูดหรอกน่า แพ้ก็คือแพ้ และนายก็รีบเอาหน้าออกไปห่าง ๆ เลยไป” มือบางยกขึ้นมากั้นระหว่างใบหน้าของเขากับอีกฝ่ายและออกมือดันออกไปเต็มแรง

ต่อให้ไอ้บ้านี่มีความคิดที่จะปล่อยตัวเขาไปแต่มันก็ยังไม่เลิกทำตัวเป็นเจ้าของตัวเขาสินะ ยิ่งคิดแล้วยิ่งหงุดหงิดส่วนไอ้ความรู้สึกเขินอายทั้งหมดหายวับไปตั้งแต่ร่างสูงตรงหน้าพูดประโยคถัดไปออกมาแล้ว ไอ้หมอนี่ไม่ว่าจะเวลาไหนมันก็น่าต่อยสักหมัดสองหมัดจริง ๆ

“ก็นะถึงนายจะรับปากแล้วแต่ฉันกลัวว่านายจะจำประโยคที่ฉันสั่งไม่ได้ไหนลองทวนคำพูดให้ฉันฟังหน่อยสิ…ครีแวน” นำเสียงยียวนถูกเอ่ยดังยิ่งไปกว่านั้นไอ้การลากเสียงเรียกชื่อของเขามันช่างกวนประสาท ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ครีแวนคิดอยากจะต่อยใบหน้ากร้านคมนั่น

“ข้อตกลงคือสั่งได้อย่างหนึ่ง อันนี้เป็นคำสั่งที่สองฉันไม่คิดจะเสียเปรียบยอมทำคำสั่งสองข้อหรอกนะนายก็รู้พวกนักขายข่าวไม่ยอมโดนเอาเปรียบง่าย ๆ หรอก โดยเฉพาะฉัน” ครีแวนเริ่มเล่นตุกติกแต่มันก็ไม่ใช่การเล่นโกงอะไรนักหรอกเพราะว่าเขาเสนอไปแค่ว่าให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่งของคนชนะ ซึ่งต่อให้ไม่บอกว่ากี่คำสั่งแต่โดนส่วนใหญ่ หนึ่งเกมส์ก็หนึ่งคำสั่งทั้งนั้นหละ ริมฝีปากสีสดเหยียดรอยยิ้มหากแต่ชายหนุ่มร่างสูงนั้นก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้เหมือนกัน

“งั้นมาต่อกันอีกเกมส์และฉันคิดว่าครั้งนี้ฉันคงไล่ต้อนนายยับเพื่อจบเกมส์ภายในเวลา 10 นาทีได้” ประโยคพวกนี้เหมือนกับถ้อยคำดูถูก ซึ่งมันก็ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นมันถูกทั้งหมด…เพราะเกมส์ก่อนหน้านี้ถ้าชายคนนี้ไม่ออมมือหรือแกล้งโง่บ้างแล้วหละก็ เกมส์มันก็คงจบไปตั้งแต่สิบนาทีแรกแล้ว…การมาอยู่ที่นี่ไม่สิต้องเรียกว่าการที่เขามารู้จักกับชายหนุ่มคนนี้มันทำให้เข้ารู้จักคำว่า ‘พ่ายแพ้อย่างหมดท่า’ ทั้ง ๆ ที่เกิดมาเขาไม่เคยได้เผชิญคำว่า ‘แพ้’ มาก่อนเลยสักครั้งเดียว

“…ไอ้บ้าเอ้ยอยากให้ฉันพูดมากเลยนักหรือไงไอ้ประโยคชวนสยิวนั่น” ครีแวนตะโกนสุดเสียงร่างโปร่งบางค่อย ๆ ถีบตัวเองออกมาจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่ดูท่าทางจะรัดแน่นขึ้นทุกที ๆ “ได้งั้นฟังเลยนะ จะอัดเสียงไว้เลยก็ได้” ในที่สุดครีแวนก็ยอมที่จะพูด ร่างโปร่งบางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่และตะคอกถ้อยคำพวกนั้นออกมาสุดเสียง

“ฉันจะจำไว้ว่าฉันเป็นของ ๆ นายไม่ว่าจะเป็นดวงตา ใบหน้า ร่างกายหรือแม้กระทั่งลมหายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างของฉันมันเป็นของ ๆ นาย!!!!” ถ้อยคำที่ถูกพูดออกมาทำให้เฮลาสถึงกับชะงักไปแต่เขาก็ใช้เวลาเพียงช่วงครู่สติของเขาก็กลับคืนสู่ร่างพร้อม ๆ กับเสียงหัวเราะที่ดังไม่แพ้ถ้อยคำเหล่านั้น

คาดว่าวันนี้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณชั้นห้าของคฤหาสน์ฝั่งตะวันออกคงได้ยิน คำพูดแปลก ๆ รวมไปถึงเสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากห้องของผู้เป็นนายของตน

ครีแวนยืนกอดอกมองดูอีกฝ่ายหัวเราะไปพักใหญ่ในที่สุดเสียงหัวเราะนั่นก็หยุดลง “นายนี่ยังคงน่าสนใจไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ” ริมฝีปากหน้าเหยียดรอยยิ้มก่อนที่เขาจะยันกายลุกขึ้นและก้าวเดินออกไปจากห้องแต่ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงจะเดินออกจากห้องไป มือกร้านก็ยกขึ้นไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินนั้นอย่างแผ่วเบา

สัมผัสที่อ่อนโยนราวกับว่าผู้ใหญ่นั้นกำลังปลอบโยนเด็กน้อยทำให้ครีแวนรู้สึกนึกย้อนกลับไปหาพ่อผู้ใหกำเนิดตน แม้คนที่สัมผัสนี้จะเป็นคนละคนกันแต่ความรู้สึกที่ได้รับมันไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด…ไอ้ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยแบบนี่เนี่ย…พอสักทีเถอะเขาไม่ใช่เด็ก ๆ อีกต่อไปแล้วนะ…ช่วยอย่ามาทำเหมือนกับเขาเป็นเด็ก ๆ แบบนี้สิ ใบหน้าสวยเบนต่ำลง นัยน์เนตรสีไพลินหลุบตาลงอย่างไม่รู้ตัว

มือกร้านยังคงลูบศีรษะของร่างโปร่งบางไม่หยุดจนในท้ายที่สุด ครีแวนต้องเป็นฝ่ายเอี้ยวตัวออกแทน “พอได้แล้วน่าผมยุ่งหมดแล้ว” ครีแวนไม่หลบเปล่ามือบางยังยกขึ้นมาปัดมือของอีกฝ่ายออกด้วย

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ตัวของเฮลาสนั้นโกรธเลยสักนิดเดียว…ซ้ำชายหนุ่มร่างสูงนั้นยังคงหัวเราะออกมาเสียด้วย มือกร้านละลงจากเรือนผมสีแปลกตาพรอมกับเสียงทุ้มที่เอ่ยลาอีกฝ่าย

“แล้วเจอกันครีแวน…ในสักวันหนึ่ง” สิ้นเสียงทุ้มเอ่ยดังหากแต่ในประโยคสุดท้ายมันเป็นเพียงคำพึมพำที่ชายร่างสูงนั้นพูดกับตัวเอง ใบหน้ากร้านคมหันหนีก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องทำงานของตนไปเงียบ ๆ และเมื่อเสียงของบานประตูปิดลงภายในห้องนั้นก็มีแต่ความเงียบกันมือบางถูกยกขึ้นมาปิดที่ริมฝีปากก่อนจะเหวี่ยงทุบลงไปที่โต๊ะเต็มแรง “เจ้าบ้า…นั่น…” เสียงหวานเอ่ยขึ้นก่อนจะเงียบเสียงลง…ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำมือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดใบหน้าพร้อมกับจะทิ้งตัวลงไปนอนที่โซฟายาว “คิดว่าฉันไม่ได้ยินที่นายพูดหรือไงเจ้าบ้า…แล้วพูดแบบนั้นออกมามันก็ไม่ช่วยให้ฉันอยากเจอนายมากขึ้นหรอกนะ” เมื่อเสียงหวานเอ่ยจนจบประโยคใบหน้าสวยก็ซุกลงไปกับโซฟาพร้อมกับหลับตาลง

‘ฉันไม่อยากเจอนายอีกครั้งหรอกนะเฮลาส ฟีเลทัส…’ ครีแวนกล่าวเช่นนี้ในใจพร้อมกับสติที่ค่อย ๆ ดำดิ่งลงไปสู่ห้วงนิทรา

ครีแวนไม่รู้ว่าเวลานั้นหมุนผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ถ้าหากจะให้ครีแวนเดาโดยจากการดูสภาพรอบ ๆ ห้องที่มืดมิดตอนนี้ก็คงเลยหัวค่ำไปมากแล้ว มือบางค่อย ๆ ยันกายตนให้ลุกขึ้นนั่ง เนตรสีไพลินพยายามปรับสภาพสายตาให้คุ้นชินกับความมืด และเมื่อสายตาเป็นปกติร่างโปร่งบางนั้นก็ลุกขึ้นเพื่อเดินไปเปิดไฟ แต่ในขณะที่ตนนั้นกำลังจะเหยียดนิ้วไปกดสวิตช์เพื่อเปิดไฟ บานประตูไม้ที่อยู่ข้าง ๆ กันก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวร่างสูงของเด็กหนุ่มที่มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้

“ผมคิดว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนี้เสียอีกเห็นปิดไฟมืดซะขนาดนี้ แล้วนี่น้าชายของผมล่ะครับเขาหายไปไหน ผมคิดว่าเขาจะอยู่ในห้องนี้กับคุณเสียอีกนะครับ” เด็กหนุ่มพูดอย่างสุภาพมือกร้านค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดไฟพร้อมกับเนตรสองสีที่กวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง

“หมอนั่นเหรอ ออกไปจากห้องตั้งแต่เช้าแล้วและท่าทางคงไม่ได้กลับมาที่ห้องนี้ด้วย” ครีแวนตอบกลับ มือข้างที่เอื้อมไปหมายจะเปิดสวิซต์ไฟถูกยกมือขึ้นมาเสยผมของตังเองแทน “มีธุระกับหมอนั่นหรือยังไง ถ้ามีธุระก็มาผิดที่แล้วไปตามหาที่อื่นไป” ครีแวนกล่าวไล่พร้อมกับเอื้อมมือไปหมายจะปิดประตูหากแต่มือกร้านของเด็กหนุ่มกับยื้อไว้เสียก่อน

“ผมมีธุระกับคุณนั่นหละครับเตรียมตัวเสร็จหรือยังใกล้เวลาแล้วนะครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นซึ่งถ้อยคำนั้นสร้างความงุนงงให้กับครีแวนเป็นอย่างมากหากแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ทำให้ครีแวนสงสัยอยู่นาน ริมฝีปากหนาเอ่ยดังพร้อมกับพาร่างโปร่งบางนี้ออกจากห้อง “ถึงเวลาคุณได้กลับบ้านไปหาน้องสาวไงครับ หรือคุณจะเปลี่ยนใจและบอกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อแบบนั้นผมจะได้ไปบอกน้าชายที่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

“กลับบ้าน….” คำ ๆ นี้ทำให้ครีแวนยืนทบทวนความจำอยู่นานจนในที่สุดครีแวนก็จำคำพูดที่ชายหน่มร่างสูงที่มีเรือนผมสีแดงเข้มเฉกเช่นคนตรงหน้าบอกตนในตอนเช้าได้

“ถึงเวลาแล้วเหรอ…ฉันนอนเพลินไปหน่อยโทษที” มือบางยกมือขึ้นเสยมที่ปรกหน้าตนอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินตามเด็กหนุ่มออกไปจากห้อง

ขาเรียวยาวรีบเร่งเดินตามใบหน้าสวยแทนที่จะเผยให้เห็นถึงความยินดีที่ตนได้กลับบ้าน หากแต่ตอนนี้ใบหน้างดงามนั้นหันมองไปรอบ ๆ ตลอดทางเดินราวกับว่าร่างโปร่งบางนี้กำลังเสาะหาใครอยู่

ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นนัยน์เนตรคู่งามสีไพลินนั้นกำลังมองหาชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงที่จับตัวเขามานั่นเองและตลอดทางนับตั้งแต่ประตูห้องทำงานของชายคนนั้นจนถึงประตูทางออกของคฤหาสน์ครีแวนไม่เห็นแม้แต่เงาของชายคนนั้นเลยสักนิดเดียว หากแต่ใบหน้างามนั้นก็ไม่ได้แสดงอาการผิดหวังออกมาสีหน้ายังคงเรียบเฉยและหยิ่งทระนงเช่นเดียวกันกับตอนที่ก้าวเข้ามา

ครีแวนพยายามบอกตนเองว่าตนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับที่นี่ ไม่มีใครให้ผูกพัน ครีแวนเดินหันหลังให้กับคฤหาสน์แห่งนี้โดนไม่เหลียวหลังกับไปมอง

‘ลาก่อนความทรงจำ…ที่มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียว”

สัตว์ป่าถูกปล่อยเป็นอิสระหากแต่สัตว์ยังไงก็ยังเป็นสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องหรือสัตว์ป่าดุร้าย แต่เมื่อถูกจับและเลี้ยงดูโดยมนุษย์แล้วไม่ว่ายังไงมันก็ไม่มีที่จะลืมเลือนผู้เป็นเจ้าของมันเช่นเดียวกันกับผู้ที่จับมันมา

นัยน์เนตรคมมองไปยังรถคันหรูสีดำสนิทก่อนจะหันหลังให้กับมันเช่นเดียวกับร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ด้านล่าง…

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 5

Chapter 5

ความเงียบนั้นคนภายนอกจะเข้าใจว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความโดดเดี่ยว หากแต่สำหรับใครหลาย ๆ คนแล้วมันอาจจะทำให้คน ๆ นั้นรู้สึกสงบและสบายใจเพียงแต่คำนิยามพวกนั้นมันคงใช้กับสถานการณ์ที่ตัวของครีแวนเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะไม่ได้บ่งบอกว่าตัวของเขานั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว แล้วมันดันทำให้ตัวของเขานั้นรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการนั่งอยู่ในความเงียบซึ่งมีชายร่างสูงนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’ นั่งประจันหน้าตนอยู่ในตอนนี้มันช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับครีแวนเสียจริง แต่ความรู้สึกกดดันทั้งหมดนั้นมันไม่ได้เกิดจากชายหนุ่มร่างสูงผู้นั้นเพียงคนเดียวเพราะบรรยากาศกดดันที่เกิดขึ้นภายในห้องรับรองแขก VIP นั้นมันก็เกิดจากตัวของครีแวนด้วยเช่นกัน ริมฝีปากบางเม้มแน่นใบหนาสวยหันเบือนหนีไปทางอื่น

ถ้าจะให้บอกว่าครีแวนนั้นรู้สึกผิดไหมที่หนีออกมาตัวของครีแวนนั้นคงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า ‘ไม่’ หากแต่เมื่อตนถูกอีกฝ่ายจับได้ และตอนนี้ยังต้องมานั่งเผชิญกับดวงเนตรสีโกเมนแล้วไอ้ความรู้สึกผิดเล็กน้อยมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งมันไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่เขาต้องรู้สึกเช่นนั้นเพราะเขานั้นไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิดคนเราโดนกักตัวไว้ย่อมไม่มีใครชอบใจอยู่แล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นสิ่งที่เขาโดนนั้นไม่ใช่เรียกว่าการกักตัวมันเรียกว่าโดนขังเลยจะถูกมากกว่า ดังนั้นการที่เขาอยากหนีออกจากคฤหาสน์แห่งนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการอิสระและโดยเฉพาะมนุษย์ที่มีนามว่า ‘ครีแวน’ อย่างตัวเขาแล้ว เขานั้นยิ่งรักอิสระมากกว่าสิ่งใด การกักขังทางกายไม่มีทางทำให้ร่างโปร่งบางผู้นี้ยอมอยู่เฉย ๆ นั่งเงียบนอนเงียบเหมือนสัตว์เลี้ยงว่าง่าย ๆ หรอกนะ

พอยิ่งคิดครีแวนก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเองที่กลับไปรู้สึกผิดแบบนั้นกับอีกฝ่าย มือบางกำแน่นเพื่อระบายความโกรธที่มีต่อตัวเอง หากแต่ใบหน้างดงามก็ยังคงจ้องมองอีกฝ่ายโดยไม่ละสายตาไปทางไหน ในตอนนี้ชายร่างสูงนั้นกำลังจิบสุราสีอำพันอยู่เงียบ ๆ ซึ่งสายตาคมเข้มก็ไม่คิดจะละไปไหนเช่นเดียวกับเขา เกมส์จ้องตานี่ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบานประตูห้องรับรองก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏร่างผอมบางของหญิงสาวราว ๆ สี่หาคน สองคนในนั้นเดินนวยนาดไปนั่งประกบชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงดังเปลวเพลงและที่เหลือก็เดินมานั่งประกบเขาเช่นกัน มือเรียวบางของหญิงสาวนั้นรินสุราในขวดให้กับชายหนุ่มก่อนจะยกขึ้นไปแตะที่ริมฝีปากเบา ๆ การกระทำนี้เป็นการเชิญชวนให้พวกเขาดื่ม ซึ่งครีแวนก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้วมือบางรับแก้วน้ำสีอำพันที่แตะอยู่ที่ริมฝีปากขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

หญิงสาวทั้งสองคนเห็นแบบนั้นก็ยิ่งได้เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้นและทำลายบรรยากาศกดดันและเงียบงันนั้นไปจนหมดสิ้น…เพียงแต่มันก็ทำลายได้แค่บรรยากาศที่อยู่โดยรอบหากแต่มันไม่สามารถทำลายความรู้สึกกดดันและไม่ความรู้สึกไม่พอใจที่แผ่กระจายอยู่ในภายใจทั้งของสองคนได้เลย

หญิงสาวรินสุราแก้วแล้วแก้วเล่าส่งให้ครีแวนดื่ม ซึ่งตอนนี้การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พวกนี้โดยไม่มีอะไรรองท้องนั้นมันยิ่งทำให้ร่างสูงโปร่งนี้เมาเร็วขึ้น ใบหน้าสวยแดงก่ำ นัยน์เนตรสีไพลินน้ำงามนั้นปรือลงอย่างเย้ายวนแต่แม้ตัวของครีแวนจะแสดงอาการของคนเมามากถึงขนาดนั้นแต่เขาก็ยังไม่คิดจะหยุดดื่ม มือบางยังคงยกแก้วสุราขึ้นดื่มเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดสติทั้งหมดของครีแวนก็หายไปจนสิ้น และสิ่งที่เหลือไวก็มีเพียงแต่จิตสำนักของผู้ชายที่ต้องการของสวย ๆ งาม ๆ เช่นร่างกายของอิสสตรี ใบหน้าสวยนั้นค่อย ๆ พรมจูบไปทั่วใบหน้าของหญิงสาวทั้งสอง มือทั้งสองข้างรวบเอวบอบบางให้มาแนบชิดกับร่างของตนก่อนจะบดเบียดริมฝีปากตนลงไปที่ริมฝีปากอวบอิ่มของหญิงสาวทั้งสอง

การกระทำทั้งหมดนั่นอยู่ภายในสายตาของเฮลาส ไม่ใช่ว่าตัวของชายร่างสูงนั้นจะไม่รู้ว่าร่างโปร่งบางตรงหน้านั้นจะเป็นยังไง แต่จะเรียกว่าตัวเขานั้นจะรู้จักนิสัยรวมไปถึงตัวตนของคน ๆ นี้ก็ไม่เชิงเพราะสิ่งที่เขารู้มันมาจากการสืบประวัติตั้งแต่อีกฝ่ายเกิดจนถึงวินาทีที่ร่าง ๆ นั้นมาปรากฏตัวตรงหน้าของเขา

ซึ่งถ้าให้เฮลาสพูดตามตรงแล้วเขาก็คงต้องบอกว่าคน ๆ นี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก แม้ในตอนแรกเขาจะรู้สึกถูกใจแค่แววตาที่ไม่ยอมใครของคนตรงหน้า แต่พอได้ล่วงรู้ตัวตนของคน ๆ นี้แล้วไม่ว่าจะเป็นนิสัย หรือประวัติ ทุกอย่างก็น่าสนใจไปเสียหมด

ดวงเนตรคมหรี่ตามองภาพตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ ถึงเขาจะไม่คิดที่จะห้ามปรามการกระทำของคนตรงหน้าแต่ภายในสมองไม่ใช่ว่าจะพอใจให้อีกฝ่ายทำเช่นนี้ เพราะไม่ว่ายังไงและอีกฝ่ายจะพยายามปฏิเสธแค่ไหน ถึงยังไงคน ๆ นี้ก็ยังคงเป็นของ ๆ เขา…ยังสัตว์เลี้ยงของชายหนุ่มนามว่า ‘เฮลาส’ อยู่ดี

แม้การกระทำของครีแวนจะเริ่มเลยเถิดอย่างเช่นซุกไซร้คอของหญิงสาวแต่ถ้าหากมันยังคงอยู่ในสายตาเขา มันก็ไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่ดูเหมือนหญิงสาวที่นั่งรายล้อมของ ๆ เขาจะเริ่มทำเกินหน้าที่เพราะหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับ 1 ของคลับแห่งนี้โน้มใบหนาตนไปกระซิบเสียงยั่วเย้าข้างใบหูของชายร่างสูงโปร่ง และเมื่อถ้อยคำเหล่านั้นลอยเข้าหูของครีแวนชายหนุ่มร่างเพรียวบางก็คลี่ยิ้ม มือทั้งสองข้างค่อย ๆ ยันกายขึ้นก่อนจะละมือไปโอบเอวของหญิงสาวทั้งสองจนและเดินออกจากห้องไป

เนตรคมกริบสีเปลวเพลิงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสาม หากแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปรามหรือทำอะไร เขาได้แต่นั่งจิบสุราไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดความอดทนทั้งหมดก็สิ้นสุดลง เสียงแก้วน้ำสีอำพันถูกวางกระแทกลงไปที่โต๊ะจนเกินเสียงดังจากนั้นร่างสูงสง่ากลับผุดลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่หญิงสาวสองคนนั้นพูดออกไปคืออะไร แต่มีหรือที่เจ้าของคลับแห่งนี้จะไม่รู้ว่าลูกจ้างของตนนั้นมีหน้าที่ทำอะไรเพราะนอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นเพื่อนดื่มแล้วพนักงานสาวที่อยู่ในคลับแห่งนี้แทบทุกคนจะเป็นเพื่อนนอนด้วย ดังนั้นถ้อยคำที่หญิงสาวทั้งสองคนกระซิบข้างใบหูนั้นคงไม่พ้นเป็นคำเชิญชวนให้อีกฝ่ายขึ้นไปทำกิจกรรมต่อด้านบนแน่นอน ขาแกร่งทั้งสองข้างรีบก้าวเดินใบหน้าคมนั้นแสดงให้เห็นถึงความโกรธาที่ครุกกรุ่นอยู่ภายในใจ โดยสถานที่ที่ร่างสูงมุ่งตรงไปนั่นก็คือชั้นสองของคลับแห่งนี้ โดยชั้นสองนั้นถูกแบ่งสันปันส่วนเอาไว้เป็นห้อง ๆ เพื่อให้เหล่าลูกค้าขึ้นไปใช้เป็นที่พักผ่อนหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อ

ขาแกร่งยังคงก้าวเดินและมันก็เพิ่มที่จะเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักร่างสูงสง่าก็หยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่งและเขาก็ไม่รอช้าที่จะเปิดมันเขาไป ซึ่งภาพตรงหน้าเขานั้นมันก็ไม่ต่างจากความคิดภายในสมองของชายร่างสูงผู้นี้สักเท่าไหร่นัก ร่างโปร่งบางสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเขากำลังโรมรันกันหญิงสาวสองคนบนเตียง แต่ก็ยังดีที่ร่างเพรียวบางนั้นยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบซึ่งแตกต่างจากหญิงสาวทั้งสองคนที่ตอนนี้สิ่งที่ปกปิดร่างของพวกเธอมีแค่เพียงชุดชั้นในตัวบางที่แทบจะมองทะลุเข้าไปด้านในได้ ใบหน้าสวยหวานนั้นก้มลงไล้เลียซอกคอของหญิงสาวคนหนึ่งส่วนอีกคนหนึ่งกำลังใช้มือของตนปลดเปลืองเสื้อผ้าของคนเมาโดยที่ทั้งสามคนนั้นยังไม่มีใครรู้เลยว่า ชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเรือนร่างบางที่น่าหลงใหลนั้นกำลังยืนอยู่ตรงประตูห้อง และเมื่อเสียงครางหวานที่ตนมักจะได้ยินประจำดังขึ้น เสียง ๆ นั้นเหมือนกับว่าเป็นสวิตซ์สัญญาณให้ด้านเหตุผลในสมองของเฮลาสถูกด้านอารมณ์เขาครอบงำ

ขาแกร่งก้าวเดินอีกครั้งพร้อมกับกระชากร่างโปร่งบางมาแนบชิดใบหน้าสวยถูกจับเชิดขึ้นพร้อมกับริมฝีปากหนาที่โน้มลงไปประทับจูบอย่างร้อนแรง ลิ้นกร้านกวาดตอนเรียวลิ้นนั้นไปทั่วโพรงปาก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของชายร่างสูงไม่ได้เพียงแค่จะกอบโกยรสหวานออกมาจากร่าง ๆ นี้เท่านั้น ที่เขาทำก็เพราะต้องการล้างรสฝาดที่ติดอยู่ในริมฝีปากที่น่าหลงใหลนี้ให้หายไป

รสจูบนี่หอมหวานและร้อนแรงเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะต้านทานมือเรียวบางนั้นถูกเลื่อนขึ้นไปโอบรอบคออีกฝ่ายก่อนจะรั้งร่าง ๆ นั้นให้นอนทาบทับตน

หญิงสาวทั้งสองที่อยู่ในห้องนี้มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาตกตะลึงใบหน้าสวยที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางค์เบี่ยงหน้าหนีเมื่อเนตรคมเหลือบมองสายตานั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้พวกเธอนั้นรีบไสหัวออกไปจากห้องนี้ ซึ่งหญิงสาวทั้งสองคนก็รับรู้และรีบทำตามที่อีกฝ่ายบอก ท่อนแขนเรียวเล็กรีบหยิบเสื้อผ้าของตนและรีบวิ่งออกไป โดยทิ้งให้ภายในห้องนั้นเหลือแค่ชายร่างสูงกับร่างโปร่งบางที่แสนเร้าอารมณ์อยู่ภายในห้อง

สัมผัสฝาดลิ้นที่ริมฝีปากบางนั้นเริ่มหายไปแล้วทีนี้ก็เหลือแต่กอบโกยความหวามหวานจากร่าง ๆ นี้ให้หมดสิ้น มือกร้านไล้ไปตามแผ่นอกบาง ก่อนจะละริมฝีปากตนลงไปหยอกเย้ากับยอดอกสีชมพูที่ชูชันขึ้น เสียงหวานครางกระเส่าพร้อมกับครวญครางร้องขอให้อีกฝ่ายเลิกทำเช่นนี้กับตน

ถึงถ้อยคำที่ครีแวนจะพูดออกมาจะเป็นคำพูดเชิงห้ามปรามแต่กระนั้นการกระทำของเขากลับเป็นอีกอย่างหนึ่งมือบางแทบจะกดใบหน้าของอีกฝ่ายแนบไปกับแผ่นอกตนใบหน้าสวยแหงนขึ้นพร้อมกับครางเสียงหวานเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูง เสียงครางแว่วหวานยังคงดังอย่างไม่ขาดสายเฮลาสและครีแวนไม่ใส่ใจแล้วว่าพวกนั้นจะส่งเสียงดังขนาดไหน มือกร้านละลงไปที่ขอบกางเกงก่อนจะรูดซิบปลดมันออกมือหนารูดรั้งแก่นกายของร่างโปร่งอย่างเบามือซึ่งแค่นั้นก็เรียกเสียงครางให้อีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี หากแต่ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ไม่คิดจะยอมหยุดเพียงแค่นั้นนิ้วแกร่งกดลงที่ส่วนปลายและขยับมือตนให้รุนแรงมากกว่าเก่า เสียงครางแว่วหวานยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่มันจะหยุดเมื่อน้ำรักนั้นถูกปลดปล่อยออกไปเต็มมือแกร่ง ซึ่งหลังจากที่ตนปลดปล่อยให้แก่ร่างโปร่งบางเขาก็คิดจะพาคน ๆ นี้กลับ ทว่าสัตว์เลี้ยงที่แสนซุกซนของเขากลับยกมือที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำแห่งราคะขึ้นมาไล้เลีย เพื่อเชิญชวนชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ หากแต่เฮลาสกลับมีความอดทนที่มากเพียงพอ นิ้วแกร่งที่แทรกเข้าไปในโพรงปากอ่อนนุ่มนั้นถูกดึงออก ก่อนมือทั้งสองข้างจะรวบอุ้มอีกฝ่ายเพื่อพาร่างโปร่งบางซึ่งเป็นของ ๆ เขานั้นออกไปจากสถานที่แห่งนี้ และเมื่อขาแกร่งทั้งสองข้างก้าวเดินออกจากห้องเหล่าบริกรและพนักงานสาวก็หันไปมองเป็นตาเดียวซึ่งเหตุผลนั้นไม่ได้เป็นเพราะภาพที่พวกเขาเห็นแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหันไปดูก็คือเจ้าของเสียงครางหวานนั่นต่างหากแต่ดูเหมือนสิ่งที่ทำให้ทุกคนมองคนทั้งสองไม่ใช่แค่ต้องการเห็นเจ้าของเสียงครางเย้าอารมณ์นั้นแต่พวกเขามองไปที่แผ่นอกขาวสะอาดกับยอดอกที่ชูชันขึ้นหลังจากการถูกเล้าโลม เฮลาสไม่คิดที่จะแต่งตัวให้อีกฝ่ายเลยสักนิดเพราะหลังจากนี้ใคร ๆ ก็จะได้รู้ว่าร่างที่น่าหลงใหลนี่เป็นของ ๆ เขา แต่เฮลาสก็ยังมีความใจดีอยู่นิดหน่อยที่ยอมรูดซิบกางเกงให้อีกฝ่ายก่อนออกจากห้อง แต่ดูเหมือนการปกปิดตรงนั้นจะไม่ได้ทำให้สายตาของทุกคนลดน้อยไปเลย ร่างสูงก้าวลงจากชั้นสองซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับแขกพิเศษ สายตาจากคนทั้งคลับก็มองตรงมาที่พวกเขา และที่ยิ่งไปกว่านั้นร่างที่อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่มร่างสูงกลับซุกซนเพราะท่อนแขนถูกยกขึ้นไปโอบล้อมรอบคอแกร่งให้โน้มลงมาสัมผัสกับริมฝีปากตน

ลิ้นเล็กไล้เลียริมฝีปากอีกฝ่ายเพื่อหยอกล้อ แต่สำหรับตัวของเฮลาสนั้นไม่คำว่าล้อเล่นอยู่ในสมอง เมื่อขาแกร่งทั้งสองข้างก้าวลงจนถึงพื้นของคลับชั้นหนึ่ง คราวนี้เฮลาสก็ปล่อยร่างเพรียวบางนั้นลงจากอ้อมแขนก่อนจะกดอีกฝ่ายไปที่กำแพงและมอบรสจูบอันร้อนแรงให้ เรียวปากบางเริ่มบวมช้ำหากแต่ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ก็ไม่คิดที่จะละริมฝีปากออก ท่อนแขนบอบบางทั้งสองข้างถูกตรึงไว้ที่กำแพง ใบหน้าสวยนั้นเชิดขึ้นเพื่อรับสัมผัสจากริมฝีปากหนา หลังจากทั้งสองคนกอบโกยรสชาติอันแสนหอมหวานจากกันและกันเสร็จแล้ว ร่างสูงก็รวบร่างเพรียวนั้นขึ้นอุ้มอีกครั้งแต่คราวนี้ชายหนุ่มแทบจะโอบกอดให้อีกฝ่ายนั้นฝังร่างลงไปที่แผ่นอกของตน

แม้การเดินออกจากร้านจะดูยากลำบากเสียหน่อยแต่ตอนนี้ทั้งสองคนก็เข้ามาอยู่ภายในรถยนต์ส่วนตัวของเฮลาสเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งความยากลำบากที่เฮลาสพูดถึงมันก็เกิดมาจากคนเมาแล้วยั่วบางคนที่ตอนนี้ยังคงใช้มือทั้งสองโอบรอบคอเขาอยู่

ไม่คิดว่าถ้าอีกฝ่ายเมาแล้วจะเป็นถึงขนาดนี้ เฮลาสนึกว่าคน ๆ นี้แค่คออ่อนนิดหน่อยเท่านั้น แต่ดูเหมือนเฮลาสจะคาดเดาผิดไปเพราะเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตานี้จะคอแข็งมากกว่าที่คิดแล้ว…ตอนที่อีกฝ่ายเมามันยิ่งกว่าที่เฮลาสได้คิดไว้เสียอีก นั่นก็เป็นเพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าจะมีคนที่กินเหล้าเมาแล้วเกิดอาการบ้า ‘เซ็กส์’ ได้

แต่ความคิดพวกนั้นก็อยู่ได้เพียงแค่ช่วงครู่เพราะในตอนนี้ทั้งครีแวนและเฮลาสอยู่ในสภาพล่อแหลมสุด ๆ เสื้อเชิ้ตที่ชายหนุ่มร่างสูงสวมนั้นถูกปลดกระดุมออกเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยจูบและรอยเม้มสีกุหลาบ ซึ่งมันก็ไม่ต่างไปเลยจากร่างบางเพราะตั้งแต่ปลายคอถึงหน้าท้องนั้นก็เต็มไปด้วยรอยจูบเช่นกันและนอกเหนือจากมีรอยจูบแล้วยอดอกสีชมพูนั้นถูกอีกฝ่ายเม้มเล่นจนตอนนี้สีของมันกลายเป็นสีแดงอ่อน ๆ และมันก็ยังคงชูชันอยู่เช่นเดิม

มือบางยังโอบรอบคออีกฝ่าย ริมฝีปากของทั้งสองคนกับสัมผัสและมอบจูบอันแสนร้อนแรงให้กันไปตลอดระยะทาง และเมื่อตัวรถจอดเทียบท่าคราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของร่างสูงอีกครั้งที่จะพาร่างที่กำลังเมามายนี้ออกจากรถ มือแกร่งรวบตัวอีกฝ่ายและอุ้มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับขาแกร่งก้าวเดินตรงไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่พำนักของชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้

และร่างโปร่งบางก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยตันหา ริมฝีปากบางยังคงพรมจูบไปที่ใบหน้ากร้านคม สายตาของทุกคนจ้องมองมายังคนทั้งคู่ แต่ดูเหมือนสายตาสีโกนเมนจะคอยจ้องมองเชิงห้ามปรามไม่ให้ใครมองมาที่พวกเขา ตลอดระยะทางมีแต่คนเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้ตนเห็นภาพสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของผู้เป็นนายที่กำลังหยอกเย้ากับนายของตนอยู่  แต่ดูเหมือนคนที่ห้ามใจไม่ให้ดูภาพ ๆ นั้นได้มีอยู่เพียงน้อยนิดเพราะตลอดระยะทางเฮลาสต้องคอยใช้สายตาปรามเหล่าลูกน้องของตนอยู่เสมอ และในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงห้อง

ร่างโปร่งบางถูกอุ้มไปวางไว้บนเตียงสีแดงเข้มพร้อมกับร่างสูงที่ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ ใบหน้าคมก้มลงไปประทับริมฝีปากตนลงบนริมฝีปากบางนั่นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นเพียงการสัมผัสเบา ๆ และละริมฝีปากไปและทันทีที่เจ้าของใบหน้ากร้านคมละออก ริมฝีปากบางก็คลี่รอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะผลอยหลับไป จบภารกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเขาและหลังจากนี้คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันของน้าชายและหลานชาย

มือแกร่งหยิบเศษกระดาษที่มีตัวอักษรจดไว้บาง ๆ ซึ่งเขาปรายตามองเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าลายมือนี้เป็นของใครและก็รู้ด้วยว่าใครเป็นคนบอกการเดินเวรยามของคฤหาสน์แห่งนี้ให้แก่ร่างเพรียวบางฟัง…

เพราะในคฤหาสน์แห่งนี้ไม่มีใครกล้าและขัดขืนคำสั่งของเขาได้นอกจากเจ้าหลานชายตัวแสบที่ชอบวุ่นวายไปเสียทุกเรื่องอย่าง ‘คาร์เร่ ฟีเลทัส’ อีกแล้ว ยังดีที่หลานคนนี้เป็นลูกชายแท้ ๆ ของ ‘เดลล่า ฟีเลทัส’ ผู้เป็นพี่สาวของเขา ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นป่านนี้ไอ้หลานชายตัวแสบของเขาคงได้ลงโลงไปนานแล้ว เนื่องจากการทำเกินหน้าที่และมาวุ่นวายเกี่ยวกับตัวเขารวมไปถึง ‘ของ ๆ เขา’ มากเกินไป ร่างสูงนั้นเร่งก้าวเดินออกจากห้องพร้อมกับมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันตก

ความจริงแล้วเฮลาสนั้นรู้มาตลอดว่าหลานชายของตนนั้นมักจะชอบยื่นมือเข้ามาป่วนในที่ไม่สมควรเสมอ แต่เขาก็ละเลยและไม่สนใจ หากแต่คราวนี้นั้นสิ่งที่คาร์เร่ทำมันมากเกินกว่าที่เฮลาสจะละเลย ไม่ว่าจะเป็นการบอกรายละเอียดเกี่ยวกับคฤหาสน์หรือจะเป็นเรื่องที่ช่วยสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเขาให้หนีจากเขาไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้หลายชายคนนี้ทำอะไรตามใจตัวเองได้อีก

โดยการเดินจากคฤหาสน์ฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกนั้นเวลาเพียงไม่นานในที่สุดร่างสูงสง่าของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีเปลวเพลิงก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องของผู้เป็นหลานชายและเขาก็ไม่รอให้คนที่อยู่ในห้องออกมาต้อนรับมือกร้านจับลูกบิดพร้อมกับกระชากให้บานประตูเปิดกว้างออก ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้เป็นเจ้าของห้องจะอยู่ภายในห้อง

ร่างสูงของเด็กหนุ่มนั้นกำลังนั่งอย่างสบายอารมณ์ที่โซฟา มือทั้งสองข้างนั้นเปิดหนังสือเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจอ่านตามรสนิยมความชอบของคน

“สวัสดีครับน้าชาย เฮลาส” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มเอ่ยทักทาย เนตรคมสองสีที่ประดับอยู่บนใบหน้ากร้านคมหากแต่ยังคงเยาว์วัยเหลือบมองร่างสูงของคนที่วิสาสะเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับคำอนุญาต ซึ่งตัวคาร์เร่ก็รู้อยู่หรอกว่าที่อีกฝ่ายมานั้นมาเพื่อพูดเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เขาบอกรายละเอียดของคฤหาสน์ทั้งหมดก็คงเป็นเรื่องของเวรยามที่ตรวจตราโดยรอบคฤหาสน์

เพียงแต่คาร์เร่นั้นคิดผิดเพราะสิ่งแรกที่น้าชายของตนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากคือเรื่องของสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่เขาโปรดปราน

“คาร์เร่…ฉันไม่เคยห้ามนายไม่ว่านายจะเล่นซนยังไง แต่ครั้งนี้รู้สึกว่านายจะยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของฉันมากเกินไปหน่อยล่ะมั้งเจ้าหลานชาย…โดยเฉพาะเรื่องที่นายเข้ามายุ่งกับสัตว์เลี้ยงของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” สิ้นถ้อยคำเหล่านี้ทำให้คาร์เร่ถึงกับปิดหนังสือที่ตนอ่านอยู่เต็มแรงด้วยอารมณ์ของคนตกใจ เพราะตั้งแต่เขาจำความได้น้าชายคนนี้ของเขาไม่เคยสนใจใครนอกจากตัวเองไม่สนแม้กระทั้งพี่สาวร่วมสายเลือดอย่างแม่ของเขาเลยสักนิด แต่นี่เขากลับสนใจคนอื่นและที่สำคัญคน ๆ นั้นไม่ใช่คนในครอบครัว ‘ฟีเลทัส’ แถมยังเป็นคนที่น้าชายของเขาเจอหน้ากันได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนดีด้วยซ้ำ สายตาของเด็กหนุ่มที่มองเฮลาสนั้นเริ่มเปลี่ยนไป

ถึงแม้คาร์เร่จะไม่มั่นใจสักเท่าไหร่นัก…แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าของเขานั้นไม่ได้คิดว่าร่างโปร่งบางผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มแปลกตานั้นแค่สัตว์เลี้ยงธรรมดาแน่นอน และสิ่งที่ยืนยันความคิดพวกนั้นของเด็กหนุ่มก็คือ…การกระทำ แววตา และท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงออกมาให้เห็นอยู่ในตอนนี้

ไม่คิดว่าจะมีคนที่ทำให้คนเย็นชาและแข็งกระด้างที่สุดในโลกกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนและทำอะไรโดยที่ไม่คิดแบบนี้ได้ แม้ตัวของคาร์เร่เองจะดีใจก็เถอะที่เห็นอารมณ์ที่หลากหลายมากขึ้นของน้าชาย…แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยเพราะทุกอย่างที่คนตรงหน้าแสดงออกมานั้นมันจะทำให้ความเยือกเย็นหายไป ซึ่งนั่นก็จะกลายมาเป็นจุดอ่อนและย้อนกลับมาทำร้ายเขาโดยเฉพาะคนในโลกด้านมืดอย่างเฮลาส

หากมีใครรู้ว่าคนตรงหน้าตนนั้นมีคนสำคัญ…แล้วมีหรือเหล่าศัตรูหรือคนอื่น ๆ ที่หมายหัวน้าชายของเขาจะไม่เปลี่ยนไปหมายหัวคนสำคัญของเขาแทน ซึ่งคำตอบนั้นก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า ‘เปลี่ยน’ ลองคิดดูสิว่าคนที่ขาดความเยือกเย็นและสติไปแล้ว…จะใช้อะไรตัดสินใจแทนถ้าไม่ใช่อารมณ์และการใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินใจนั้นมันก็นำมาซึ่งความผิดพลาด ตัวของคาร์เร่เองก็ไม่ได้รักและเคารพน้าชายคนนี้อะไรมากเท่าไหร่นักหรอก แต่ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งของตระกูลฟีเลทัสล้มลง…มีหรือที่อีกฝั่งมันจะไม่ล้มตาม

ดังนั้นสิ่งที่ตัวของเขาต้องทำในตอนนี้ก็คือกำจัดเนื้อร้ายชิ้นนั้นออกไป ก่อนที่มันจะแพร่ทำลายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย

“ผมไม่คิดว่าการที่เขามาขอคำปรึกษาและผมก็ให้ไปนั้นมันจะเป็นการยุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับชีวิตของคุณนะครับ มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับสัตว์เลี้ยงตัวนั้น และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของมันแต่กระนั้นคุณไม่เกี่ยวอยู่ดี” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับวางหนังสือในมือไว้บนโต๊ะก่อนเขาจะลุกขึ้นและไปยืนประจันหน้ากับอีกฝ่าย ร่างสูงของคนทั้งสองคนยืนจองมองกันแม้เด็กหนุ่มจะสูงถึง 185 เซนติเมตรแล้วก็ตาม แต่กระนั้นผู้เป็นน้าชายของยังคงสูงว่าตัวเขาเกือบ 10 เซนติเมตร เพราะรูปร่างที่สูงสง่าแบบนี้กระมังที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนเกรงกลัว หากในตอนนี้ความน่าเกรงขามนี้กำลังจะหายไป…เพราะใครบางคนกำลังจะทำให้ผู้ที่ยืนอยู่บทจุดสูงสุดของวงการมาเฟียเสียความเยือกเย็นไป

“มันต้องเกี่ยวในเมื่อฉันเก็บหมอนั่นมา…แล้วทำไมฉันถึงจะไม่เกี่ยว ของ ๆ ฉัน ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับมันฉันต้องรู้ทุกเรื่อง!” เสียงทุ้มตวาดกร้าว ความเยือกเย็นของเฮลาสนั้นหายไปอีกหนึ่งส่วน เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหัวไปมาเบา ๆ แต่เขายังก็ยังไม่ยอมแพ้ริมฝีปากหนานั้นยังกล่าวถ้อยคำเถียงผู้เป็นน้าของตนอย่างไม่ลดละ

“งั้นเหรอครับ…คุณเก็บเขามาแล้วคุณถามหรือยังว่าเขาอยากให้คุณเก็บ หรืออยากให้คุณเป็น ‘เจ้าของ’ เขาหรือเปล่า” ประโยคนี้ทำให้เฮลาสถึงกับปิดปากเงียบและด้วยท่าทางแบบนั้นคาร์เร่ก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยพูดออกไปต่อ เพื่อสั่นคลอนจิตใจของคนตรงหน้า

ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำลายจุดอ่อนให้ได้ถึงแม้ว่าจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างมอบความตายให้ก็ตาม

“…คุณรู้ไหมครับตอนเข้าคุยกับผมเขากระตือรือร้นมากขนาดไหนที่จะได้เป็นอิสระจากคุณ…สัตว์เลี้ยงตัวนี้ของคุณผมขอบอกว่าไม่มีทางเลี้ยงให้เชื่องได้หรอกครับ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเชื่องและบางทีสักวันอาจจะแว้งกัดคุณได้ถ้าหากคุณยังเอาเขาไว้ใกล้ตัวแบบนี้” เพราะอีกฝ่ายเป็นคนในครอบครัวเขาเลยตัดสินใจที่จะใช้ถ้อยคำที่รุนแรงพูดออกไป “อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะครับว่าตอนนี้คุณสับสน…ผมอ่านจากแววตาของคุณผมก็รู้แล้วครับว่าคุณคิดอะไรก่อนหน้านี้ผมไม่เคยอ่านความคิดคุณได้แต่ตอนนี้ทั้งการกระทำ ทั้งสีหน้าและแววตาของคุณมันชัดเจนมากครับ ว่าตอนนี้คุณกำลังสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมี” สิ้นประโยคความเดือดดาดในตัวของเฮลาสก็เริ่มลดลง แม้ตัวของชายร่างสูงเองไม่อยากจะยอมรับว่าตนเป็นเช่นนั้นจริงแต่…มันก็คือความจริง

ซึ่งตัวเขาก็รู้ดีว่าตนนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเมื่อเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินนั้นเข้ามาในชีวิต ทว่าเขายังคงหลอกตัวเองว่าตนนั้นไม่ได้เปลี่ยนไป หากแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขารู้ว่าร่างโปร่งบางนั้นหายไป สติและความเยือกเย็นที่อยู่ในตัวมันก็ถูกแทนที่ด้วยโทสะ…แต่อารมณ์ทั้งหมดมันก็หายไปแทบจะทันทีเมื่อเจอร่างโปร่งบางนั่น

บางทีตัวของเฮลาสนั้นอาจจะเจอจุดอ่อนของตัวเองแล้วก็เป็นได้ จุดอ่อนที่ทำให้มนุษย์นั้นอ่อนแอลง…

“ผมแนะนำนะครับ…ฆ่าทิ้งซะดีกว่าเพื่อประโยชน์ของคุณเองตอนแรกผมก็อยากแนะนำให้ปล่อยเขาไปนั่นล่ะครับแต่…ทุกคนในคลับนั้นคงเห็นความสัมพันธ์ของคุณกับเขาแล้ว การปล่อยตัวไปอาจจะเป็นการฆ่าเขาทางอ้อมก็ได้เพราะตอนนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วว่าเขาเป็นคนพิเศษสำหรับคุณ…คงไม่มีใครปล่อยให้เขารอดหรอกครับและหากคุณคิดจะเก็บเขาไว้กับตัวผมก็บอกไปแล้วว่าเขาไม่มีทางเชื่องกับคุณหรอกครับ” คาร์เร่พูดในสิ่งที่ถูกต้องออกมาทั้งหมด ซึ่งในจุดนี้ตัวของเฮลาสเองก็ยอมรับว่าความคิดของหลานชายเขานั้นถูกต้องทั้งหมด

แต่หากจะให้คน ๆ นั้นตายไป…ไม่ว่าจะด้วยน้ำมือเขาเองหรือคนอื่นเขาก็ไม่อาจทนได้เช่นกัน ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันนิ้วแกร่งถูกยกขึ้นมายันไว้ที่ปลายคาง

ครั้งนี้จะให้พูดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตของเฮลาสก็เป็นได้ เพราะไม่เคยมีใครไหนที่เขาจะต้องคิดอะไรมากมายถึงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่หลานชายเสนอแต่ตามที่ได้บอกไปแล้ว เขาไม่อาจทำใจที่จะเห็นคน ๆ นั้นตายได้

นั่นก็เป็นเพราะตัวของเขานั้นถูกใจในนิสัยที่ไม่ยอมคนและแววตาสีไพลินที่แข็งกร้าวคู่นั้น…ก็แค่นั้นเอง…

นัยน์เนตรสีเข้มหลับตาลงเพียงชั่วครู่ สักพักดวงเนตรสีแดงดังเปลวเพลิงก็ลืมตื่นใบหน้ากร้านคมนั้นกลับมาเรียบนิ่งและเยือกเย็นอีกครั้งและเมื่อเด็กหนุ่มได้จ้องมองเข้าไปในเนตรคู่นั้นเขากรับรู้แล้วว่าน้าชายของเขานั้นได้ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวนี้เรียบร้อยแล้ว

แต่คาร์เร่ก็หวังไว้ว่าความคิดที่อยู่ในสมองของน้าชายตนนั้นคงจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง และมันก็คงไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตระกูลฟีเลทัสเหมือนทุกครั้งที่เคยผ่านมา

คาร์เร่ไม่คิดว่าชายตรงหน้านั้นจะทำอะไรแปลก ๆ หรอก เพราะว่าการแก้ไขปัญหานี้มีอยู่เพียงทางเดียวนั่นก็คือฆ่าร่างโปร่งบางผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินคนนั่นซะ แต่ในการแก้ไขปัญหานั่นก็แอบมีตัวเลือกอยู่ในตัวของมันเองอยู่นิดหน่อยซึ่งทางเลือกที่หนึ่งก็คือน้าชายของเขาผู้นำในโลกด้านมืดของตระกูลฟีเลทัสจะลงมือจัดการกับคน ๆ นั้นด้วยมือของตัวเอง หรือทางเลือกที่สองคือการให้คนอื่นจัดการคน ๆ นั้นให้ ซึ่งเด็กหนุ่มก็คาดเดาไว้แล้วว่าน้าชายของตนคงเลือกข้อแรกคือการฆ่าอีกฝ่ายด้วยน้ำมือของตัวเอง นั่นก็เป็นเพราะไม่มีใครอยากเห็นคนที่ตัวเอง ‘รัก’ ถูกฆ่าด้วยน้ำมือของคนอื่นได้หรอก ถึงแม้ว่าการที่จะฆ่าคนที่ตัวเอง ‘รัก’ มันจะเจ็บปวดไม่แพ้กันก็ตาม

แล้วทำไมตัวของคาร์เร่ถึงเอ่ยว่าชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเปลวเพลิงนี้ ‘รัก’ คน ๆ นั้นกัน นั่นก็เพราะดูจากการกระทำ สีหน้ารวมไปถึงแววตาที่เฮลาสพูดถึงคน ๆ นั้น…มันดูอ่อนโยนลงช่วงขณะหนึ่งมันเป็นแววตาของคนที่กำลังมีความรัก ยิ่งไปกว่านั้นในวงการมาเฟียไม่มีใครปล่อยให้เชลยที่หนีไปได้มีชีวิตอยู่และต่อให้มีชีวิตสภาพร่างกายก็คงไม่ครบ 32 แน่นอน…ไม่นิ้วหรือหูคงหายไปสักข้างแต่นี่ไม่มีอะไรหายไปเลยซ้ำตอนกลับเข้ามาถูกอุ้มอย่างทนุถนอมในอ้อมแขนดอนของแก๊งเสียอีกแบบนี้ไม่เรียกว่า ‘รัก’ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร แต่ต่อให้คาร์เร่เค้นคอให้ตายยังไงน้าชายของเขาก็ไม่มีทางพูดคำว่า ‘รัก’ ออกมาหรอก ซึ่งตอนนี้เขายังสงสัยอยู่เลยว่าชายร่างสูงผู้นี้เขาใจหรือรู้จักคำว่า ‘รัก’ บ้างแล้วหรือยัง

และเมื่อน้าชายของเขาตัดสินใจได้การเกลี้ยกล่อมนั้นก็คงไม่จำเป็น เด็กหนุ่มหันหลังพร้อมกับเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม มือแกร่งเอือมมือไปหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหากแต่คำสั่งของน้าชายนั้นทำให้มือข้างนั้นต้องชะงักและหยุดลง

“เรียกช่างทำอาวุธมาให้ฉันที เอาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และที่สำคัญฉันไม่ชอบการรอคอย” เสียงทุ่มเอ่ยดัง น้ำเสียงนั้นมันเต็มไปด้วยอำนาจ ซึ่งมันบ่งบอกว่าหากใครไม่ทำตามคำสั่งคน ๆ นั้นอาจจะไม่มีชีวิตรอดแม้จะเป็นคนในตระกูลเดียวกันก็ตาม เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นพร้อมกับเดินตรงไปที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ของตน มือกร้านเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ชายร่างสูงอยากจะพบและกดโทรออกทันที

มนุษย์เราน่ะไม่ว่าใครก็ตามเมื่อเจอคนที่มีอำนาจมากกว่าตนก็มักจะเกรงกลัว ซึ่งไม่เว้นแม้แต่คนที่หยิ่งทระนงและมั่นใจในตัวเองแบบคาร์เร่ก็ตามและเมื่อเด็กหนุ่มคุยรายละเอียดเสร็จหมดทุกอย่างเนื้อความทั้งหมดก็ถูกเรียบเรียงให้ผู้เป็นน้าชายของตนฟัง

“เวลาว่างที่เร็วที่สุดของคุณคือวันศุกร์นี้เวลาบ่ายสองโมง ผมนัดให้เขามาล่วงหน้าสิบหน้านาทีเพราะคาดว่าธุระก่อนหน้านี้น่าจะใช้เวลาเคลียร์ไม่นานและคงเสร็จเวลาก่อนระยะเวลาที่กำหนด ส่วนนัดถัดไปนี่ระยะเวลาการสนทนาคือเวลาบ่ายสองโมงจนถึงบ่ายสามโมงสิบห้า มีเวลาคุยราว ๆ หนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที ผมขอแนะนำให้คุณเตรียมแบบอาวุธหรือตัวอาวุธที่คุณต้องการปรับแก้ให้เรียบร้อยตั้งแต่วันพฤหัสเพื่อการคุยที่รวดเร็วยิ่งขึ้น” เมื่อพูดจนจบเด็กหนุ่มก็ปิดสมุดที่ใช้บันทึกนัดและภารกิจต่าง ๆ ของชายร่างสูง

ซึ่งความจริงแล้วหน้าที่จดบันทึกและจัดคิวนัดพวกนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลยสักนิดเพราะงานทั้งหมดนี่สมควรจะเป็นของผู้ติดตามส่วนตัวของเฮลาส…ถ้าไม่ติดว่าผู้ติดตามส่วนตัวของชายร่างสูงคนนี้โดนเปลี่ยนไปหลายคนและรวมไปถึงหายการสาบสูญแล้วล่ะก็เขาคงไม่ยอมมานั่งทำงานพวกนี้ให้ผู้เป็นน้าของเขาหรอกเพราะ ‘มันเสียเวลา’

และเมื่อภารกิจทั้งหมดเสร็จสิ้นคราวนี้คาร์เร่ก็ได้กลับไปนั่งอ่านหนังสือสมใจอยากสักที เด็กหนุ่มทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวเดิมและเปิดหนังสือที่ตัวเองได้อ่านค้างไว้ขึ้นมา

หากแต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่รบกวนจิตใจของเขาอยู่ซึ่งจะเรียกว่ามันรบกวนก็ไม่เชิงนักหรอกใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยเงยหน้าขึ้นก่อนจะเปิดปากเอ่ยถามผู้เป็นน้าชายของตน “คุณคิดวิธีฆ่าสัตว์เลี้ยงของคุณหรือยัง” ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนาและในเวลาเดียวกันกับที่เด็กหนุ่มเอ่ยจบประโยคปืนคู่ใจของชายหนุ่มก็ถูกชักออกมาและจ่อเล็งมาที่หัวของเขา

“ฉันไม่เคยบอกว่าจะฆ่าและฉันก็ไม่อนุญาตให้ใครคิดที่จะฆ่าของ ๆ ฉันด้วย” เสียงทุ้มตวาดกร้าว หากแต่เด็กหนุ่มนั้นก็ไม่คิดที่จะเงียบเสียงของตนลง ดวงเนตรสองสีนั้นจ้องมองไปที่ชายร่างสูงพร้อมกับเอ่ยถามคำถามถัดไป

“ถ้าไม่ฆ่าทิ้งแล้วมันมีวิธีอื่นที่จะแก้ไขเรื่อง ๆ นี้ได้หรือยังไงครับ คุณก็รู้ว่าการมีตัวตนต่อไปของเขามันทำให้เราเกิดปัญหา ดังนั้นทางเดียวที่จะกำจัดปัญหานี้ได้คือการฆ่าเขาทิ้งซะ…โดยคุณมีทางเลือกอยู่สองทางคือหนึ่งคุณฆ่าเขาด้วยมือของคุณเอง สองคือให้คนอื่นฆ่าซะ!” เสียงทุ้มที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดีตะคอกกลับ นัยน์เนตรสองสีที่แตกต่างกันยังคงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาก้าวร้าว แม้เขาจะเกรงกลัวผู้เป็นน้าชายอยู่บ้างแต่อะไรที่มันจะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาแล้วหละก็เขาก็ไม่ยอมปล่อยมันไว้หรอก ‘โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการมีตัวตนของ ครีแวน เดอ เมอร์เรส’

“ฉันจะไม่ฆ่าเขาและก็จะไม่มีใครฆ่าเขาด้วย” เสียงทุ้มเข้มตอบกลับนัยน์เนตรสีแดงนั้นวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ “และที่สำคัญฉันจะไม่ขังเขาไว้ที่นี่อีกแล้ว…นี่คือการตัดสินใจของฉัน” คำตอบของร่างสูงนั้นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับเอ่ยออกไปต่อไม่ถูก เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครทำให้หน้าชายของเขาเป็นถึงขนาดนี้ ไม่กักขัง ไม่คิดที่จะฆ่าและเลือกที่จะปล่อยสัตว์ร้ายนี้คืนสู่ที่ของมัน

“…ผมคิดว่าสมองของคุณคงมีปัญหาแน่ ๆ คน ๆ นั้นรู้แทบจะทุกเรื่องในคฤหาสน์ไม่ว่าจะเป็นเวรยามหรือห้องส่วนตัวของคุณ” เด็กหนุ่มเอ่ยเถียงหากแต่ชายหนุ่มนั้นเอ่ยตอกกลับไปจนทำให้ตัวของคาร์เร่ถึงกับสะอึก

“ที่เขารู้ทั้งหมดไม่ใช่เพราะนายหรือยังไง ฉันคิดว่าคนที่อันตรายที่สุดน่าจะเป็นนายมากกว่านะ…คาร์เร่ ฟีเลทัส” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยดัง พร้อมกับ ๆ นิ้วโป้งที่เคลื่อนไปปลดเซฟตี้ปืนคู่ใจ เนตรคมสีแดงก่ำนั้นมองร่างสูงตรงหน้าอย่างพิจารณา หากว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นมีท่าทีผิดปกติอะไรสักนิดเขาก็พร้อมที่จะเหนี่ยวไกปลิดชีวิตหลานชายคนนี้ทิ้งซะ

“อันนี้ผมไม่ปฏิเสธว่าผมผิด ผมเล่นสนุกกับชีวิตของคนเหมือนกับคุณ…แต่คุณก็รู้นี่ว่าถ้าผมทรยศคุณป่านนี้คุณไม่มีทางได้ถือปืนจ่อหัวผมแบบนี้หรอก และที่ผมแนะนำและคอยเตือนคุณมันก็คือความเป็นห่วงในฐานะคนในครอบครัว ถ้าคุณจะตีเจตนาของผมผิดมันก็เรื่องของคุณ” เด็กหนุ่มยอมรับในความผิดของตนหากแต่ประโยคพวกนั้นถูกกล่าวออกมาจากใจจริง แม้เขาจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าน้าชายคนนี้สักเท่าไหร่ แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นคนในครอบครัวและที่สำคัญถ้าหากขาดเขาตระกูลฟีเลทัสก็คงไม่อาจยืนหยัดอย่างมั่นคงเช่นนี้ได้

“อย่างงั้นหรอกเหรอ…คาร์เร่ แบบนี้ฉันควรดีใจสินะที่มีหลานชายคอยห่วง” นิ้วโป้งปล่อยออกจากเซฟตี้ของปืนหากแต่ปลายปืนมันยังคงจ่อเล็งไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่ม “ตรงจุด ๆ นั้นฉันขอบใจนายก็แล้วกัน แต่การตัดสินใจของฉันถือเป็นที่สุด และถ้านายอยากจะเอ่ยท้วงอะไรฉันคงตอบนายกลับไปด้วยลูกปืนที่ฝังลงไปในหัวของนายสักนัดหรือสองนัด” เสียงทุ้มเอ่ยเหี้ยมเกรียม โดยเฉพาะถ้อยคำพวกนั้นทำให้คาร์เร่ถึงกับต้องปิดปากของตนให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้

ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยเห็นน้าชายคนนี้ของเขาโกรธถึงขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรพลาดหรือทำอะไรเสีย หากแต่นี่แค่เรื่องของคนนอกกลับทำให้ชายหนุ่มคนนี้เป็นถึงขนาดนี้…ถ้าหากใครไปเผลอแตะคน ๆ นั้นของเขาเล่าชายคนนี้จะเป็นถึงขนาดไหน เด็กหนุ่มได้แต่จมลงสู่ห้วงแห่งความคิดใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นนิ่งสนิทและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาและเมื่อเฮลาสเห็นหลานชายของตนเงียบเสียงลง ปืนที่จ่อเล็งอยู่ก็ถูกลดลงด้วยเช่นกัน

“ฉันจะปล่อยให้เขาเป็นอิสระพรุ่งนี้…และแน่นอนว่าทุกคนบนโลกใบนี้นอกจากฉันไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิแตะต้องของ ๆ ฉัน” ร่างสูงเอ่ยออกมาอีกครั้งหากแต่ตอนนี้โทสะที่ครอบงำสติอยู่เริ่มเบาบางลงไปบ้างแล้ว จึงทำให้บรรยากาศอันตรายที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวของชายหนุ่มร่างสูงนั้นก็เริ่มจางหายไป แต่ทว่าถ้าใครที่รู้จักชายคนนี้เป็นอย่างดีแล้วประโยคนี้มันเป็นถ้อยคำพูดที่น่ากลัวกว่าประโยคก่อน ๆ ที่เขาเอ่ยออกมา

เพราะถ้อยคำนี้คือคำบัญชาและถ้าหากใครฝ่าฝืนคำพูดของเขา…ไม่ใช่แค่คน ๆ นั้นจะหายสาบสูญไปแค่คน ๆ เดียว ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ คน ๆ นั้นก็จะหายสาบสูญด้วยไปเช่นกัน

นั่นคือคำประกาศิตของชายหนุ่มผู้มีนามว่า ‘เฮลาส ฟีเลทัส’…ชายผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมาเฟีย

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 4

Chapter 4

นับจากวันนั้นชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงดั่งเปลวเพลิงก็ไม่ได้ร่วมรักกับตัวเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายไม่แตะต้องตัวเขาคืออะไรกัน แต่กระนั้นไอ้คำว่าร่วมรักที่ครีแวนหมายถึงนั่นก็คืออีกฝ่ายไม่ได้สอดใส่และปลดปล่อยความสุขเข้ามาในตัวของเขา แต่เรื่องการใช้มือหรือปากช่วยก็มีบ้างประปรายซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราทั้งสองคนจะนอนบนเตียงเดียวกันเงียบ ๆ กันเสียมากกว่าและที่สำคัญไปกว่านั้นดอนหนุ่มคนนั้นเลือกที่จะถอยห่างร่างเพรียวบางนี้ไป อย่างเช่นทุกคืนก่อนการเข้านอนชายคนนั้นจะขอตัวไปเคลียร์งานก่อนแล้วค่อยเข้านอน โดยการกระทำพวกนี้ของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงก็ไม่ได้ทำให้ครีแวนลำบากอะไรมากมายก็แค่การเข้านอนก่อนอีกฝ่ายมันก็ไม่ได้ทำให้ตัวของร่างบางนั้นเดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว แต่มันก็มีเรื่องบางเรื่องที่ชวนให้ตัวเขาหงุดหงิดได้ในทุก ๆ เช้า ซึ่งเรื่อง ๆ นั้นมันก็คือการกระทำของอีกฝ่ายที่มักจะใช้เขาแทนหมอนข้างในทุก ๆ วัน โดยการกระทำพวกนั้นมันทำให้ในทุก ๆ เช้าที่ดวงเนตรสีไพลินลืมตาตื่นไม่ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาครีแวนจะนอนในลักษณะท่าทางแบบไหน สภาพในตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมานั้นเอวบางจะถูกรวบด้วยมือแกร่งข้างหนึ่งส่วนอีกข้างหนึ่งจะจับศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินแปลกตาให้จมลงไปให้แผ่นอกกว้างนั่น

ถ้าจะให้ตัวของครีแวนพูดว่ามันไม่ได้เดือดร้อนอะไรสักหน่อยมันก็ไม่ถูกนักหรอกเพราะการกระทำพวกนี้ทำให้ครีแวนไม่สามารถขยับไปไหนได้จนกว่าชายที่โอบกอดร่างของเขาจะลืมตาตื่น ซึ่งมันทำให้ตัวของร่างโปร่งบางเสียเวลาไปมากพอดูกับการปลุกให้อีกฝ่ายตื่น ซึ่งการปลุกสไตล์ครีแวนนั้นมันก็มีหลากหลายวิธีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดัน ทุบ หยิก กัด หรือง้างหมัดต่อย ครีแวนนั้นได้งัดมาใช้หมดแล้วทุกวิธี และทุกวิธีนี้มันไม่สามารถปลุกอีกฝ่ายได้เลย แต่มันก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้อีกฝ่ายตื่นและปล่อยร่างของเขาออกจากอ้อมแขนแกร่งนั่นก็คือการประทับริมฝีปากตนไปที่ริมฝีปากอีกฝ่ายซึ่งมีแค่เพียงการกระทำนี่ล่ะที่จะทำให้ชายหนุ่มร่างสูงผู้สุดแสนกวนประสาทคนนี้ได้ตื่นเต็มตา

และในตอนนี้ตัวของครีแวนก็ต้องทำเช่นนั้นอีกครั้ง เนตรสีน้ำทะเลลึกหลับตาลงใบหน้าสวยนั้นค่อย ๆ ยื่นไปเพื่อประทับริมฝีปากตนลงบนริมฝีปากอีกฝ่าย หากแต่ก่อนที่เขาจะได้ทำเช่นนั้นใบหน้ากร้านคมนั้นกลับโน้มลงมาช่วงชิงริมฝีปากบางนั่น กดลิ้นสากไล้เลียอย่างแผ่วเบาริมฝีปากบางนั้นค่อยเผยอออกเพื่ออีกฝ่ายสอดลิ้นเข้ามา ท่อนแขนเรียวบางค่อย ๆ ยกมือขึ้นไปโอบรัดรอบคออีกฝ่าย มือกร้านทั้งสองข้างก็ค่อย ๆ รัดร่างโปร่งบางให้เข้ามาแนบชิดกับร่างกายของตน ความร้อนแรงนี้ดำเนินต่อไปอีกราว ๆ ห้านาทีในที่สุดร่างกายของครีแวนก็เป็นอิสระจากอ้อมแขนแกร่งนั่นเสียที

“กว่าจะลืมตาตื่นได้นะเจ้าบ้า” ริมฝีปากบางเอ่ยถ้อยคำกร่นด่าใบหน้าขาวนั้นขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าตนนั้นจะหน้าแดงเพราะรสจูบของอีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญเรื่องจูบมากแท้ ๆ แต่ก็ไม่อาจสู้คนตรงหน้านี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นจูบ เกมส์รัก หรือความคิด ไม่ว่าตัวของครีแวนจะทำอะไรเนตรคมสีโกเมนนี่มองปราดเดียวก็รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง

“ถ้าตื่น…ก็ไม่ได้รับจูบอรุณสวัสดิ์แบบนั้นสิ” เสียงทุ่มเอ่ยเย้าแหย่ ซึ่งถ้อยคำพวกนั้นแม้จะไม่ได้ทำให้ครีแวนเขินอายสักเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้ใบหน้าขาวนั้นขึ้นสีได้เช่นกัน เมื่อเนตรคมนั้นเห็นอาการเขินอายของร่างโปร่งบางรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นมาที่มุมปากแต่ชายผู้นี้ก็เลือกที่จะหันหลังหนีและเดินถอยห่างจากอีกฝ่าย

ตอนนี้ทั้งครีแวนและเฮลาสเองกำลังเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายหนึ่งคือกลัวตนจะมีจุดอ่อนและจุดอ่อนนั้นจะทำให้ตัวเองอ่อนแอลง หากแต่อีกหนึ่งนั้นกลับเดินทางอย่างโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิตจนหวาดกลัวว่าจะมีใครก้าวเข้ามาและความกลัวพวกนี้ทำให้ทั้งสองคนเว้นระยะห่างจากกัน แต่ต่อให้ไม่มีความกลัวพวกนี้ทั้งครีแวนและเฮลาสก็ไม่คิดที่จะผูกพันกับใครแม้ว่าอีกฝ่ายจะสั่นคลอนจิตใจของตนก็ตาม

เมื่อชายร่างสูงเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำร่างเพรียวบางก็กลับไปนอนแผ่บนเตียง สัมผัสอุ่น ๆ ยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปากรสชาติหอมหวานยังคงตรึงอยู่ในใจ ศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินนั้นส่ายหัวไปมาเพื่อสะบัดไล่ความคิดอันแปลกประหลาดพวกนี้ให้ออกจากสมอง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งนอนบนเตียงที่มีกลิ่นไออันเป็นเอกลักษณ์ของคน ๆ นั้นจะยิ่งทำให้ตัวของครีแวนฟุ้งซ่านขึ้น ร่างโปร่งบางผุดลุกขึ้นจากเตียงและรีบสาวเท้าเดินอออกไปยังห้องทำงานด้านนอก

ในตอนนี้ครีแวนได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องนอนได้แล้ว ดังนั้นห้องทำงานนี่จึงกลายเป็นที่สงบสติอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านของตัวเขา ร่างเพรียวเดินไปหยิบหนังสือที่วางเรียงไว้ที่ชั้นนิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ไล่ตามสันหนังสืออย่างเบามือ และในขณะที่ตนกำลังจะเอื้อมมือขึ้นไปหยิบหนังสือเล่มที่ตนหมายตา ทางด้านหลังของเขาก็มีเงาร่างสูงเข้ามาทาบทับมือกร้านที่ตนแสนคุ้นเคยค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นลงมาพร้อมส่งให้กับร่างที่ซ่อนอยู่ด้านหน้าตน

“ชอบหนังสือพวกนี้หรือไงนายนี่ก็รสนิยมไม่เลวนะครีแวน” เสียงทุ้มกระซิบเบาข้างใบหูลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดต้นคอนั้นทำให้ร่างที่ซ้อนอยู่ด้านหน้าสั่นเล็กน้อย

“ว่าง…ไม่มีอะไรทำและที่ทำได้ก็มีแค่การอ่านหนังสือกับนอนเล่นบนเตียงของนาย ซึ่งฉันขอเลือกอย่างแรก” ร่างเพรียวบางพลิกกายกลับพร้อมกับเอาหนังสือเล่มหนานั้นกั้นระหว่างใบหน้าตนกับใบหน้าคมเข้มนั่น “ถ้านายคิดว่าจะช่วยแค่หยิบหนังสือก็ขอบคุณ แต่ถ้าคิดอย่างอื่นตามมาด้วยก็กรุณาไปไกล ๆ มันรกหูรกตาน่ะ” เสียงหวานเอ่ย ขาเรียวยาวทั้งสองข้างเดียวเอี้ยวตัวหลบออกจากวงแขนแกร่ง ซึ่งตัวของเฮลาสก็ไม่ได้คิดที่จะเดิมตามร่างสูงสาวเท้าเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของคนพร้อมกับเอ่ยคำอนุญาตอีกฝ่ายให้เดินออกไปจากห้องนี้ได้

“ถ้าอยากเดินเล่นในคฤหาสน์นี้ก็เชิญ แต่ก็คงรู้กฎนะว่าฉันไม่อนุญาตให้นายออกไปนอกคฤหาสน์นี้แม้แต่จะเดินออกไปที่สวนด้านหลังก็ตาม และอย่าคิดว่าจะสืบข่าวของฉับกับใครในนี้เพราะพวกเขาไม่มีวันบอกนายแน่นอน” ชายร่างสูงเอ่ยดัง มือทั้งสองข้างค่อย ๆ หยิบเอกสารมาเปิดอ่านที่ละแฟ้ม ๆ

“ผีเข้า…ฉันควรไปตามบาทหลวงมาหานายดีไหม” เสียงนุ่มเอ่ยตอบออกไปตามนิสัยของตนแต่คำพูดนั้นก็ไมได้ทำให้ตัวของเฮลาสโกรธเลยสักนิดร่างสูงได้แต่โบกมือไปมาเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยคำถามเย้าแหย่ให้อีกฝ่ายอับอายเล่น “หรืออยากให้ฉันอุ้มนายพาเดินเหมือนตอนที่นายเป็นไข้ล่ะ” ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาคือหนังสือเล่มหนาที่ชายร่างสูงนั้นหยิบให้ร่างโปร่งบางนั่นเอง

“ไอ้บ้า” สิ้นเสียงพูดร่างบอบบางนั่นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที ใช่ว่าอีกฝ่ายนั้นจะผีเข้าแบบนี้บ่อยซะเมื่อไหร่ เมื่อฝ่ายนั้นอนุญาต ทุกวินาทีที่ผ่านไปก็คือของล้ำค่า ดังนั้นเขาถึงต้องรีบวิ่งออกมาจากห้องและเดินสำรวจคฤหาสน์โดยรอบให้ไวที่สุด เพราะไม่มีใครอยากโดนกักขังไว้หรอกต่อให้ฝ่ายที่เหนี่ยวรั้งตนไว้จะเป็นคนที่ทำให้ตนรู้สึกหวั่นไหวก็ตาม…

ขาเรียวยาวค่อย ๆ เดินสำรวจไปรอบ ๆ ทางเดินของคฤหาสน์ แม้จะไม่ค่อยคุ้นชินกับสายตาที่ทุกคนจ้องมองมาสักเท่าไหร่นักแต่ครีแวนก็ต้องเลือกที่จะเมินเฉยต่อมัน ไม่เช่นนั้นเขาคงมีเรื่องกับคนทั้งคฤหาสน์แน่นอน มือเรียวค่อย ๆ สัมผัสไปที่กระจกแต่ละบานซึ่งไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลาเลยว่าไอ้กระจกที่ติดอยู่ที่หน้าต่างรอบ ๆ คฤหาสน์แห่งนี้มันคือกระจกกันกระสุนทั้งหมด ริมฝีปากบางทอดถอนลมหายใจออกมาก่อนจะเดินไปยังคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกที่ชายร่างสูงคนนั้นไม่เคยพาตัวเขาเดินไป

คฤหาสน์ฝั่งตะวันตกดูตกแต่งเรียบง่ายกว่าฝั่งตะวันออกดูจากการจัดเครื่องเรือนแล้วคนที่ตัดสินใจรสนิยมก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ เขาเลือกใช้ของที่ดูไม่หรูหราแต่มีมูลค่ามากอย่างเช่นแจกันที่ครีแวนยกขึ้นมาดูนี่เป็นแจกันโบราณที่มีมูลค่าทางตลาดมืดไม่น้อยเลย แต่มันกลับถูกนำมาวางไว้แบบไม่สนใจในมูลค่าความแพงของมัน ครีแวนชักอยากจะรู้แล้วสิว่าตระกูลฟีเลทัสนี้มีเงินทองมากมายขนาดไหน และที่สำคัญความลับที่ทำให้ตระกูลนี้อยู่เหนือทุกตระกูลคืออะไร มือบางวางแจกันไว้ที่เดิมพร้อมกับเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบต่อไป

มือบางพยายามเปิดประตูทุกบานเท่าที่จะเปิดได้โดยส่วนใหญ่จะเป็นห้องเรียบ ๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากและทุกห้องนั้นเต็มไปด้วยหนังสือ ซึ่งหนังสือพวกนี้เป็นคนละแบบกับห้องหนังสือฝั่งตะวันออกโดยหนังสือที่จัดเรียงไว้บนชั้นหนังสือฝั่งนี้มันจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับด้านบริหาร ด้านเศรษฐศาสตร์หากแต่ด้านคฤหาสน์ฝั่งตะวันนออกจะเป็นพวกหนังสือจิปาถะที่เอาไว้ใช้อ่านเล่นเสียเช่นนวนิยายชื่อดังที่แฝงไปด้วยข้อคิด หนังสือจิตวิทยาเบื้องต้นไปจนถึงเบื้องลึก หนังสือเสริมความรู้เกี่ยวกับภาษาต่าง ๆ รวมไปถึงหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ที่ย้อนหลังไปเป็นสิบปี

วงการมาเฟียนี่ไม่ใช่แค่มีอำนาจอย่างเดียวก็พอสินะเพราะนอกจากจะมีอำนาจและความน่าเกรงขามแล้วก็ต้องรอบรู้เรื่องทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ๆ ก็ตาม

ยิ่งครีแวนก้าวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกลึกเข้าไปเท่าไหร่เหล่าการ์ดที่ยืนคุมตามบันไดหรือประตูทางออกก็น้อยลงเมื่อนั้นและเมื่อขาทั้งสองข้างก้าวเดินไปถึงบานประตูที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดครีแวนก็ถือวิสาสะเอื้อมมือไปจับลูกปิดประตูนั่นและเปิดมันเข้าไป

ภายในห้อง ๆ นี้มันช่างแตกต่างจากห้องที่เขานอนมาหลายคืนทุกอย่างภายในห้องนั้นเป็นโทนสีอ่อนที่มองดูแล้วสบายตา แม้มันจะจัดอย่างเรียบง่ายแต่ดูจากมูลค่าของในห้องมันคงไม่ได้ได้มาอย่างง่าย ๆ ตามบรรยากาศของห้องเลย ร่างบางถือวิสาสะอีกครั้งเพื่อก้าวเข้าไปในห้อง เนตรสีไพลินนั้นพยายามกวาดมองไปทั่วเผื่อว่าภายในห้องนี้จะมีจุดอับที่ให้เขาใช้เป็นช่องทางหนีได้ ทว่าครีแวนดูเหมือนจะทำตัวสบายไปเสียหน่อยเพราะทันทีครีแวนปล่อยมือจากลูกบิด บานประตูห้องที่อยู่ด้านในก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงของเด็กหนุ่มที่เดินออกมา

เมื่อเห็นแบบนั้นครีแวนแทบจะหันหลังกลับแล้วหนีออกไปจากห้อง ทว่าไม่ทันเสียแล้วเพราะร่างสูงของเด็กหนุ่มนั้นได้ก้าวเข้ามาประชิดแล้วรั้งร่างครีแวนให้ไปนั่งที่โซฟา

“เวลานี้คงเป็นเวลาน้ำชาของขาวอังกฤษ งั้นคุณคงไม่ปฏิเสธที่จะดื่มน้ำชากับผมใช่ไหม” เสียงทุ้มยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดีเอ่ยถามมือแกร่งทั้งสองข้างนั้นเอื้อมไปหยิบถ้วยชาออกมาวางและรินชาเอิร์ลเกรย์หอมกรุ่นลงไป “ตอนนี้คงมีแค่ชาอย่างเดียว แต่สักพักแม่บ้านจะเอาของหวานมาให้ หวังว่าคุณจะทานมันได้และถูกใจในรสชาติของมัน” นิสัยที่เอาแต่ใจแบบนี้มันช่างเหมือนกับคน ๆ นั้น เพียงแต่เด็กหนุ่มคนนี้กับสุภาพกว่ามาก แต่ถ้าหากให้ชายร่างสูงที่อยู่ในความคิดเปลี่ยนนิสัยมาสุภาพแบบนี้เขาคงคิดว่าคน ๆ นั้นคงเป็นไข้หรือไม่ก็ผีเข้าจริง ๆ

“ถึงฉันจะเป็นคนอังฤษแต่ครึ่งหนึ่งก็เป็นคนรัสเซียนะ” เสียงหวานเอ่ยตอบแม้ครีแวนกับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้อายุไม่น่าจะต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ทำไมเด็กหนุ่มคนนี้ดูสุขุมมากกว่าเขาหลายเท่า แต่คิดไปก็ใช่ว่าจะทำให้เขาหาหนทางนี้ไปจากคฤหาสน์แห่งนี้ได้ง่าย ๆ มือเรียวหยิบแก้วช้าขึ้นมาจิบ สายตาลอบแอบมองเด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่เรื่อย ๆ

“คุณไม่ต้องมองผมอย่างหวาดระแวงแบบนั้นก็ได้ผมไม่ทำอะไรคุณเหมือนที่น้าชายผมทำหรอกและที่สำคัญต่อให้ครึ่งหนึ่งคุณเป็นคนรัสเซียแต่คุณเกิดที่ประเทศอังกฤษ อยู่ที่ประเทศอังกฤษมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 23 และนอกจากนั้นตอนนี้คุณก็อยู่ในประเทศอังกฤษ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบและทำท่าจะเปิดปากเอ่ยพูดต่อ ทว่าท่อนแขนเรียวบางนั้นถูกยกขึ้นเป็นการปฏิเสธให้อีกฝ่ายนั้นหยุดพูดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของเขาสักที

“พอ…ฉันไม่อยากได้ยินประวัติของตัวฉันเองจากคนอื่นหรอกนะมันฟังดูน่าขนลุกและมันทำให้ฉันรู้สึกว่านายเป็นพวกโรคจิตชอบสืบข่าวของชาวบ้าน” ร่างโปร่งบางเอ่ยตอบก่อนจะเงยหน้าตนขึ้นไปจับจ้องที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของดวงเนตรสองสีนั้นตรง ๆ

“คุณพูดมาแบบนั้นมันก็ถูก มันดูน่าขนลุกและผมเหมือนพวกโรคจิต แต่การที่น้าชายของผมพาใครเข้ามาเขาก็มักจะสั่งให้หาประวัติแบบนี้ให้ทั้งนั้น ถึงโดยส่วนใหญ่จะหายสาบสูญหรือถูกฆ่าตายตั้งแต่สองสามวันแรกก็ตามเถอะ” เด็กหนุ่มนั้นยอมรับในการกระทำของตนพร้อมกับเอ่ยประโยคชวนขนลุกออกมาต่อ

นี่เขาเป็นผู้โชคดีหรือยังไงกันที่อีกฝ่ายถูกใจเขาและปล่อยให้มีชีวิตรอดมาถึงขนาดนี้…แต่ทำไมตัวของครีแวนไม่รู้สึกว่ามันควรจะดีใจตรงไหนเลยสักนิดเดียว

“คุณเป็นคนแรกที่อยู่ที่นี่ได้นานขนาดนี้ น้าชายของผมไม่ชอบให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของตัวเองแต่จากที่ผมสังเกต น้าชายของผมหวงคุณน่าดูและผมคิดว่าคุณน่าจะเป็นคนพิเศษสำหรับเขา” มือแกร่งยกชาหอมกรุ่นขึ้นจิบน้อย ๆ นัยน์เนตรคมหากแต่สีนั้นแตกต่างกันหรี่มองชายร่างโปร่งบางตรงหน้าราวกับว่าเขากำลังพิจารณาบางสิ่งบางอย่างอยู่ “และตอนนี้คุณทำให้น้าชายของผมสับสนน่าดู”

ถ้อยคำพวกนี้ทำให้ครีแวนชะงักการกระทำของตนไปสักพักแต่ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะลนลานจนทำอะไรเสียหายเสียงเคาะประตูห้องจากด้านนอกก็ดังขึ้นพร้อมกับถ้อยคำอนุญาตให้คนด้านนอกนั้นเดินเข้ามา “เชิญ ห้องไม่ได้ล็อค” สิ้นเสียงบานประตูก็เปิดออกร่างบอบบางของหญิงสาวสองคนค่อย ๆ เดินอย่างเชื่องช้าเพื่อนำอาหารว่างมาวางไว้บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนหญิงสาวทั้งสองคนนี้ไม่ค่อยจะถูกใจเขาสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อเธอทั้งสองหันหลังให้กับหลานชายของเจ้าของบ้าน สายตาอาฆาตนั้นส่งมาทิ่มแทงที่ตัวของครีแวนอย่างจัง ‘ให้ตายเถอะฉันก็ไม่ได้อยากจะให้คนเกลียดแบบนี้หรอกนะ’

“แต่ดูเหมือนไม่ใช่แค่น้าชายของผมแล้วล่ะมั้งที่สับสน….เพราะท่าทางของคุณที่แสดงออกมาตอนผมเอ่ยถึงการคาดเดาพวกนั้นคุณมีปฏิกิริยาแปลก ๆ ไปเช่นกัน” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ซึ่งมันช่างแตกต่างจากคนฟังอย่างสิ้นเชิง

ตัวของเขามันดูออกง่ายอย่างงั้นเลยเหรอ และที่สำคัญไปกว่านั้นความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เข้าใจ ดันกลับถูกเด็กมัธยมปลายมองออกได้ง่าย ๆ แบบนี้ความเยือกเย็นของเขามันหายไปแล้วใช่ไหมเนี่ย ยิ่งคิดใบหน้าสวยก็ยิ่งแสดงอาการวิตกออกมา ซึ่งเด็กหนุ่มที่เห็นร่างตรงหน้าแสดงอาการเช่นนั้นออกมาก็ไม่คิดจะพูดให้อีกฝ่ายใจเย็นลง

“เรื่องนั้นผมคิดว่าช่างมันไปเถอะครับ คุณจะแปลกไป น้าชายของผมจะแปลกไปมันก็ไม่สำคัญหรอกเพราะถ้าคุณออกจากที่นี่ไปได้ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม…ถูกไหมครับ” แม้เด็กหนุ่มผู้มีดวงเนตรสองสีจะไม่ได้พูดให้ความรู้สึกของครีแวนเย็นลงแต่ประโยคที่อีกฝ่ายนั้นพูดออกมาในตอนสุดท้ายมันกลับกวาดเอาความวิตกกังวลนั้นหายไปจนหมดสิ้น ‘คำว่าถ้าคุณออกไปจากที่นี่ได้ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม’ มันช่างเป็นคำพูดที่ชวนให้ตัวของครีแวนนั้นมีความหวังที่จะหนีรอดไปจากที่นี่เลยจริง ๆ

ดวงเนตรสีไพลินที่หม่นไปชั่วครู่ทอประกายอีกครั้งพร้อมกับริมฝีปากบางที่ลอบอมยิ้มออกมา “แล้วอะไรที่จะทำให้ฉันออกไปจากที่นี่ได้หละ” ครีแวนเอ่ยถามถึงแผนการซึ่งคำตอบที่ได้รับมานั่นคือความเงียบงันของอีกฝ่าย ซึ่งท่าทางแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นต้องการอะไร

ข้อเสนอที่เท่าเทียมเพื่อแลกกับแผนการหลบหนี ไม่ว่าจะน้าหรือหลานก็เจ้าเล่ห์ไม่ต่างกันเลยจริง ๆ ริมฝีปากบางเม้มปากแน่นอีกครั้ง พร้อมกับเอนกายตนไปกลับไปนั่งพิงที่โซฟา

“ต้องการอะไร” เสียงหวานเอ่ยเปิดประเด็น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับเด็กหนุ่มนั้นวางถ้วยชาลง

“ผมก็ไม่ทราบครับเลยอยากให้คุณเสนอมานี่ไง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างผมมีหมดแล้ว” เสียงทุ้มที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดีเอ่ยตอบ ดวงเนตรสองสีทั้งสองข้างนั้นหลับตาลง “ถ้าข้อเสนอคุณดี ผมก็จะให้แผนการหลบหนีที่ผมคิดไว้กับคุณแต่ถ้าไม่ก็ถือว่าเรื่องที่เราคุยนั้นไม่เกิดขึ้นเพราะผมไม่อยากมีปัญหากับน้าชายเพราะสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขา” แม้ในประโยดแรกที่เด็กหนุ่มนั้นเอ่ยออกมาจะฟังดูดีแต่ไอ้คำลงท้ายประโยคนั้นมันช่างเสียดแทงแก้วหูของเขาเสียจริง ร่างโปร่งบางพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมกับกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ไอ้เด็กปากเสียใครเป็นสัตว์เลี้ยงของใครกันวะ” น้ำเสียงแข็งกร้าวของครีแวนดังก้องไปทั่วห้องจนน่าหวั่นเกรงว่าคนภายนอกนั้นจะได้ยิน แต่ดูเหมือนห้อง ๆ นี้จะเก็บเสียงได้ดีเยี่ยมนักเพราะไม่ว่าครีแวนจะกราดเสียงด่าเด็กหนุ่มคนนี้ขนาดไหนก็ไม่มีใครเดินเข้ามาพร้อมกับลากคอครีแวนออกไปเลยสักคน

“ถ้าจะให้พูดว่าใครเป็นสัตว์เลี้ยงของใครผมขอบอกว่า สัตว์เลี้ยงนั่นคือคุณและน้าชายของผมเป็นเจ้าของครับ” คาร์เร่เอ่ยตอบไปเรียบ ๆ ตามนิสัย มือกร้านทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปัดมือของอีกฝ่ายให้ปล่อยออกจากคอเสื้อของตน

“ถ้าคุณจะโมโหด้วยเรื่องแค่นี้ผมคิดว่าเราคงคุยธุรกิจกันต่อลำบากแล้วล่ะครับ คุณยังคงอยากได้แผนการจากผมอยู่หรือเปล่าถ้ายังอยากได้อยู่…กรุณาสงบสติอารมณ์ของคุณและนั่งลงด้วยครับ” เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยพร้อมกับหยิบชาขึ้นมาจิบต่อ ท่าทางนี้แสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้าครีแวนไม่ใช่คนที่เขาจะใช้กำลังบังคับขู่เข็ญอะไรได้ง่าย ๆ ที่สำคัญเขาน่าจะเป็นพวกไม่ยอมเสียผลประโยชน์ให้ใครแน่นอน และถ้าหากคน ๆ นี้ยื่นข้อเสนอให้ใครไปแล้วสิ่งที่เขาต้องได้กลับมานั้นมันต้องมีมูลค่าสูงมากพอหรือมีมูลค่ามากกว่าของที่เขาจะแลกเปลี่ยนกัน

ซึ่งจากความคิดของครีแวนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้ต้องการก็คือ… ’ข่าวหรือเรื่องราวที่เขารู้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเก่า ๆ และรวมไปถึงเรื่องราวที่เขาจะสืบได้จากอนาคตด้วย’ ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่โลภมากไม่แพ้น้าชายของตัวเองเลยจริง ๆ

ริมฝีปากบางเหยียดรอยยิ้ม ขาเรียวยาวถูกยกขึ้นมาไขว้กันไว้ “ข้อมูลทั้งหมดที่ฉันรู้…ในตอนนี้และอนาคต นายคิดว่าข้อเสนอนี้ของฉันพอที่จะทำให้นายหายโกรธและทำให้เราทั้งสองคนคุยกันต่อได้ไหม” ข้อเสนอที่ร่างโปร่งบางหยิบยื่นไปทำให้เด็กหนุ่มร่างสูงพอใจเป็นอย่างมา มือหนาล้วงเข้าไปในเสื้อสูทของตนพร้อมกับหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาและยื่นไปให้คนตรงหน้า

“ผมคิดว่าการติดต่อคงลำบากถ้าจะนัดเจอกันเพราะผมไม่มีเวลามากขนาดนั้นซึ่งคุณก็เช่นกัน คุณคงไม่อยากโดนจับมาที่นี่อีกครั้งเพราะการติดต่อเรื่องงานกับผมใช่ไหมครับ ดังนั้นการติดต่อธุรกิจของเราคงต้องใช้เป็นอีเมลไม่ก็โทรศัพท์นะครับรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในกระดาษแผ่นนี้แล้ว” รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของเด็กหนุ่มระบายไปทั่วใบหน้า หากแต่ตัวครีแวนนั้นรู้ดีว่ามันเป็นรอยยิ้มจอมปลอมที่เอาไว้ยิ้มให้กับคนที่ทำธุรกิจร่วมกัน บ้านนี้สอนให้ยิ้มเสแสร้งเป็นตั้งแต่เด็กเลยหรือยังไงกันนะ พอยิ่งคิดถึงผู้ที่เป็นหลานมันก็พาลให้ย้อนคิดไปถึงน้าชายของเด็กหนุ่มคนนี้ ชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นเรื่องการยิ้มเสแสร้งนี่เก่งแบบไม่เป็นสองรองใครเลยจริง ๆ

“คุณครีแวนครับหน้าของผมมีอะไรติดอยู่อย่างนั้นหรือครับ” ดูเหมือนว่าครีแวนจะมองสีหน้าและท่าทางของเด็กหนุ่มคนนี้นานไป เสียงทุ้มแห้งตามประสาเด็กหนุ่มเอ่ยทัก ซึ่งร่างเพรียวบางก็โบกมือไปมาเป็นการปฏิเสธ “ไม่มีอะไร ส่งเมลแล้วว่าไงต่อล่ะ การติดต่อจะถี่ขนาดไหน แต่ถ้าถี่มากฉันก็หาข่าวมาบอกนายไม่ทันหรอกนะ”

.”ครับการติดต่อไม่ถี่ และข่าวที่ผมต้องการให้คุณหาไม่ใช่ข่าวโลกด้านมืด…แต่สิ่งที่ผมต้องการคือรายละเอียดของแต่ละบริษัทที่เป็นคู่แข่งของธุรกิจของตระกูลของผมมากกว่าคุณก็รู้ว่าผมไม่ได้อยู่โลกฝั่งเดียวกับน้าชายของผมดังนั้นข่าวด้านนั้นผมไม่ต้องการที่จะฟังหรอก ระยะเวลาก็ขอเป็นทุกสิ้นเดือนแล้วกันครับ” นิ้วแกร่งยกขึ้นมายันบริเวณปลายคาง นัยน์เนตรคมสองสีนั้นหรี่ตามองอีกฝ่ายน้อย ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายเมื่อตนนั้นได้เอ่ยข้อเสนอออกไป

“อยากฟังมันทั้งหมดตอนนี้เลยไหมล่ะแผนธุรกิจของบริษัทพวกนี้ฉันสืบมาได้โดยบังเอิญน่ะเป็นข่าวที่ขายได้ราคาไม่ค่อยดีแต่ถ้านายอยากได้ฉันก็จะบอกนายฟรี ๆ ก็ได้นะ ถึงนายจะไม่ต้องการข่าวของโลกด้านมืดฉันก็ไม่ว่าแต่ท่าทางนายจะดูถูกฉันไปเสียหน่อยนะเด็กน้อย สิ่งที่ฉันรู้ไม่ได้มีแค่ข่าวในโลกมาเฟียหรอกนะ ฉันน่ะรู้ทุก ๆ เรื่องนั่นล่ะและมันก็ไม่เว้นเรื่องของพวกนาย” เด็กไม่ว่ายังไงก็เป็นเด็กไม่ว่าจะฉลาดขนาดไหนแต่มันก็ไม่อาจตามผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ทันหรอก

รอยยิ้มจากริมฝีปากบางเหยียดกว้างแม้จะปะทะฝีปากกับชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงดังเปลวเพลิงผู้นั้นเขานั้นไม่อาจจะชนะได้ แต่การได้มาประชันฝีปากกับผู้เป็นหลานและมีนิสัยเหมือนผู้เป็นน้าชายอย่างไม่ผิดเพี้ยนแล้วชนะ ร่างโปร่งบางก็แอบภูมิใจอยู่เล็ก ๆ เหมือนกัน

“งั้นผมขอฟังทั้งหมดเลยแล้วกัน ผมคิดว่าการเล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัวของคุณออกมาให้ผมฟังมันคงไม่เสียเวลาอะไรมากมายและถ้าหากผมรู้ข้อมูลจากคุณหมดแล้วผมจะบอกแผนการหนีให้คุณฟัง” สิ้นเสียงของเด็กหนุ่มการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลก็เกิดขึ้น

การสนทนาของทั้งสองผ่านไปยาวนานนับชั่วโมงและในที่สุดข่าวที่ครีแวนรู้ทั้งหมดก็ถูกถ่ายถอดไปให้เด็กหนุ่มฟังจนหมดสิ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์หากแต่หล่อเหลาไม่แพ้ผู้เป็นน้าชายตึงเครียดปลายนิ้วแกร่งที่ตอนแรกยันไว้บริเวณคางนั้นตอนนี้เปลี่ยนมาแตะที่ริมฝีปาก กิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ทำให้ครีแวนถึงกับคิดว่าเขานั้นรังแกเด็กน้อยหนักไปหรือเปล่า แต่เมื่ออีกฝ่ายอยากรู้ ‘เรื่องทั้งหมด’ เขาก็เลยบอกอีกฝ่ายไปทั้งหมดเท่าที่ตัวเขารู้ แต่ดูเหมือนหลาย ๆ อย่างมันน่าจะมากเกินไปสำหรับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี แต่เจ้าเด็กนี่ก็ผิดเองใครใช้ให้มันมาทำหน้าตาพูดจาดูถูกเขาล่ะ โดนแบบนี้ซะบ้างจะได้รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่เหนือกว่าตัวเองอยู่ ถึงต่อให้ครีแวนไมได้อัจฉริยะแบบเด็กหนุ่มคนนี้แต่ประสบการณ์ชีวิตทำให้เขาตีความหมายของโลกได้เหนือกว่า

“เอ้า ! ฉันบอกทุกอย่างไปหมดแล้วทีนี้ก็ถึงตานายแล้วล่ะ ว่าแผนที่จะให้ฉันหนีออกไปจากที่นี่มันเป็นยังไง” เจ้าของดวงเนตรสีไพลินเอ่ยท้วงพร้อม ๆ กับนิ้วมือที่เคาะโต๊ะเบา ๆ แทนคำเร่งเร้าให้อีกฝ่ายรีบบอกแผนการทั้งหมด

ความจริงถ้าตัวของครีแวนรู้แผนฝังของคฤหาสน์หลังนี้ข้อเสนอของเด็กหนุ่มนี่เขาไม่จำเป็นต้องแลมันเลยด้วยซ้ำ ทว่าเขากลับไม่รู้อะไรสักอย่างไม่ว่าจะเป็นจำนวนประตูทางเข้า จำนวนคนที่คุ้มกันทางเข้าทางออกแถมวันนี้ก็เป็นวันแรกที่เขาได้เดินออกจากห้องนอนของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีใครเสนออะไรเพื่อแลกกับอิสระเขาก็ยอม

“ขอบคุณสำหรับรายละเอียดทั้งหมด ส่วนแผนการที่จะให้คุณหนีไปได้คือพื้นที่ในส่วนของผมคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกเป็นบริเวณของผมครับ ซึ่งน้าชายของผมไม่อาจใช้อำนาจอะไรในส่วนนี้ได้ ที่จริงจะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะว่าผมสั่งห้ามไม่ให้ลูกน้องของน้าชายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอาณาบริเวณของผมคุณสามารถเดินหลบไปตามทางคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกได้เลย แต่มันมีบางจุดที่จะลำบากคุณสักเล็กน้อยนั่นคือทางเชื่อมระหว่างคฤหาสน์สองฝั่งทางนั้นผมบอกเลยว่าตรงนั้นจะมีลูกน้องของน้าชายผมเยอะมากและที่สำคัญประตูทางออกไปด้านนอกคฤหาสน์อยู่ภายในห้องโถงชั้นล่างแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ทางออกหลัก แต่ถ้าหากคุณเดินเข้าไปในส่วนของห้องครัวได้ที่นั่นจะมีประตูทางออกไปด้านนอกคฤหาสน์และที่สำคัญมันก็ใกล้กับประตูรั้วของคฤหาสน์ด้วยเช่นกัน แต่คุณต้องคิดนะว่าการจะเดินไปที่ห้องครัวมันต้องผ่านสายตาคนกี่คน” เสียงทุ่มของเด็กหนุ่มเอ่ยถึงแต่ละส่วนในคฤหาสน์ใบหน้าหล่อเหลาตั้งแต่เยาว์วัยนั้นอธิบายแต่ละส่วนของคฤหาสน์โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าในแต่ละชั้นจะมีกี่ห้อง มีคนคอยคุมกี่คนและในแต่ละห้องนั้นมีประตูเชื่อมต่อกันกี่บาน ซึ่งสิ่งที่ตัวคาร์เร่ได้บอกอีกฝ่ายไปนั้นมันเป็นความลับของคฤหาสน์หลังนี้ ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอะไรสักเท่าไหร่นัก เพราะทุก ๆ วันการเดินเวรของพวกการ์ดนั้นมันไม่เคยเท่ากันเลยสักวันรวมไปถึงเส้นทางเดินด้วย ดังนั้นแผนการที่เขาบอกร่างโปร่งบางผู้เป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของน้าชายของเขานั้นมันสามารถใช้ได้เพียงแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้นแต่เขาก็ไม่คิดที่จะบอกอีกฝ่ายหรอกเพราะว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกดีที่ได้เฝ้ามองอีกฝ่ายลนลานหาทางหนี แต่ถ้าอีกฝ่ายเก่งจริงอย่างที่ปากว่าการรังแกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขามันก็คงทำอะไรคน ๆ นี้ได้หรอก ถึงแม้การป้องกันคนเข้าคนออกของคฤหาสน์แห่งนี้จะไม่เคยมีการผิดพลาดเลยก็ตาม

เด็กหนุ่มเท้าคางดูท่าทางของร่างโปร่งบางที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดตน รอยยิ้มชั่วร้ายก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปาก ความจริงแล้วสัตว์เลี้ยงหลาย ๆ คนของน้าชายเขามักจะเป็นคนคิดหาทางหนีให้แต่แผนการที่เขาคิดให้แต่ละคนนั้นไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลยสักคนเดียว คราวนี้เขาก็อยากจะดูเสียหน่อยว่าสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของน้าชายที่ว่าดุนักดุหนาจะทำสำเร็จหรือไม่

ใบหน้าสวยจมเข้าสู่ห้วงความคิดของตนเมื่อสมองประมวลผลทั้งหมดเสร็จสิ้นใบหน้าสวยก็เงยหน้ามาพร้อมกับคลี่ยิ้มจาง ๆ ออกมา “เวรยามที่เดินเวียนในแต่ละวันรวมไปถึงจำนวนจะไม่เหมือนกันในทุก ๆ วันใช่ไหม ฉันรู้น่าว่าคฤหาสน์ของมาเฟียไม่มีทางใช้การป้องกันแบบธรรมดาแต่การที่นายจะกลั่นแกล้งฉันโดยการบอกแผนการที่ไม่หมดนี่มันออกจะโหดร้ายไปสักหน่อยมั่งเจ้าหนู นายเล่นกับคนผิดคนแล้ว สามสิบนาที…ฉันจะออกจาคฤหาสน์นี้ภายในสามสิบนาทีถ้าฉันทำไม่ได้นายเตรียมตัวดูศพฉันนอนตายได้เลย คอมพิวเตอร์นั้นเชื่อมกับกล้องวงจรปิดทั้งหมดของบ้านใช่ไหมล่ะ ฉันขอให้นายมองมันซะ มันจะไม่มีภาพของฉันปรากฏอยู่ในนั้นเลยสักวินาทีเดียว” ริมฝีปากบางเอ่ยคำท้ามือบางทั้งสองข้างยันกายตนขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับแผนการหนี “อ่ออีกอย่าง…ฉันจะติดต่อนายเองถ้าหากฉันได้ข่าวอะไรถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่นายบอกฉันไม่หมดแล้วกัน” พูดจบร่างโปร่งบางก็โบกมือลาพร้อมกับเดินตรงไปที่ประตูห้อง

ความมั่นใจในตัวเองของครีแวนนั้นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับต้องกัดริมฝีปาก คาร์เร่นั้นไม่เคยเจอใครที่อวดดีขนาดนี้มาก่อน แม้รอบ ๆ ตัวของตนนั้นจะมีแต่คนที่มากความสามารถแต่เขาก็ไม่เคยเจอใครที่กล้าท้าทายคนที่ถือไพ่เหนือกว่าได้อย่างคน ๆ นี้เลยจริง ๆ …

แต่มันก็เหมาะสมแล้วที่คน ๆ นี้ทำให้น้าของเขาผู้ที่ไม่เคยสนใจผู้คนรอบข้างกายหันกลับมาสนใจได้…เขาคงต้องยอมรับแล้วล่ะมั้งว่าคน ๆ นี้เก่งกว่าเขาจริง ๆ มือกร้านยกขึ้นมาเสยเส้นผมที่ปรกหน้าก่อนจะเดินตรงไปยังคอมพิวเตอร์ของตน เพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดที่ร่างโปร่งบางนั้นเอ่ยพูดออกมานั้นเป็นความจริง

เข็มยาวของนาฬิกาหมุนวนจากเลข 1 ไปบรรจบที่เลข 6 เสียงโทรศัพท์มือถือของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น ใบหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มนั้นสงสัยเล็กน้อยว่าใครกันที่โทรมาในเวลานี้ มือกร้านเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์พร้อมกับกรอกเสียงลงไป “สวัสดีครับ แต่ต้องขอโทษด้วยว่าเบอร์โทรนี้เป็นเบอร์ส่วนตัว…” หากแต่เด็กหนุ่มนั้นไม่ทันได้พูดอะไรจนจบเสียงหวานที่ตนไม่คุ้นชินก็กรอกเสียงตอบกลับมา หากแต่จะบอกว่าคุ้นเคยก็ไม่เชิง อาจจะต้องเรียกว่าเขานั้นได้ฟังเสียง ๆ นี้พูดเกี่ยวกับการการทำธุรกิจในแบบต่าง ๆ มาเป็นชั่วโมง ๆ จนจำเสียง ๆ นี้กับเจ้าของของมันได้นั้นเอง

“รายละเอียดที่นายบอกมาเนี่ยตรงเป๊ะจริง ๆ ไม่ว่าจะหลบยังไงก็พ้นสายตาการ์ดตลอด เออแล้วในกล้องนั่นน่ะไม่มีภาพฉันติดอยู่เลยใช่ไหมล่ะ” เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับกับส่งเสียงหัวเราตามสายมา เด็กหนุ่มนั้นไม่คิดว่าจะมีใครหนีออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ได้โดยที่น้าชายของเขาไม่อนุญาต หากแต่คน ๆ นี้ได้ฟังแค่การเดินเวรยาม จุดที่ติดกล้องวงจรปิดรวมไปถึงประตูทางเข้าทางออกเท่านั้นกลับทำได้ขนาดนี้ คาร์เร่เผลอก้มมองดูเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาในโทรศัพท์ส่วนตัวของเขาเพื่อตรวจว่าเบอร์โทรนี้ไม่ใช่เบอร์โทรศัพท์จากภายใน ซึ่งดูเหมือนว่าร่างโปร่งบางนั้นจะรู้ทันว่าอีกฝ่ายนั้นจะทำอะไร เสียงหวานเอ่ยออกไปซ้ำพร้อมกับบอกให้เด็กหนุ่มนั่นมองมาที่ถนนทางด้านตะวันตกของคฤหาสน์ ซึ่งมีร่างโปร่งบางยืนโทรศัพท์อยู่ในตู้

“ไง เห็นแล้วใช่ไหม งั้นฉันไปล่ะและหวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก อ่อแล้วรวมไปถึงน้าชายของนายด้วยนะหมอนั่นฉันไม่อยากที่จะเจอหน้าอีกเลยตลอดชีวิต” สิ้นประโยคนี้สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดทิ้งพร้อมกับร่างโปร่งบางที่เดินออกมาจากตู้โทรศัพท์

อากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี่มันโหดร้ายจริง มือบางทั้งสองข้างได้แต่ถูกันไปมาขาทั้งสองข้างนั้นพยายามก้าวเดินตามทางต่อไปแม้ว่าตนจะไม่รู้ว่า ณ จุดที่ตัวเองนั้นยืนอยู่มันคือที่ไหนก็ตาม

ขาเรียวยาวนั้นยังคงเดินต่อไปแม้ว่าตัวของเขาจะเดินมาร่วมชั่วโมงกว่าแต่มันก็ยังไม่เห็นอะไรนอกจากแสงไฟที่สาดส่องข้างถนน และตอนนี้ท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำแล้วอากาศที่หนาวอยู่แล้วยิ่งทำให้ร่างเพรียวบางนั้นยิ่งสั่นมากขึ้นไปอีก

‘ไม่น่าออกมาจากคฤหาสน์นั้นโดยไม่หยิบเสื้อคลุมหรือเงินมาเลย’ ครีแวนกร่นด่าตัวเองในใจหากแต่ความคิดพวกนั้นก็ออกจะดูโลภมากเกินไปเสียหน่อยเพราะการที่ตัวเขาได้ออกมาอยู่ด้านนอกแบบนี้ถือว่าเป็นโชคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ไม่ถูกขังอยู่ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยม ไม่ต้องต่อปากต่อคำกับเจ้าบ้านั่นเป็นอะไรที่สุขที่สุดแล้วขาเรียวบางยังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดไม่รู้ว่าโชคนั้นช่วยครีแวนหรือพระเจ้าทรงโปรดแต่อย่างใด รถคันหรูที่ขับตามหลังเขามานั่นจอดเทียบข้างพร้อมกับบานกระจกที่ถูกเลื่อนลง

“ต้องการให้ไปส่งที่ไหนหรือเปล่าครับเจ้านายของผมเห็นคุณเดินอยู่คนเดียวแบบนี้มันอันตรายเลยขอเสียมารยาทถาม ถ้าหากเป็นทางผ่านนายท่านจะขับไปส่งครับ” ตำถามนี้ราวกับว่ามันเป็นประโยคที่พระเจ้าประทานมา ใบหน้าสวยยิ้มกว้างพร้อมกับบอกถนนซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านของเขาออกไป เมื่อครีแวนเอ่ยจบลงคนขับรถคนนั้นก็หันหลังกลับไปหาผู้เป็นนายเขาเอ่ยถามายของตนเพียงช่วงครู่เท่านั้น พลันเสียงปลดล็อคประตูรถก็เปิดออกพร้อมกับคำเอ่ยเชิญให้ร่างโปร่งบางนี้เข้าไปนั่งด้านใน

เพียงแต่ว่าความยินดีนั้นอยู่เพียงไม่นาน เพราะทันทีที่บานประตูรถคันหรูเปิดออกใบหน้าที่เขาคุ้นเคยดีก็ส่งรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมมาให้ ครีแวนแทบอยากจะปิดประตูกระแทกแล้ววิ่งหนีแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะมือข้างหนึ่งของเขาถูกอีกฝ่ายกอบกุมพร้อมกับกระชากให้ร่างเพรียวบางนั้นเข้าไปในรถ

อิสรภาพที่ได้มาไม่ถึงสองชั่วโมงนั้นได้สิ้นสุด ใบหน้างามนั้นบึ้งตึงซึ่งไมได้ต่างอะไรกันเลยกับอีกฝ่าย หากแต่ชายร่างสูงนั้นยอมลดทิฐิของตนลงและเอ่ยปากถามร่างเพรียวบางนั่นก่อน

“ทำไมไม่ทำตามคำสั่งฉันบอกแล้วไงว่าไม่ให้ออกจากตัวคฤหาสน์” เจ้าของเสียงทุ้มเข้มพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตน แต่ดูเหมือนฝ่ายคู่กรณีนั้นจะไม่ยอมเอ่ยตอบอะไรและเลือกที่จะนิ่งเงียบแทน

“ฉันถามไงว่าทำไมไม่ยอมทำตามคำสั่ง” เฮลาสเอ่ยถามซ้ำคราวนี้เขาไม่คิดที่จะสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตนอีกแล้วมือกร้านจับข้อมือบอบบางนั้นให้หันมาประจันหน้ากับตน ซึ่งทั้งสองก็ยังคงจ้องตากันแบบนั้นไปสักพักในที่สุดร่างโปร่งบางก็ยอมเปิดปากของตนออก

“ถามไปแล้วนายคิดว่าคำตอบมันจะเปลี่ยนไปหรือไง” คำพูดสั้น ๆ ที่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่หลากลายถูกเอ่ยออกมา และเมื่อชายหนุ่มร่างสูงได้ยินถ้อยคำพูดเหล่านี้มือกร้านก็ยอมปล่อยให้ท่อนแขนเรียวบางนั้นเป็นอิสระ ใบหน้าสวยนั้นยังคงบึ้งตึงซึ่งผิดกับใบหน้าคมที่ตอนนี้เริ่มจะควบคุมอารมณ์โกรธของตนได้บ้างแล้ว

“อยากไปไหนหรือเปล่า แต่ถ้านายตอบว่าบ้านฉันคงไม่อนุญาต” เสียงทุ้มเอ่ยถามแต่มันก็ยังมีคำสั่งแฝงอยู่ ซึ่งตัวของครีแวนนั้นก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าตนนั้นคงหนีไม่รอดแน่นอนเลยเลือกที่จะตอบคำถามนั้นแบบเซฟตัวเองที่สุด

“ดื่ม” เสียงหวานเอ่ยสั้น ๆ ซึ่งแต่คำ ๆ นี้ก็ทำให้ร่างสูงรู้แล้วว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการนั้นคืออะไร ริมฝีปากหนาเอ่ยสั่งคนขับรถมุ่งตรงไปที่คลับซึ่งอยู่ในเขตการดูแลของเขา

เนื่องจากระยะห่างจากคฤหาสน์ของตระกูลฟีเลทัสกับคลับนั้นไม่ห่างกันมากทำให้ใช้เวลาเดินทางไม่มากนัก และตอนนี้คนทั้งคู่ก็ยืนอยู่ตรงหน้าคลับที่อยู่ในเขตดูแลของชายหนุ่มผมแดงผู้มีดวงเนตรสีเดียวกับเปลวเพลิง ขาแกร่งนั้นเดินนำเข้าไปด้านในโดยที่มืออีกข้างของเขานั้นกอบกุมมือของร่างโปร่งบางนั่นเอาไว้

และเมื่อทั้งสองนั้นได้ก้าวเดินเข้ามาด้านในเหล่าบริกรก็ต่างพากันกรูเข้ามาต้อนรับคนทั้งคู่ ซึ่งมันทำให้คนภายในร้านดูแปลกใจไปเสียหน่อยว่าใครกันที่เจ้านายของตนนั้นพามาด้วยแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของลูกจ้างที่จะล่วงรู้เรื่องราวของเจ้านาย พนักงานหนุ่มที่ดูท่าจะเป็นผู้จัดการร้านเดินเข้ามาทักทายพร้อมกับเดินนำคนทั้งสองให้เข้าไปยังห้องวีไอพีที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขกคนสำคัญ

ครีแวนไม่รู้ว่าชายคนนี้ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร และไม่รู้เลยว่าทำไมชายคนนี้ถึงไม่ฆ่าเขาตั้งแต่ตอนที่จับได้ว่าตัวเขานั้นหลบหนีมาจากคฤหาสน์ ทำไมชายคนนี้ถึงทำอะไรที่ชวนสงสัยอะไรแบบนี้นะ นิสัยของคน ๆ นี้มันผิดไปจากที่ตัวเขาเคยได้ยินมา ทั้ง ๆ ที่ใครต่างก็พูดว่าชายคนนี้โหดร้ายและไม่คิดจะปราณีใคร

แต่ทำไมความรู้สึกและการกระทำที่ตัวของครีแวนได้รับจากอีกฝ่ายมันกลับไม่เป็นตามข่าวลือ…ทำไมชายคนนี้ถึงได้อ่อนโยนกับเขานัก…มันอ่อนโยนและอบอุ่นจนทำให้เขาไม่อยากจากชายคนนี้ไปไหน…

……………………….

ความรู้สึกที่แปลกประหลาดพวกนั้นทำให้ตัวเราอ่อนแอลงงั้นหรือ…ถ้าเช่นนั้นตัวเราก็คงต้องถอยหนีและปฏิเสธมัน….

Blue Rose

Blue Rose พันธนาการสีชาด – Chapter 3

Chapter 3

บางครั้งการยอมโอนอ่อนตามความรู้สึกและความต้องการมันก็สร้างปัญหาและสร้างภาระให้กับร่างกายของตัวเองได้เหมือนกัน ซึ่งในขณะนี้ปัญหาและภาระทั้งหมดนั้นตัวของครีแวนกำลังเผชิญอยู่เพราะในตอนนี้แม้แต่แรงที่จะขยับตัวลุกขึ้นนั่งครีแวนยังไม่สามารถทำได้เลย

ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ตกเป็นของคน ๆ นั้น ไม่รู้ว่ากี่ครั้งที่ยอมเผลอไผลไปกับความรู้สึก ช่องทางรักในตอนนี้บวมช้ำจนด้านชา ริมฝีปากบางแห้งผากอาการแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าตัวเขานั้นกำลังเป็นไข้ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาต้องป่วยแบบนี้มันช่างน่าอับอายและให้ตายเขาก็ไม่มีทางบอกใครหรอกที่เขาต้องป่วนมันเป็นเพราะ ‘เซ็กส์’ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่หรอกที่เขาจะป่วยแบบนี้ เพราะบทรักที่เขากับดอนหนุ่มบรรเลงกันนั้นคงต้องบอกเลยว่ามันนับครั้งไม่ถ้วน เราทั้งสองคนไม่สนว่าสถานที่นั้นจะเป็นที่ไหน ไม่สนว่าช่วงเวลานั้นคืออะไร เราทั้งสองคนรับรู้เพียงว่าร่างกายของเราต้องการกันและกันเท่านั้น ซึ่งจากเหตุผลทั้งหมดนั่นมันก็จบลงด้วย ‘เซ็กส์’ และจากคำ ๆ นั้นมันทำให้ตัวเขานอนป่วยอยู่แบบนี้นั่นเอง

มือทั้งสองข้างพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งแม้จะอ่อนล้ายังไงแต่ไอ้ความรู้สึกไม่ดีที่มันคั่งค้างอยู่ภายในตัวของเขามันก็เป็นตัวสั่งให้ครีแวนนั้นต้องลุกขึ้นไปทำความสะอาดช่องทางและร่างกายของตน เมื่อร่างโปร่งบางยันตัวขึ้นไปพิงขอบเตียงได้แล้วหลังจากนี้ก็เป็นงานหนักที่สุดของภารกิจนี้นั่นก็คือการพาร่างกายที่อ่อนล้าของตนไปที่ห้องน้ำมือทั้งสองข้างพยายามจับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบกายเป็นที่พยุงตัวแต่ดูเหมือนว่า ร่างโปร่งบางนี้อาการจะหนักกว่าที่ตนคิดเพราะเพียงขาเรียวยาวก้าวเดินไปได้เพียงแต่สองสามก้าว โลกทั้งโลกที่อยู่ภายในสมองของเขาก็หมุนเป็นวงกลมจากนั้นโลกทั้งใบก็ดับลงพร้อม ๆ กับร่างที่ไร้เรี่ยวแรงจะทรุดลงไปนอนที่พื้น

หลังจากนี้ครีแวนไม่มีสติพอที่จะรับรู้อะไรได้อีกแล้วไม่ว่าจะเป็นสีหน้าตกใจของร่างสูงสง่า ดวงเนตรสีโกเมนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยหรือจะเป็นความโกรธาของชายหนุ่มคนนั้นกราดเสียงสั่งให้พวกลูกน้องของตนเรียกหมอเพื่อให้มาดูอาการของร่างโปร่งบางให้ไวที่สุด

ไม่รู้ว่าระยะเวลาผ่านไปกี่นาที กี่ชั่วโมง หรือกี่วันแต่ตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขานั้นได้ลืมตื่นขึ้นมาอีกครั้งและภาพ ๆ แรกที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาคือเพดานสีขาวสะอาดที่อยู่ภายในห้องส่วนตัวของดอนหนุ่มคนนั้น ตอนนี้เขาไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเจ็บปวดที่ช่องทางด้านหลังอีกแล้ว จะมีเหลือก็แค่อาการมึนหัวเล็กน้อยพ่วงด้วยอาการเจ็บคอเพราะพิษไข้

ครีแวนค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นไปนอนพิงที่หัวเตียงเนตรสีไพลินนั้นกวาดตาไปรอบ ๆ ห้อง ซึ่งแน่นอนมันไม่มีแม้แต่เงาของผู้ทีเป็นเจ้าของห้อง ซึ่งมันก็ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะชายหนุ่มคนนั้นขึ้นชื่อเรื่องธุระเยอะที่สุดแล้วในวงการมาเฟียแต่ที่น่าแปลกใจก็คือทำไมชายผู้มากธุระคนนั้นถึงกลับมานอนกอดเขาได้ทุกค่ำคืนกัน แต่พอคิดย้อนกลับไปความรู้สึกหงุดหงิดนั่นก็ปะทุขึ้น แม้จะโกรธที่อีกฝ่ายนั้นจับตัวเขามาและทำลายศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายของตนจนหมด แต่มันก็ยังมีความรู้สึกอีกความรู้สึกหนึ่งที่คอยวนเวียนในจิตใจซึ่งไอ้ความรู้สึกชวนหงุดหงิดนั่นก็คือ ‘ตัวเองทำคนอื่นป่วยแท้ ๆ แต่กลับไม่โผล่หัวมาดูดำดูดีคนที่แกทำให้เขาป่วยสักหน่อยหรือยังไง’ พอยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด แต่เหตุผลที่ตัวเขาหงุดหงิดไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่ใส่ใจและเขาน้อยใจจนต้องให้อีกฝ่ายมางอนง้อ แต่ที่เขาหงุดหงิดนั่นก็คือคน ๆ นี้กล้าดียังไงที่ทำให้เขาป่วยหนักได้ถึงขนาดนี้ เขาไม่เคยป่วยหนักจนล้มหมอนนอนเสื่อแบบนี้มานานแล้ว และถ้าตอนนี้เขาเจอหน้าคน ๆ นั้นมันก็คงต้องประเคนหมัดใส่ใบหน้าหล่อเหล่านั่นสักหมัดพร้อมกับเตะซ้ำสักทีถึงจะทำให้เขาหายหงุดหงิดได้

ใบหน้าสวยนั้นบึ้งตึงพร้อมกับริมฝีปากบางที่บ่นพึมพำออกมาไม่หยุด ครีแวนนั่นอยู่คนเดียวในห้องนี้เพียงไม่นานบานประตูไม้สลักก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างสูงผู้มีเรือนผมยาวสีแดงเข้ม ใบหน้ากร้านคมนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่หากเขาเห็นร่างโปร่งบางที่นอนสลบไปเกือบสามวันลืมตาตื่นขึ้น พลันความตึงเครียดทั้งหมดก็หายไป ริมฝีปากหน้าแย้มรอยยิ้มแรกในรอบสามวันก่อนที่ขาแกร่งทั้งสองข้างที่ก้าวเดินไปที่เตียงนอนของตน

“หายป่วยแล้วหรือยังไง ครีแวน” เสียงทุ้มเอ่ยดังพร้อมกับเอ่ยนามของอีกฝ่ายแต่ในขณะที่ร่างสูงนั่นจะทรุดตัวนั่งลงที่ขอบเตียงครีแวนก็ประเคนหมัดตรงใส่หน้าอีกฝ่ายตามอย่างที่เขาได้คิดไว้ก่อนหน้า ทว่ามือกร้านคนนั้นกลับยกขึ้นมารับหมัดนั้นได้มือข้างนั้นค่อย ๆ เลื่อนออกจากใบหน้า ริมฝีปากที่มักจะคลี่รอยยิ้มหน้าหมั่นไส้นั้นเม้มปากตนจนเกือบจะเป็นเส้นตรง

“ออกแรงได้แบบนี้แสดงว่าหายแล้วฉันคงไม่มีความจำเป็นจะต้องอดทนอีกแล้วมั้ง” เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้าในขณะที่ใบหน้างดงามนั้นขึ้นสี

“เงียบปากไปเลยไป” เสียงนุ่มกล่าวไล่พร้อมกับพยายามสะบัดมือตนให้หลุดออกจากการกอบกุมของอีกฝ่าย แต่มีหรือดอนหนุ่มผู้กุมอำนาจสูงสุดของวงการมาเฟียผู้นี้จะปล่อยไปได้ง่าย ๆ ชายหนุ่มกระชากท่อนแขนเรียวนั้นมาแนบกับตัวมืออีกข้างนั้นตวัดรวบเอวของอีกฝ่ายให้เข้ามาแนบชิดกับร่างกายตน

“ปล่อย….”เสียงหวานเอ่ยออกมาเพียงแค่คำสั้น ๆ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจจะสั่งให้อีกฝ่ายนั้นหยุดการกระทำของตัวเองได้ใบหน้าคมค่อย ๆ โน้มใบหน้าของคนลงก่อนจะเอาหน้าผากของตนไปประกบกับหน้าผากของอีกฝ่าย การกระทำเช่นนี้ทำให้ใบหน้าหวานซีดเพราะพิษไข้แดงก่ำพร้อมกับเบี่ยงใบหน้าของตนหนีไปทันที่ที่รวบรวมสติมาคืนสู่ร่างได้

“ไข้ไม่มีแล้ว คงทานพวกซุปได้แล้วมั้ง…แล้วนี่นายรู้หรือเปล่าว่าตัวเองสลบไปร่วมสามวันน่ะครีแวน” เมื่อวัดไข้เสร็จร่างสูงก็ปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดพ้นจากอ้อมกอดของตนและทันทีที่ร่างของตนเป็นอิสระครีแวนก็กระเถิบหนีไปที่หัวเตียงจนแทบร่างกายนั้นจะกลืนไปกับกำแพง ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเช่นนั้นของครีแวนทำให้เฮลาสถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา ไม่คิดเลยว่าสัตว์ป่าผู้ทระนงนั้นก็กลัวเป็นเสียด้วย มือกร้านเอื้อมไปหาอีกฝ่ายหมายจะกลั่นแกล้งแต่ความคิดนั้นก็ไม่สำเร็จเสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นเสียก่อน ทำให้มือกร้านนั้นต้องลดมือลงอย่างน่าเสียดาย

ร่างสูงยันกายลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับเดินตรงไปเปิดประตูห้องนอนของตน ซึ่งร่างที่เดินเข้ามากวนอารมณ์ของเฮลาสนั้นก็ไม่ใช่อื่นเพราะในคฤหาสน์แห่งนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามากวนอารมณ์ของเขาได้นอกจากหลานชายที่พี่สาวสุดที่รักส่งมาอยู่กับเขา หรืออาจจะเรียกว่าส่งมาควบคุมความประพฤติผู้เป็นน้าชายอย่างเขาเสียมากกว่า

“มีอะไรคาร์เร่” เสียงทุ้มเอ่ยถามท่อนแขนแกร่งเท้าบานประตูเอาไว้เพื่อกันไม่ให้หลานชายของเขาเห็นภาพคนที่นั่งขดตัวอยู่ภายใน ซึ่งคาร์เร่ก็ไม่คิดแม้แต่จะใส่ใจคนที่อยู่ด้านในของห้อง ซ้ำเขาทำหน้าที่ของตนอย่างดีเยี่ยม ริมฝีปากหนาเปิดออกพร้อมเอ่ยพูดเรื่องราวเกี่ยวกับรายงานทั้งหมดให้ผู้เป็นน้าชายฟัง

ซึ่งถ้อยคำพูดเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกอีกด้านซึ่งจุด ๆ นั้นเป็นส่วนที่พี่สาวของเขาและพี่เขยที่ไม่รู้ว่าทนนิสัยของพี่สาวผู้เอาแต่ใจและใจร้อนนั้นได้ยังไงเป็นฝ่ายจัดการ รายละเอียดของเอกสารทั้งหมดถูกบรรยายออกมาจากริมฝีปากของเด็กหนุ่มก่อนทั้งหมดหลังจากนั้นเอกสารในมือของเด็กหนุ่มก็ถูกรวบรวมส่งไปให้น้าชายของตน ซึ่งในเวลาปกติหลานชายคนนี้ของเฮลาสไม่คิดที่จะเอ่ยปากพูดอะไรสักเท่าไหร่นักแต่ครั้งนี้กลับแปลกไปเนตรคมสีชาดเฉกเช่นเดียวกับชายหนุ่มร่างสูงหากแต่อีกข้างกับเป็นสีฟ้าน้ำทะเลสดใสเหลือบตามองน้าชายของตนเขาจ้องมองเพียงช่วงครู่ก่อนจะเบนไปมองร่างโปรงบางที่นั่งอยู่บนเตียง

“ผมขอแนะนำอะไรในฐานะหลานชายสักหน่อยนะครับ ถ้าเกิดคุณยังคงขังเขาอยู่ในนี้สักวันเขาก็อาจจะเหงาตายก็ได้…ถ้าจะให้ผมพูดง่าย ๆ ก็คือสัตว์ป่าไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงนะครับอย่ากักขังเขาเอาไว้ดีกว่าคงเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดใช่ไหมครับน้าชาย” เสียงของเด็กหนุ่มเอ่ยเตือน ซึ่งก็เป็นจริงตามที่หลานชายของเขาบอก สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขาตัวนี้ไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ มาก่อน มันไม่ได้อ่อนแอจนน่ารำคาญ ไม่ได้หวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่างจนเขาต้องปกป้อง หากแต่คน ๆ นี้กลับดุร้ายและเกรี้ยวกราดขึ้นทุกครั้งที่เขาจับต้องมัน

ริมฝีปากหนาเหยียดรอยยิ้ม ใบหน้ากร้านคมพยักหน้าขึ้นลงเชิญรับรู้ในสิ่งที่หลานชายของตนบอก “แล้วฉันจะลองคิดดูว่าจะพามันไปเดินเล่นที่ไหน” สิ้นเสียงทุ้มหลานชายผู้มีเค้าหน้าเหมือนผู้เป็นน้าก็โค้งหัวลงพร้อมกับเอ่ยขอตัวออกไปจากห้อง

เมื่อหลานชายตนก้าวเดินออกไปจุดสนใจของเฮลาสก็กลับไปอยู่ที่เดิมนั่นก็คือชายหนุ่มร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงของเขา ร่างสูงค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้ขึ้นซึ่งแตกต่างจากร่างบางที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ทุกครั้งที่อีกฝ่ายค่อย ๆ เดินเข้ามาหากแต่ความคิดของครีแวนนั้นผิดคาด เฮลาสไม่คิดที่จะทำอะไรต่อซ้ำยังลุกขึ้นมานอนข้าง ๆ เขาพร้อมกับอ่านเอกสารในมือราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นครีแวนได้แต่ปรายตามองอีกฝ่าย แต่ก็ยอมให้เจ้าของห้องที่พ่วงเพื่อนร่วมเตียงนอนอยู่ข้าง ๆ ตน

แม้ร่างกายนั้นจะฟื้นตัวขึ้นมาแต่ยังไงคนป่วยก็ยังเป็นคนป่วยอยู่ดี ดวงเนตรสีเข้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าสวยค่อย ๆ ปรือลงก่อนที่สติทั้งหมดจะถูกดึงให้จมลงไปสู่ความมืดมิด

จากช่วงเวลาเช้าดำเนินมาถึงช่วงเวลากลางวัน แสดงแดดร้อนที่สาดส่องเขามาจากทางหน้าต่างทำให้ร่างที่นอนซุกอยู่บนเตียงเริ่มร้อน มือบางพยายามที่จะดันผ้าห่มที่ปกคลุมร่างกายของตนออกแต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่คลุมร่างของตนนั้นไม่ได้มีเพียงแต่ผ้าห่มผืนหนาเพียงอย่างเดียวเสียแล้วมือบางค่อย ๆ และไล่ขึ้นมาจาสะโพกตนก่อนจะมือนั้นจะไล่ขึ้นไปแตะบนกำแพงแกร่งซึ่งครีแวนก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตนนั้นคืออะไร นัยน์เนตรสวยลืมตื่นและเมื่อดวงตาทังสองข้างเปิดเต็มที่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของครีแวนนั่นก็คือแผ่นอกแกร่งชองชายผู้มีเรือนผมสีแดง และนอกจากนั้นร่างกายของเขากับถูกเจ้าคนฉวยโอกาสนี่ใช้ต่างหมอนข้างเสียด้วย สภาพแบบนี่แล้วอยากจะต่อยเสยคางไปสักหมัด แต่ดูเหมือนครีแวนไม่อาจจะทำแบบนั้นได้เพราะทันทีที่ตัวของเขาพยายามดันร่างของตัวเองออกจากอ้อมกอดชายร่างสูงคนนี้ก็ใช้มือกดศีรษะของเขาให้จมกับแผ่นอกกว้างนั้นทุกครั้งไป มันน่าโมโหเสียจริงที่ตอนนี้ตัวเองป่วยจนไม่มีแรง แต่ว่าถ้าหากเขาไม่ได้ล้มป่วยแบบนี้แล้วจะสู้แรงของคน ๆ นี้ได้เหรอคำตอบมันก็แน่ชัดอยู่แล้วว่าไม่มีทางสู้แรงชายผู้นี้ได้อยู่แล้ว ใบหน้าสวยนั้นบึ้งตึงหากแต่ตนก็ยอมให้อีกฝ่ายใช้ร่างตัวเองต่างหมอนข้างต่อไป

ใบหน้าคมจมลงไปในกลุ่มเส้นไหมสีน้ำเงินแปลกตาและเช่นเดียวกันกับครีแวนที่ฝังใบหน้าของตนลงไปบนแผ่นอกกว้างและเขยิบตัวเข้าไปแนบชิดกับเจ้าของอ้อมกอด

ครีแวนไม่ปฏิเสธเลยที่อ้อมกอดของชายคนนี้ช่างอบอุ่นแต่ถ้าจะให้บอกว่าอ้อมกอดนี้ปลอดภัยแล้วหละก็…คำตอบของมันก็คือไม่เพราะชายคนนี้อันตรายมากและมันยิ่งอันตรายสุด ๆ สำหรับตัวเขาเสียด้วย….แต่ตอนนี้เขาก็คงต้องยอมหน่อยก็แล้วกันเพราะเห็นใบหน้ากร้านคมที่อ่อนล้าและดูท่าจะทำงานอย่างหนักเขายอมเป็นหมอนข้างให้สักวันก็คงไม่เป็นอะไร

แต่ก็หวังไว้ว่าถ้าคน ๆ นี้ตื่นมาคงไม่คิดอุตริอะไรอีกนะ…แต่ก็แค่หวังไว้เท่านั้นหละเพราะยังไงทั้งผู้ชายคนนี้และตัวของครีแวนเองก็เป็นคนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อยู่แล้วด้วยสิ

ช่วงเวลาหมุนวนอีกครั้งจากแสงแดดที่สาดส่องตอนนี้ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดแต่ต่างจากภายในห้องที่ตอนนี้โคมไฟระย้าถูกเปิดจนแสงจากหลอดไฟสาดส่องไปทั่วห้อง ซึ่งแสงจากหลอดไฟที่ถูกเปิดขึ้นทำให้ร่างที่หลับใหลที่ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วกี่ครั้งในวันนี้แสบตาจนดวงเนตรสีน้ำทะเลลึกต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้ตนไม่ได้ถูกสวมกอดโดยวงแขนของชายร่างสูงผู้นั้นแล้ว นั่นก็เป็นเพราะชายคนนั้นตอนนี้ยืนอยู่ข้างเตียงในมือถือเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาพร้อมกับกางเกงสแลคสีดำพร้อมกับยื่นมาให้เขา

ไม่มีถ้อยคำใด ๆ เอ่ยออกมาจากริมฝีปากแต่ครีแวนก็รู้ดีกว่าการที่ชายผู้นี้ทำเช่นนี้มันก็หมายความว่าเขาต้องการให้ตัวของครีแวนสวมเสื้อผ้าชุดนี้ แต่เหตุการณ์หลังจากนี้ครีแวนก็ไม่อาจเดาได้ว่ามันจะเป็นยังต่อไป ท่อนแขนเรียวบางยกขึ้นไปรับเสื้อชุดนั้นมาก่อนจะเคลื่อนลงจากเตียงและมุ่งตรงไปที่ห้องน้ำ แต่มีหรือชายผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นยิ่งกว่าอะไรดีจะยอมชายหนุ่มรั้งแขนร่างโปร่งบางเอาไว้พร้อมกับเอ่ยปากสั่งให้ร่าง ๆ นั้นเปลี่ยนเสื้อตรงนี้ ตรงเบื้องหน้าเขา

ดอนฟีเลทัสช่างเป็นชายหนุ่มที่เอาแน่เอานอนอะไรกับอารมณ์ไม่ได้เลยจริง ๆ ใบหน้าหวานนั้นสะบัดหนีนั่นคือการแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนนั้นจะไม่ยอมทำตามคำสั่งนั่น

“อายหรือยังไงทั้ง ๆ ที่ฉันเห็นร่างกายของนายหมดทุกส่วนแล้วแท้ ๆ” เสียงทุ้มเอ่ยเอ่ยจี้ใจดำร่างโปร่งบางนี้อย่างจังมือบางนั้นยกขึ้นพร้อมกับเหวี่ยงตรงไปหมายที่จะชกหน้าอีกฝ่ายสักทีข้อหาปากเสียพูดอะไรไม่ถูกหู แต่ความหวังที่หมัดของครีแวนจะไปประทับบนใบหน้ากร้านคมของครีแวนก็ยังคงไม่สมหวังร่างสูงนั้นเอี่ยวตัวหลบพร้อมกับหันหลังเดินตรงไปที่ประตู “รีบ ๆ เปลี่ยนเสื้อซะฉันจะพานายลงไปทานอาหารข้างล่าง” เมื่อเสียงทุ้มนั้นเงียบลงก็เป็นเวลาเดียวกันกับบานประตูไม้สลักนั้นปิดลง พร้อม ๆ กับความสงสัยของครีแวนที่ผุดขึ้นเต็มสมอง

ถ้าจะไม่ให้ตัวของครีแวนสงสัยก็ไม่แปลกเพราะตั้งแต่ที่ร่างโปร่งบางนั้นได้ก้าวเข้ามาที่นี่เขาไม่เคยได้อ้าวเท้าออกไปจากห้อง ๆ นี้เลยสักครั้ง แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ถูกอีกฝ่ายลากไปร่วมรักกับบริเวณโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายแต่นั่นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าออกจากห้อง ๆ นี้ได้หรอกนะ

ดังนั้นการที่อีกฝ่ายพูดว่าจะพาเขาลงไปทานอาหารข้างล่างจึงสร้างความสงสัยให้ครีแวนเป็นอย่างมากแต่ก็ดีเพราะถ้าได้ก้าวเดินออกจากห้องนี้เขาก็จะได้มีโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ เพื่อหาช่องทางหนีไปจากแห่งนี้ได้ช่วยเช่นกัน มือบางรีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนออกและรีบเปลี่ยนเป็นเสื้ออีกที่ฝ่ายเตรียมไว้ให้ ผ้าเนื้อดีที่สัมผัสเนื้อทำให้ร่างบางนี้รู้สึกนุ่มสบาย ทว่าชายคนนี้รู้สัดส่วนของเขาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยได้เปิดปากบอกไม่ว่าจะเป็นไซส์เสื้อ รอบเอว รวมไปถึงไซส์รองเท้า ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ไม่รู้ว่าตอนที่เขาหลับไปชายคนนี้นั้นได้ทำอะไรกับร่างกายของเขาบ้างถึงได้รู้สัดส่วนเขาละเอียดเสียขนาดนี้

เมื่อครีแวนเปลี่ยนเสื้อเสร็จขาเรียวทั้งสองข้างก็ก้าวเดินไปที่ประตูและเปิดมันออกซึ่งภายในห้องนั้นก็มีชายหนุ่มร่างสูงที่เมื่อสักครู่ครีแวนนั้นกร่นด่าในใจออกไปเสียยาวเหยียดนั้นนั่งรออยู่

“แต่งตัวเสร็จแล้วเหรอมานี่สิ ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยที่จะให้นายแต่งตัว” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกซึ่งครีแวนก็ต้องยอมเดินเข้าไปตามคำเชื้อเชิญ ไม่ใช่ว่าตนนั้นจะเชื่อฟังอีกฝ่ายหรอกแต่ถ้าหากเขาไม่เดินเข้าไปอีกฝ่ายก็ไม่พ้นเดินเข้ามารั้งร่างให้เขายอมเดินเข้าไปอยู่ดี

ขาทั้งสองข้าวก้าวเดินเข้าไปใบหน้าสวยนั้นแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนว่าตนนั้นไม่พอใจ ใช่ว่าตัวเขาอยากจะให้อีกฝ่ายช่วย ‘แต่งตัว’ เสียเมื่อไหร่ เพราะว่าไอ้การแต่งตัวของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงดังเปลวเพลิงคนนี้นั้นมันไม่ใช่แค่แต่งตัวแต่มันก็ ‘แต่งแต้ม’ สีสันอื่น ๆ บนร่างกายของเขาด้วยเช่นกัน

ร่างเพรียวบางเดินตรงเข้าไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามซึ่งอีกฝ่ายนั้นไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเพราะทันทีที่ร่างโปรงบางทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามร่างสูงก็เอื้อมมือไปกระชากร่างผอมบางนั้นให้เข้ามาประชิดที่ร่างของตน

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะช่วย ‘แต่งตัว’ ให้นาย” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะมือกร้านนั้นค่อย ๆ ยกขึ้นมาโอบไล้เอวบางนั่นอย่างเบามือ

“กับคนอย่างนายฉันคิดว่านายช่วยทำให้มัน ‘หลุดลุ่ย’ มากกว่า ‘แต่งตัว’ นะ”เสียงหวานเอ่ยท้วงติงพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิกหลังมือของอีกฝ่ายให้เคลื่อนออกจากการลูบไล้สะโพกและเอวของเขา “ดังนั้นช่วยกรุณาเอามือของนายออกไปด้วย” ครีแวนเอ่ยเสียงเข้มแต่สำหรับเฮลาสแล้วมันฟังดูน่ารักน่าชังและระรื่นหูดุมือกร้านยังไม่ยอมที่จะปล่อยมือของตนออกจากเอวบางซ้ำยังค่อย ๆ ดึงชายเสื้อที่ถูกใส่เอาไว้ในกางเกงออก

“ขอปฏิเสธ…” เสียงทุ้มเอ่ยตอบพร้อมกับมือกร้านอีกข้างที่กดศีรษะอีกฝ่ายลงเพื่อให้ริมฝีปากบางนั้นโน้มลงมาประทับริมฝีปากกับตัวเขาลิ้นหนานั้นไล้เลียริมฝีปากบางเบา ๆ ก่อนจะผละออก โดยการกระทำนี้ทำให้ครีแวนสงสัยเป็นอย่างมากเพราะว่าถ้าชายคนนี้ไม่จูบเขาจนหมดลมหายใจก็ไม่เคยคิดที่จะถอนริมฝีปากออกก่อนเลยสักครั้ง ซึ่งความสงสัยพวกนี้ก็คงอยู่ไม่นาน เสียงทุ้มเอ่ยดังอีกครั้งพร้อมกับถ้อยคำพูดที่คลายความสงสัยทั้งหมดที่อยู่ในหัวของครีแวนออกไป “ก่อนทานอาหารเย็นจะทานของหวานก่อนก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยก็ขอรู้ว่าของหวานหลังอาหารค่ำนั้นคืออะไรก่อนก็ยังดี” สิ้นเสียงทุ้มริมฝีปากหนาก็คลี่รอยยิ้มกว้างซึ่งรอยยิ้มนั่นมันช่างกวนประสาทส่วนเท้าของครีแวนจริง ๆ ถ้าไม่ติดว่าเขาคือเชลยของคน ๆ นี้ มิแคล้วได้ไม่มือก็เท้าคงประเคนถูกใส่ไปสักทีสองที ร่างเพรียวบางพยายามยื้อร่างของตนออกจากอ้อมกอดและค่อย ๆ จัดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่เข้าทาง

“…ขอโทษที่ขัดจังหวะการชิมของหวานแต่ฉันคิดว่าตอนนี้มันถึงเวลาทานอาหารค่ำแล้ว และฉันคิดว่า ‘ของหวาน’ หลังอาหารค่ำมันคงไม่มี” ครีแวนเอ่ยพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กอดกันไว้บริเวณอก เนตรคู่งามปรายตามองใบหน้าคมที่เหยียดรอยยิ้มนั่น ทั้งสองคนจ้องมองกันอยู่แบบนี้ไปอีกสักพักจนในที่สุดก็มีฝ่ายที่ยอมแพ้ซึ่งน่าแปลกที่คราวนี้คนที่ยอมแพ้และล่าถอยไปนั่นก็คือชายหนุ่มร่างสูงที่มีนามกว่าเฮลาส ฟีเลทัส

“ถ้านายว่าไม่มี…ก็ไม่มี” เสียงทุ้มเอ่ยตอบก่อนจะโยนเสื้อสูทเนื้อดีในมือไปให้ครีแวน “สวมมันซะเราจะได้ลงไปทานอาหารเย็นสักที” สิ้นเสียงร่างสูงก็ผุดลุกจากโซฟาและมือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปกอบกุมมือชองอีกฝ่ายเอาไว้ซึ่งการกระทำเช่นนี้เฮลาสนั้นได้ให้คำอธิบายแก่ครีแวนว่า ‘เดี๋ยวหลงทาง’ เพียงแต่คำพูดสั้น ๆ ทำให้ครีแวนถึงกับนิ่งเงียบและโดนคนที่ตัวโตกว่าลากลงไปทานอาหารค่ำที่ห้องโถงด้านล่าง

ตลอดระยะทางที่ครีแวนนั้นได้ก้าวผ่านทุกที่ถูกตกแต่งตามสไตล์วินเทจ ซึ่งออกจะดูโบราณไปสักนิดสำหรับเขาหากแต่มันก็มีความลงตัวของมันอยู่ โดยเฉพาะผ่าม่านสีแดงเข้มที่ติดไว้ตามหน้าต่างมักจะมีดิ้นสีทองประดับอยู่ตรงชายทุกชิ้นการเลือกของตกแต่งและสีของเครื่องเรือนนั้นมันก็คงเป็นการตัดสินใจของชายหนุ่มร่างสูงผู้ที่ตอนนี้กำลังเดินนำอยู่เบื้องหน้าเขาแน่นอน

สายตาสอดส่องไปทั่วเพื่อหาหนทางหนีแต่ดูท่าแล้วการหลบนี้ออกจากที่นี่ดูมันจะยากเย็นเสียเหลือเกินไม่ว่าจุดไหน ตรงไหนก็เต็มไปด้วยเวรยาม ที่สำคัญเวรยามในแต่ละจุดไม่ได้มียืนแค่คนเดียว อย่างน้อยมันก็ไม่ต่ำกว่าสองคนจะหนีไปทางไหนดีนะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นพร้อมกับสมองที่พยายามคิดหนทางที่ให้ตัวเองหนีรอดจากที่แห่งนี้และดูเหมือนสมองของครีแวนจะประมวลผลนานไปสักหน่อยเพราะเวลาผ่านไปช่วงอึดใจตอนนี้ร่างของเฮลาสที่พ่วงด้วยครีแวนก็ยืนอยู่ในห้องโถงที่ใช้รับประทานอาหาร

“ถึงแล้วหละแต่ดูเหมือนว่าท่าทางของนายจะไม่ค่อยสนใจอาหารค่ำมื้อนี้สักเท่าไหร่นัก มัวแต่สอดสายตามองหาทางหนีอยู่หรือยังไง” ถ้อยคำนั้นจี้ใจดำครีแวนอย่างจัง แม้ตนจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาจะหาทางหลบหนีแต่ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาของตัวเขานั้นจะดูง่ายเกินไป

และที่มันแย่ไปกว่านั้นตัวของเขานั้นชอบแสดงท่าทางตรงตามความคิด และปากมักจะเลือกที่จะพูดอะไรตรง ๆ ออกไปแทนการอ้อมค้อม ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวเขาจะมีเรื่องกับคนอื่นบ่อย ๆ เพราะปากและการกระทำของตนอย่างเช่นครั้งนี้

“หืม…รู้ก็ดีนี่หาคนเฝ้าไว้เยอะ ๆ หละถ้าเผลอนายไม่เห็นหัวฉันอยู่ในนี้แน่นอน” ปากนั้นไวกว่าความคิด หลังจากที่กร่นด่าตัวเองไปไม่นาน ปากเจ้ากรรมก็ดันไปพูดท้าทายอีกฝ่ายเสียแล้ว แต่ดูเหมือนการพูดท้าทายนี่จะไม่ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาโกรธ ซ้ำยังชายคนนั้นยังหลุดหัวเราะออกมาเสียด้วย

“ถ้าแบบนั้นแค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยรับคำท้าพร้อมกับเดินจูงมือร่างเพรียวบางนั้นไปนั่งที่โต๊ะอาหาร “เชิญนั่งสิที่นั่งตรงนี้ของนาย” เสียงทุ้มเอ่ยเชิญท่อนแขนแกร่งนั้นผายไปที่เก้าอี้ที่จัดไว้บริเวณที่นั่งด้านขวาของตน การกระทำแบบนี้ไม่ค่อยจะโจ่งแจ้งเลยสักนิดเดียวริมฝีปากบางเม้มแน่นแต่ก็ยอมนั่งลงบนเก้าอี้ที่อีกฝ่ายเชิญ

“ให้เกียรติกันขนาดนี้คิดว่าวันนี้จะเปลี่ยนใจหรือยังไงกัน ‘ของหวาน’ สำหรับนายคืนนี้หนะไม่มีหรอก” ครีแวนเอ่ยซ้ำเป็นรอบที่สองเพื่อย้ำเตือนความทรงจำของอีกฝ่าย ทว่าชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงเข้มนั้นได้แต่ไหวไหล่กลับมาพร้อมกับเริ่มลงมือทานอาหารค่ำโดยไม่สนใจว่าร่างเพรียวบางนี้จะเอ่ยย้ำเตือนเรื่อง ‘นั้น’ สักกี่ครั้งก็ตาม

เมื่อพูดย้ำจนเสียงแหบแห้งคราวนี้ก็ถึงเวลาที่ครีแวนนั้นจะได้เริ่มทานอาหารเสียที เริ่มแรกของการทานอาหารที่ได้เล่าเรียนมาก่อนจะเป็นเมนคอร์สก็คือออร์เดิฟที่ทานแล้วเบาท้องมือบางหยิบช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาพร้อมกับนั่งทานเงียบ ๆ แม้ตัวเขาจะไม่เคยทานอาหารที่เลิศหรูขนาดนี้มาก่อน แต่การรู้ว่ามันทานยังไงก็ไม่เสียหาย ครีแวนไล่ทานอาหารตามเมนูที่ทางพ่อบ้านและเมดเสิร์ฟไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนมันจะหนักท้องขึ้นทุกที ๆ ซ้ำเขายังเริ่มมึนหัวขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วย ท่าทางอาหารทางแถบรัสเซียจะใส่แอลกอฮอลมากเกินไป ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าอาหารทางรัสเซียส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงและมักจะมีแอลกอฮอลผสมอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าอาหารของที่นี่คงไม่ทำมาให้ถูกปากตัวเขาแต่มันทำมาเพื่อให้ถูกปากผู้เป็นเจ้านายของพวกตน ซึ่งจุด ๆ นี้ครีแวนก็ไม่สามารถเอ่ยว่าอะไรพวกเขาได้ ทว่ายิ่งตัวของครีแวนทานอาหารพวกนี้ไปมากเท่าไหร่ตัวของเขาก็ยิ่งมึนหัวมากเท่านั้น มันอาจจะเป็นเพราะไข้หวัดที่ยังไม่หายดีบวกเพิ่มด้วยสุราที่ผสมลงมาในอาหารมันจึงทำให้ตัวของเขาถึงกับพะอืดพะอมอยากจะคายของที่ตนทานไปก่อนหน้านี้ออกมาให้หมดมือบางพยายามควานหากระดาษเพื่อนำมาปิดปากแต่เหมือนว่ามันจะไม่ทันสีแล้ว ร่างสูงโปร่งไอออกมาเสียจนตัวงอก่อนจะค่อย ๆ คายของเก่าหรือเรียกง่าย ๆ ว่าอาเจียนสิ่งที่อยู่ในท้องออกมาแทบจะทั้งหมดสภาพแบบนี้ไม่ควรใช้แค่คำว่าเขินอายแต่ควรใช้คำว่าเสียหายจนแทบอยากจะมุดตัวนี้ลงไปในพื้นดินแต่ก่อนที่ครีแวนนั้นจะอาเจียนออกมาร่างสูงของเฮลาสก็ลุกขึ้นพร้อมกับใช้แขนทั้งสองข้างนั้นโอบกอดรอบตัวของครีแวนเอาไว้

ชายคนนี้ราวกับรู้ว่าเขานั้นล่วงรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขาไม่ว่าจะเป็นอาการ ความคิดและรวมไปถึงร่างกาย ครีแวนอาเจียนออกมาอีกสองถึงสามรอบในที่สุดอาการพะอืดพะอมเหล่านั้นก็หยุดลง ร่างสูงสง่านั้นรวบตัวครีแวนขึ้นมาอุ้มพร้อมกับเดินตรงกลับไปที่ห้องพักส่วนตัวของตน

แม้จะหนีพ้นจากการอับอายรอบแรกแต่ก็หนีไปพ้นการอับอายรอบสอง ครีแวนหลับนอนหลับตาอยู่ในวงแขนแกร่งและปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มตนจนถึงห้องพัก และที่แรกที่ร่างสูงนั้นพาร่างโปร่งในอ้อมแขนตนไปนั่นก็คือห้องน้ำในห้องนอนส่วนตัวเขาวางร่าง ๆ นี้ลงในอ่างอาบน้ำตามด้วยการเปิดฝักบัวให้หยาดน้ำอุ่นไหลลงมาทำความสะอาดร่างกายของครีแวน มือหนาค่อย ๆ เคลื่อนไปปลดกระดุมเสื้อของร่างโปร่งบางจากเม็ดแรก ไปเม็ดที่สอง และเม็ดที่สามในที่สุดเสื้อชิ้นแรกที่ปกปิดร่างกายโปร่งบางนี้ก็ถูกปลดออกจากร่างกายชายหนุ่มร่างสูงโยนมันทิ้งอย่างไม่ใยดี และหันไปสนใจกับเสื้อชั้นที่สองที่ในตอนนี้เปียกชุมจนแนบไปกับเรื้อนร่างที่แสนเร้าอารมณ์นี่ เฮลาสถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่เขาไม่เคยทำเช่นนี้ให้ใครมาก่อนและไม่เคยคิดว่าจะได้ทำให้ใครด้วย การอดทนไม่ขย้ำสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่มันช่างเป็นสิ่งที่โหดร้ายจริง ๆ

มือกร้านค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวขาวสะอาดมันทำให้ร่าง ๆ นั้นสะดุ้งเฮือกทุกครั้งความจริงตนนั้นก็อยากที่จะทำอะไรตามใจ ทว่าคนตรงหน้านั้นป่วยหนักเกินกว่าจะรองรับเรื่องพวกนั้นได้เขาก็ได้แต่ข่มอารมณ์ของตนเอาไว้เท่านั้นและในขณะที่มือกร้านกำลังจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดสุดท้ายมือเรียวบางก็เอื้อมขึ้นมาจับข้อมือของเขาเอาไว้เสียก่อน

“ฉันจัดการตัวเองได้นายนั่นหละไปล้างตัวก่อนดีกว่า…ฉันอ้วกใส่ไปตั้งเยอะ” ริมฝีปากบางสั่นระริกจนเกินกว่าจะพูดเป็นประโยคหากแต่ร่างเพรียวบางร่างนี้กับใส่ใจตัวเขามากกว่าที่ตัวเฮลาสนั้นได้คิดไว้ใบหน้ากร้านคมพยักหน้าตอบเบา ๆ พร้อมกับลุกขึ้นไปถอดเสื้อสูทของตนออก

เขาไม่เคยเชื่อฟังคำพูดของใคร ไม่คิดแม้แต่จะสั่งแต่ทำไมกับคน ๆ นี้เขากลับยอมรับคำพูดนั้นได้ง่าย ๆ คิ้วเข้มทีประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นขมวดเป็นปมเล็กแต่หากแต่คิดไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ร่างสูงปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกเสร็จและในขณะเดียวกันร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าเช่นกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งสองคนต่างปลดเปลื้องทุกอย่างออกจากตัวแต่เราทั้งสองคงไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีแม้แต่การจูบหรือแตะตัวอีกฝ่ายหนึ่งยืนอาบน้ำอยู่เงียบ ๆ จริงบริเวณฝักบัวส่วนอีกหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ภายในอ่างอาบน้ำ ภายในห้องน้ำคนทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไรออกมาเพราะฝ่ายหนึ่งอับอายกับอาการอ่อนแอของตนกับอีกฝ่ายก็เกรงว่าตนจะพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายออกมาความรู้สึกพวกนั้นทำให้ภายในห้อง ๆ นี้มีแต่เสียงน้ำไหลที่ลงมากระทบร่างกายของคนทั้งสองเท่านั้น

ความเงียบสงัดนี้ยังคงนำเดินต่อไปอีกนานซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปนั้นไม่รู้ว่ามันดำเนินไปนานขนาดไหนในที่สุดเสียงน้ำไหลก็หยุดลงร่างสูงของชายหนุ่มที่มีนามว่าเฮลาสก้าวเดินตรงไปที่บริเวณอ่างอาบน้ำก่อนจะรวบตัวอีกฝ่ายและอุ้มขึ้นมาในลักษณะเช่นเดิม

ร่างโปร่งบางถูกอุ้มมาวางไว้บนเตียงร่างขาวเนียนราวกับน้ำนมนั้นยังคงเปลือยเปล่า ซึ่งต่างจากชายหนุ่มร่างสูงที่มีผิวคล้ำแดดนั้นได้สวมเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มเรียบร้อยแล้ว

“ยังมึนหัวอยู่อีกเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามนิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่เปียกน้ำออกจากใบหน้าของร่างเพรียวบาง ซึ่งคำตอบที่ตัวของเฮลาสได้นั่นก็คือการพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ เป็นคำตอบ ท่าทางอาการที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายจะหนักกว่าที่เขาคิดแล้วกระมัง เพราะดูจากอาการตอนนี้หากอีกฝ่ายเอ่ยพูดไม่สิต้องเรียกว่าแค่เปิดปากตัวเองออกก็คงหลุดอาเจียนออกมาแน่นอนปลายนิ้วแกร่งยังคงม้วนปอยผมยาวประบ่าของร่างโปร่งบางเล่น

“แล้วลุกขึ้นยืนไหวไหม” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยถามออกมาต่อซึ่งใบหน้าขาวนั้นก็ส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบแทนการเปิดปากพูด

“งั้นก็นั่งรอตรงนี้เดี๋ยวฉันไปเอาผ้าเช็ดตัวมาให้” ซึ่งตอบตอบที่มาจากร่างโปร่งบางก็คือการพยักหน้าขึ้นลงแทนคำพูดเช่นเดิม

สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขาเวลาไม่พูดไม่จามันทำให้ห้อง ๆ นี้เงียบเหงาได้ถึงขนาดนี้เลยหรือยังไงเฮลาสลอบคิดในใจขาทั้งสองข้างนั้นก็พลางก้าวเดินเข้าไปหยิบผ้าขนหนูสีขาวนั่นติดมือมาผืนหนึ่งก่อนที่จะหันหลังกลับเดินไปยังที่ ๆ ร่างโปร่งบางนั้นนั่งอยู่ ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดถูกกางออกคลุมศีรษะที่เต็มไปด้วยเรือนผมสีน้ำเงินจากนั้นมือกร้านก็ค่อย ๆ บรรจงเช็ดผมให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ

เขาไม่เคยทำให้ใครแบบนี้มาก่อน และไม่เคยแม้แต่คิดที่จะทำ แต่ทำไมคน ๆ นี้กับทำให้เขารู้สึกอยากที่จะดูแล อยากที่จะเอาใจใส่กัน ริมฝีปากหนาเม้มแน่นใบหน้าคมแสดงสีหน้ากังวลออกมาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ทั้งๆที่เฝ้าบอกตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมตนมีจุดอ่อนเด็ดขาดแต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าตอนนี้จุดอ่อนของเขานั้นเกิดขึ้นเสียแล้ว และมันเกิดขึ้นจากร่างตรงหน้านี้นั่นเอง

มือกร้านแทรกมือเข้าไปตามกลุ่มเส้นไหมสีน้ำเงินแปลกตาใบหน้าคมเขยิบเข้าไปใกล้และจุมพิศแผ่วเบาลงที่ขมับด้านขวา มันช่างเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าตอนนั้นผู้กระทำรู้สึกอย่างไรและผู้ถูกกระทำรู้สึกอย่างไรใบหน้าสวยพยายามก้มหน้าหลบ ส่วนใบหน้ากร้านคมเหลือที่จะเบือนหน้าหนี ผ้าขนหนูสีขาวตอนนี้ไม่ได้คลุมศีรษะของร่างโปร่งบางอีกเลยเพราะสถานที่ที่มันอยู่ตอนนี้เปลี่ยนไปคลุมอยู่บริเวณบ่าของร่างเพรียวบางนี้แทน

“แต่งตัวซะเดี๋ยวจะไม่สบายหนักอีก เดี๋ยวฉันออกไปเคลียร์งานข้างนอกก่อนจะหลับไปก่อนก็หลับไปได้เลย” เสียงทุ้มเอ่ยสั่งและไม่คิดจะหันกลับมารับรู้คำตอบขาแกร่งค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปช้า ๆ เล่นเดียวกับความรู้สึกที่แสนแข็งกระด้างของครีแวนที่มันเริ่มสั่นคลอนไปมา

มือทั้งสองข้างค่อย ๆ หยิบชุดนอนที่อีกฝ่ายเตรียมให้ขึ้นมาสวมพร้อมกับเอนตัวลงนอนราบไปกับเตียง นี่เป็นครั้งแรกที่ครีแวนได้นอนนิ่ง ๆ บนเตียงนี้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเตียง ๆ นี้มันกว้างมากเหลือเกิน ใบหน้าสวยซุกลงกับหมอนพร้อมกับสูดกลิ่นไอที่ตนไม่รู้ว่ามันให้ความรู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กลิ่นไอของคน ๆ นั้น…

เมื่อความคิดพวกนั้นลอยเข้ามาในสมองร่างโปร่งบางก็ลุกขึ้นพรอมกับสะบัดศีรษะไปมาแรงๆ เพื่อไล่ความคิดไร้สาระพวกนี้ให้ออกจากสมองไปให้หมด ตอนนี้สิ่งที่สมองของเขาต้องคิดนั่นก็คือหาทางหนีออกจากที่นี่กลับบ้านไปหาวิเวียน แต่ดูเหมือนว่าหนทางนั้นจะแลดูยากลำบากเสียเหลือเกิน ประการแรกคือเขาจะออกจากห้องนี้ได้ยังไงถ้าเขาไม่ได้ก้าวเดินออกไปพร้อม ๆ กับชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงเข้ม ประการที่สองคือเมื่อออกไปได้แล้วเขาจะหลบอีกฝ่ายให้พ้นได้อย่างไร ประการที่สามเมื่อสองข้อแรกสำเร็จ…เขาจะออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้ได้ยังไงเพราะไม่ว่าทางไหนก็มีการ์ดคอยคุมทางเข้าทางออก ซ้ำพื้นที่ที่ตั้งคฤหาสน์แห่งนี้ก็แสนกว้างใหญ่จนไม่รู้ว่าตรงไหนคือจุดสิ้นสุดเขตแดนของคฤหาสน์ ยิ่งคิดคิ้วเรียวก็ยิ่งขมวดเป็นปมแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดความคิดที่จะหาทางหลบหนีของครีแวนต้องเป็นอันล้มพับไปก่อนด้วยเหตุผลที่ว่ายาที่เขาถูกยัดใส่ปากเมื่อก่อนหน้านี้มันออกฤทธิ์และตอนนี้เขาก็ง่วงนอนมากถึงมากที่สุด ร่างบอบบางเอนตัวลงนอนลงไปบนเตียงอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้ร่างโปร่งบางนั้นนอนขดตัวราวกับว่าตนนั้นต้องการความอบอุ่นเวลาผ่านไปไม่นานนักร่าง ๆ นี้ก็จมดิ่งลงไปในห้วงนิทรา เส้นทางที่ตนเดินอย่างโดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน…เริ่มมีคนเดินเข้ามาวุ่นวายและถ้าหากคน ๆ นั้นล่วงล้ำเข้ามามากกว่านี้เล่า การเดินหนีออกมามันจะทำได้ง่าย ๆ งั้นหรือ

ร่างสูงสง่านั่งก้มหน้าอ่านตัวอักษรที่ถูกจัดเรียงไว้บนกระดาษใบหน้ากร้านคมดูจะตึงเครียดเล็กน้อย ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกด้านมืดตึงเครียดเช่นนี้มันก็ไม่ได้มาจากเอกสารที่อยู่ในมือของเขา ไม่ใช่รายงานที่ถูกเขียนมาว่าพื้นที่ทางเขตเหนือถูกมาเฟียต่างถิ่นเข้ามาขยายอิทธิพลหากแต่คนที่ทำให้คิ้วเข้มขมวดจนเป็นปมขนาดนี้ได้นั้น นั่นก็คือร่างโปร่งบางที่ตอนนี้คงนอนหลับใหลอยู่บนเตียงภายในห้องนอนส่วนตัวของเขานั่นหละ

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งจะสามารถทำให้เจ้านายนั้นหวั่นไหวได้และไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครทำให้หัวใจที่ด้านชาไปแล้วมีความรู้สึกขึ้นมา

ยิ่งคิดก็ยิ่งวิตก ยิ่งวิตกว่าสัตว์เลี้ยงตัวนี้จะขึ้นมามีอำนาจเหนือจิตใจและกลายเป็นจุดอ่อนของเขา…ถ้าเป็นแบบนั้นเขาควรจะปล่อยให้สัตว์ตัวนี้คืนสู่ป่าไปหรือจะปกป้องและเก็บมันเอาไว้กับตัว…

มันเป็นหนทางที่ตัวของเฮลาสต้องเลือกซึ่งไม่ว่าทางไหนมันก็มีทั้งผลดีและผลเสียทั้งนั้น…

Blue Rose