Tags » Forever Love

Are you not a perfect sliced part of my soul?

A woman born on this land to find the imperfect me, 

A half of my heart and a million pieces of my dreams.  87 more words

Life

One Day You're Going To Meet Someone Who Stays No Matter What

One day you’re going to meet someone who will remind you how all those beautiful words in songs, poems, and stories were written.

One day you are going to meet someone who will make you feel scared of what you’re feeling – of that intense pull that you won’t be able to ignore. 584 more words

“Forever Love” (Toshl/Yoshiki) : บทที่ 4

 

          “โยจจัง คือว่าฉันน่ะ…”
          “ว่ายังไง?”
          “…”
          “เอาแต่ยิ้มอยู่นั่น วันนี้ฉันจะได้รู้ไหม”

          “ใจเย็นๆ สิ อย่าเพิ่งปรี๊ด”
          แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ถึงกับขึ้นเสียงจนกระโชกโฮกฮากอะไรขนาดนั้น แต่ชายหนุ่มก็ชอบที่จะพูดจาหยอกเอินอีกคนอยู่ร่ำไปตามประสาชายหนุ่มอารมณ์ดี
          “อืม…จะเริ่มยังไงดี…” หากแต่ ณ ตอนนี้ หนุ่มขี้เล่นคนนั้นกลับมีอาการประหม่า พูดจาจับต้นชนปลายผิดๆ ถูกๆ จนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ ด้วยชักไม่แน่ใจว่าวันนี้จะได้รู้เรื่องไหม
          “อะไรของนายฮิเดะ มีอะไรก็พูดมาสิ” คราวนี้โยชิกิเพิ่มระดับเสียงขึ้นมาเล็กน้อย
          
“เอ้ย พูดแล้วๆ”
          
ชายหนุ่มกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าให้ดูจริงจังมากขึ้นจนอีกคนรู้สึกได้…คราวนี้ คงจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างทุกที
          “โยชิกิ นายยังไม่มีใครในใจใช่ไหม?”
          
คำถามตรงไปตรงมา ดูเหมือนจะไม่ใช่คำถามที่เข้าใจยากอะไรมาก หากแต่กลับทำเอาคนฟังนิ่งอึ้งไป ยิ่งคำพูดนี้ถูกพูดออกมาโดยฮิเดะด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โยชิกิรู้สึกแปลกใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า ตะกุกตะกัก
          “มะ…หมายความว่าอะไร จู่ๆ ก็มาถามคำถามแบบนี้…” โยชิกิเสมองไปทางอื่น ดูเหมือนจะพยายามเก็บอาการเขินอายเอาไว้อย่างเต็มที่ หากแต่ท่าทีแบบนั้นกลับทำให้อีกฝ่ายยิ่งได้ใจ สองเท้าพลอยขยับก้าวเข้ามายืนประชิดอีกคนมากกว่าเดิม
          “ก็หมายความตามนั้นแหละ ตอนนี้นายมีคนที่ชอบอยู่หรือเปล่า?”
          หากไม่ใช่เพราะสายตาคาดคั้นอย่างคนมีความหวังที่จ้องมองมานั้น โยชิกิก็คงไม่ต้องลังเลเลยสักนิดที่จะให้คำตอบ “เอ่อ…ถ้ามีหรือไม่มี แล้วนายจะทำไมเหรอ?”
          มือแกร่งเอื้อมขึ้นมาบีบไหล่ทั้งสองข้าง บังคับให้คนตรงหน้าหันมาประจันหน้ากันในที่สุด ดวงตากลมโตแน่วแน่ ที่ตอนนี้ไร้ซึ่งแว่นดำปกปิดเหมือนทุกที กำลังจ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้น ราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดภายในใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างหนักแน่นว่า
          “ก็เพราะฉันชอบนายไง โยชิกิ”
          เงียบ…ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆ จากคนตรงหน้า
          “ถ้านายยังไม่มีใครในใจ ขอให้ฉันได้เป็นคนนั้นจะได้ไหม?”
          
อาการนิ่งเงียบของโยชิกิทำเอาชายหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ลึกลงไปภายในใจนั้น เจ้าตัวเองคงจะพอรู้ตัวแล้วบ้างว่า วันนี้คงจะยังไม่ใช่วันของเขา…หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมา กลับทำให้ชายหนุ่มเกิดรู้สึกใจชื้น พอจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
          “คือฉัน…ไม่รู้สิ…บางทีฉันอาจจะมีใครในใจอยู่ก็ได้ หรือบางทีอาจจะไม่มี…ฉันเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน”
          “ทำไมล่ะ? เป็นเพราะเขาคนนั้นทำให้นายรู้สึกไม่แน่ใจหรือเปล่า”
          
โยชิกิมองหน้าอีกคนนิ่ง พยายามคิดทบทวนภายในใจอยู่นานถึงความรู้สึกของตนเอง ภาพต่างๆ ประกอบขึ้นมาในหัวเหมือนหนังที่ถูกนำมาฉายใหม่ ก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะหายไปด้วยสัมผัสของอีกฝ่ายที่เอื้อมมากอบกุมมือของตนเองเอาไว้แน่น
          “ฉันสัญญา ถ้าหากเป็นฉัน ฉันจะไม่มีทางทำให้นายรู้สึกลังเลในตัวฉันเลย”
          “ฮิเดะ…”
          “เพราะฉะนั้น ได้โปรดรับรักฉันเถอะนะ โยชิกิ”

          ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองมือสองมือที่กอบกุมมือของตนเองเอาไว้แน่น ใบหน้าฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด เมื่อต้องกลั้นใจเอ่ยถ้อยคำที่รู้อยู่แก่ใจว่า จะต้องทำให้อีกฝ่ายผิดหวังอย่างเป็นแน่
          “ขอบใจนายมากนะฮิเดะ สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ แต่ตอนนี้…ฉันยังไม่อยากตัดสินใจไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้หัวใจตัวเอง มันอาจเป็นเพราะความโลเลของฉันเองที่ไม่อยากให้ใครเสียใจ ฉันกลัวว่าการตัดสินใจของฉันจะทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และอีกอย่างคือ…ฉันไม่อาจทนรับความจริงที่ต้องทำให้ตัวเองรู้สึกผิดหวัง หากว่าผลที่ออกมามันไม่เหมือนกับที่ฉันหวังเอาไว้”
          “เข้าใจล่ะ แสดงว่าตอนนี้นายมีใครในใจอยู่”
คำพูดที่เปล่งออกมาฟังดูเป็นปกติ น้ำเสียงนั้นไม่มีแม้แต่แววของความผิดหวังของเขาผู้นี้
          “นาย…รู้ได้ยังไง?”
          
จะมีสักกี่คนเชียว ที่จะจับสังเกตไม่ได้เลยถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างโยชิกิกับคนคนนั้น หากแต่คนทั้งคู่ก็ยังมิเคยที่จะยอมรับหรือพูดออกมาให้ชัดเจน นั่นจึงทำให้ฮิเดะกล้าพอที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้งเพื่อให้ตนเองนั้นแน่ใจ และหากแม้โยชิกิจะไม่เลือกเขาก็ไม่เป็นไร ดีเสียอีกที่จะหยุดยั้งความรู้สึกตนเองให้ทันท่วงที
          “ถ้าในหัวใจนายไม่มีใคร นายจะไม่มีทางมานั่งลังเลอยู่อย่างนี้เลย แม้ตอนนี้ฉันสารภาพความในใจออกไปแล้ว นายก็ยังกังวลอยู่ นั่นเป็นเพราะนายคิดถึงคนคนนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรนายจะคิดถึงความรู้สึกเขาเสมอ ไม่ก็บางที…นายอาจจะมีใจให้ฉันด้วยเหมือนกัน นายถึงได้ไม่แน่ใจตัวเองขนาดนี้ และฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
          “…”
          “ถ้าฉันเป็นเขา…ฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอนานอยู่อย่างนี้”

          .
          .
          .
          “ฮิเดะ…”
          โยชิกิตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่แก้มทั้งสองข้างเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ชายหนุ่มกลอกตาไปรอบๆ และพบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในห้องนอน เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า ภาพสุดท้ายที่จำได้คือ โทชิเดินออกไปจากห้องเพราะเขาเองที่เป็นคนบอกให้ออกไป
          “ฮิเดะ…”
          ภาพในอดีตตามมาหลอกหลอนถึงในความฝัน หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่ใช่ความฝัน
          เหตุการณ์ในตอนนั้น เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่โทชิเดินเข้ามาบอกบางอย่างกับเขาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ช่างเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน และเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน
          คนหนึ่งแสนจะรัก แสนจะเข้าอกเข้าใจ แต่อีกคนหนึ่งก็แสนจะผูกพัน ขาดจากกันเสียมิได้…ที่สำคัญคือ ทั้งสองคนต่างเป็นเพื่อนกัน แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้ชายหนุ่มลังเลใจได้อย่างไร
          “ก็เพราะฉันชอบนายไง โยชิกิ”
          “เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้”

          โยชิกิพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง บนใบหน้ายังคงมีน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไปตามแรงสะอื้นที่นับว่าไม่เบาเท่าใดนัก เป็นอีกครั้งที่โยชิกิหวนนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคนคนนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนชายหนุ่มจะจำได้จนเจนตาและเจนใจ ยามใดที่เขารำลึกถึง ภาพเหล่านี้จะปรากฏชัดขึ้นในความทรงจำอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยไม่ต้องใช้การรำลึกนึกค้นแม้แต่น้อย เป็นความทรงจำที่เขาเองก็มิได้ตั้งใจ หากแต่เสมือนภาพพิมพ์อยู่ในส่วนลึกอันมิเคยเลือนหายไปด้วยกาลเวลาหรือสิ่งใดทั้งสิ้น
          ‘ปวดหัว…ทำไมปวดหัวอย่างนี้…’
          ชายหนุ่มยกมือขึ้นมากุมขมับ ก่อนจะก้มหน้าลงจนตัวงอไปจรดอยู่ที่หัวเข่า ร่างกายยังคงสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ‘ปวดหัวจังเลย…’
          ประตูห้องนอนค่อยๆ แง้มออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาอย่างไม่ทันได้สังเกตอีกคนที่นั่งตัวงออยู่บนเตียง ในมือนั้นถือชามอ่างใส่น้ำอุ่น มีผ้าขนหนูผืนเล็กถือติดมือเข้ามาด้วย ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่นานต้องได้ใช้มัน และในทันทีที่คนเข้ามาใหม่เงยหน้าขึ้นเหลียวไปเห็นภาพของอีกฝ่ายที่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ อีกทั้งท่าทางที่มีอาการกระสับกระส่ายนั้น ก็ทำให้ชายหนุ่มรีบปรี่เข้ามานั่งลงข้างๆ วางชามใส่น้ำอุ่นลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเต็มแรงจนน้ำในชามกระฉอก
          “โยชิกิ!?”
          น้ำเสียงร้อนรนที่ขานชื่อตนเอง ทำให้โยชิกิเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องนอนของตน และตอนนี้เขาผู้นั้นก็ได้มานั่งอยู่ข้างๆ ทันทีที่ฝ่ามือทั้งสองข้างสัมผัสเข้ากับร่างกายที่สั่นไหว ดูเหมือนร่างบอบบางจะตอบสนองต่อสัมผัสนั้นในทันที เมื่อจู่ๆ โยชิกิก็โผเข้ากอดอีกคนอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
          เสียงตื่นตระหนกที่คอยพร่ำเรียกชื่อเขาซ้ำๆ ซากๆ ว่า
          “โทชิ…โทชิ…”
          ทำให้เขาพะว้าพะวังด้วยความห่วงใย
          ชายหนุ่มโอบกอดร่างอันสั่นเทานั้นไว้ในทันทีที่เห็นบุคคลอันเป็นที่รักมีสภาพยิ่งกว่าอิดโรย ริมฝีปากบางที่กระซิบอยู่แทบหูนั้นออกอาการสั่นเล็กน้อยเพราะความรู้สึกหวาดหวั่น ถึงกระนั้นแววของความอ่อนโยนก็ยังคงปรากฏอยู่ในน้ำเสียง
          “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร…ไหนเป็นอะไรบอกฉันซิ รู้สึกไม่สบายใช่ไหม?”
          โทชิค่อยๆ ผละอีกฝ่ายออกจากอ้อมกอดเพื่อพินิจดูใบหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดวงตาดำยาวรี มองผิวแก้มสีนวลที่แดงจัดเพราะอาการไข้ ชายหนุ่มใช้หลังมืออังที่หน้าผากและซอกคอของอีกคน เขาไม่สบายใจมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่าร่างของโยชิกิที่โอบประคองอยู่ร้อนจัดขึ้นมากกว่าเดิม จากก่อนหน้านี้ที่ชายหนุ่มแอบเข้ามาในห้อง และพบว่าโยชิกินอนหดคดคู้ตัวงอเป็นกุ้ง เมื่อเขาได้ลองเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าผากเบาๆ ก็ทำให้ต้องรีบกุลีกุจอกลับออกไปหาน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูเพื่อนำมาเช็ดตัวให้
          “โยจจังเป็นอะไร? ปวดหัวมากไหม? ตัวร้อนกว่าเมื่อกี้อีก…เดี๋ยวฉันเช็ดตัวให้นะ ไม่ต้องร้องไห้” ชายหนุ่มพูดพลางใช้นิ้วปาดเช็ดน้ำตาข้างแก้มให้อย่างเบามือ ความรู้สึกเห็นใจเต็มตื้นอยู่ในอก เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีอาการสั่นระริกๆ ซึ่งตัวโทชิเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากอาการไข้หรือเป็นเพราะโยชิกิกำลังร้องไห้อยู่กันแน่
          แม้ได้เอ่ยไปเป็นเชิงขออนุญาตแล้ว หากแต่โยชิกิก็โผกลับเข้าไปซุกกับอกของอีกฝ่ายอย่างดื้อดึง จนเจ้าตัวต้องค่อยๆ ลูบหัวปลอบประโลมอย่างเสียมิได้ “เป็นอะไร…เป็นอะไร หืม”
          ใบหน้าที่ซุกแน่นอยู่แทบอก อีกทั้งแรงสะอื้นฮัก ทำให้เสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูอู้อี้
          “ฮิเดะ…ฉัน…คิดถึง…”
          “คิดถึงฮิเดะเหรอ?” ชายหนุ่มกดน้ำเสียงให้ราบเรียบ ฝ่ามือยังคงลูบศีรษะอีกฝ่ายไปมา หวังเพียงจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
          “ฉัน…ลืมไม่ได้สักที…ฉันเสียใจ…”
          โยชิกิโอบรัดร่างหนาไว้แน่นกว่าเก่า ดูเหมือนชายหนุ่มไม่แม้แต่จะรู้สึกถึงอาการไข้ของตัวเองเลยสักนิด ตอนนี้เขาเพียงแต่ต้องการแค่ใครสักคนให้ได้กอดซุก อิงแอบ
          “ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร…ทุกอย่างจะดีขึ้น เชื่อฉันสิ” น้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน ยังคงเอ่ยกระซิบอยู่ข้างหู
          “ฉัน…ทำถูกหรือเปล่า โทชิ…”
          สีหน้าคนฟังมีแววฉงนเล็กน้อย หากแต่ยังคงนั่งนิ่งเงียบ คอยจนอีกฝ่ายพูดขึ้นต่อ
          “…ฉันกลัว…ว่าต่อจากนี้ไป อะไรๆ จะเปลี่ยน…ทุกอย่างดูแย่ลงไปหมด และวันนี้มันก็เห็นชัด…ฉันชักไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้องไหม…”
          แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่ชายหนุ่มคิดว่า โยชิกิคงหมายถึงเรื่องงานแถลงข่าวเมื่อตอนเช้า “อย่าคิดมากเลย…นอกจากคนพวกนั้นแล้ว ทุกคนรู้ว่านายทำสิ่งที่ดีที่สุดนะ ทำไมจะต้องไปเอาคำพูดของคนเพียงไม่กี่คนมาทำให้ใจเราทุกข์มากขึ้นล่ะ”
          โยชิกิส่ายศีรษะไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ เพราะเจ้าตัวเองก็ยากที่จะอธิบายถึงความรู้สึกภายในใจได้ อีกฝ่ายถอนใจยาว พลางเสยผมที่กระจายยุ่งเหยิงให้เป็นระเบียบ วงแขนมั่นคง แข็งแรง อบอุ่นจนร้อนรุมกอดกระชับร่างของโยชิกิไว้แนบแน่น ชั่วขณะหนึ่ง ที่ใบหน้าถูกกดให้แนบซุกกับทรวงอกอบอุ่น ความรู้สึกซาบซ่านอย่างประหลาดทำให้ร่างทั้งร่างร้อนวูบ ครั้นแล้วก็กลับเย็นเฉียบสลับกันไป
          “ฉันคิดถึงฮิเดะจัง โทชิ…”
          บรรยากาศในห้องเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนอีกคนจะตอบกลับมาว่า “ฉันรู้…” ด้วยน้ำเสียงปกติ เรียบเฉย “แต่ตอนนี้นายต้องให้ฉันเช็ดตัวก่อน นี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าไข้ขึ้นน่ะ”
          กระนั้น เรือนร่างขาวซีดยังคงถูกอีกฝ่ายกอดรัดไม่ห่างหาย โยชิกิปิดเปลือกตาลง ริมฝีปากซีดเซียวขมุบขมิบ
          “ต่อจากนี้ไปฉันจะทำยังไงดี…”
          โทชินิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ฝืนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเรียวเล็กปิดสนิท ใบหน้าฉายแววทอดถอนหมองหม่น ความรู้สึกภายในใจมีทั้งอารมณ์ตัดพ้อ และเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง สักพัก ริมฝีปากบางก็แย้มสำเนียงออกเกือบกึ่งเศร้า
          “โยชิกิ…ถ้าวันใดนายเกิดสับสน ว่าเส้นทางที่เดินอยู่มันถูกต้องไหม ฉันจะเดินไปข้างๆ นาย จะผิดจะถูก ฉันอยู่กับนายเสมอ และจะไม่มีทางไปไหนไกลจากนายเลย…ฉันสัญญา”
          หางเสียงดูคลับคล้ายจะเจ็บร้าวลึกๆ อะไรบางอย่าง เขาเองที่กลับเป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งๆ ที่ความขมขื่นทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอกแสยงต่อความจริงที่ต้องรับรู้ หัวใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นอกกว้าง ซึ่งเขาผู้นั้นอิงแอบแนบชิดอยู่ ดูจะเต้นอยู่เพียงเพื่อบอกว่า…
          ‘เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้ โยชิกิ…’
          
          
          

          กลางดึกคืนนั้น โยชิกิตื่นขึ้นมาและพบว่าโทชิกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องนอน ผ้าห่มร่นลงไปจรดที่ปลายเท้า บางส่วนหล่นลงไปกองอยู่ที่พื้น เผยให้เห็นทรวงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะ แสงจันทร์ที่เล็ดลอดมาจากภายนอกส่องให้เห็นดวงตาที่ปิดสนิท ขอบตาเป็นวงคล้ำ มีรอยเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าฉายอยู่เต็มที่
          หลังจากที่โทชิจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และหาหยูกยาให้กับอีกคน กว่าอะไรๆ จะเสร็จเรียบร้อยดีก็จวนห้าทุ่มกว่า ด้วยชักไม่ไว้ใจนักว่าอาการไข้ของอีกคนจะกลับมาอีกหรือไม่ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจโทรบอกคนขับรถให้นำเสื้อผ้ามาให้ คืนนี้จำเป็นต้องนอนค้างที่บ้านโยชิกิอย่างเสียมิได้
          อากาศที่ค่อนข้างเย็นในยามดึก ทำให้ร่างที่นอนหงายกอดอกอยู่นั้นกระชับวงแขนให้แน่นยิ่งขึ้น ความง่วงงุนทำให้ไม่อยากแม้แต่จะลุกขึ้นดึงผ้าห่มจากปลายเท้ามาคลี่คลุมตัวนอกจากซุกมือไว้ใต้วงแขน แต่แล้วด้วยความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งตัวโดยเร็ว เพราะมีมือค่อยๆ คลี่ผ้าห่มคลุมให้อย่างระมัดระวัง
          “…เห็นนายนอนกอดอกท่าทางหนาว เลยจะห่มผ้าให้”
          เมื่อได้ยินดังนั้น โทชิจึงสอดแขนสองข้างซุกไว้ใต้ผ้าห่มอย่างว่าง่าย ดวงตาสะลึมสะลือจับจ้องใบหน้าขาวซีดที่อยู่ในความมืด เช่นกันกับอีกฝ่าย ที่จงใจค่อยๆ จัดแจงกันชายผ้าห่มให้อีกคนอย่างเชื่องช้า สายตาก็คอยชำเลืองมองนัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา
          “…นอนไม่หลับเหรอ?”
          เสียงแหบพร่ายิงคำถามมาตรงประเด็น…จะมีสักเรื่องของโยชิกิไหม ที่สามารถเล็ดลอดผ่านสายตาของเขาผู้นี้ไปได้
          “เปล่า หลับไปแล้ว…แต่มันตื่นมาเอง”
          ชายหนุ่มไม่ยอมรับแต่โดยดี หากแต่ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น แม้จะจัดการห่มผ้าคลุมตัวให้อีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่าทีที่กำลังหลบสายตาของเขา และแขนขาที่วางไว้อย่างเก้ๆ กังๆ ทำให้โทชิรู้ในทันทีว่า คำพูดกับการแสดงออกของเขากำลังสวนทาง
          ชายหนุ่มค่อยๆ สะบัดผ้าห่มที่เพิ่งถูกนำมาคลุมให้ออกไป ลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเอื้อมมือไปแตะที่บริเวณหน้าผากของอีกคนเพื่อเช็คอุณหภูมิร่างกาย “ตัวยังรุมๆ อยู่เลย ลุกมาตอนดึกๆ อากาศเย็น เดี๋ยวไข้กลับมาอีกจะแย่เอานะ”
          เสียงแหบๆ ฟังดูงึมงำ เพราะคนพูดรู้สึกง่วงงุนเต็มที ก่อนจะคว้าเอามือของอีกคนเดินจูงพาไปที่เตียงนอน ชายหนุ่มพาเจ้าของห้องมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง สองมือย้ายมาคลี่ผืนผ้านวมออกถือค้างไว้ให้ ดูเหมือนจะเป็นแกมบังคับให้เจ้าตัวสอดร่างเข้าไปอยู่ใต้ผ้านี้เสียโดยดี
          โยชิกิล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย แต่แล้ว ร่างที่นอนตะแคงอยู่ก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาในทันใด เมื่อรู้สึกได้ว่าที่นอนข้างๆ ยวบลงตามแรงน้ำหนักที่ถูกทิ้งลงมาของใครบางคน
          “เอ๋?…เดี๋ยวสิ นายจะนอนตรงนี้เหรอ?”
          คนพูดมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกคนที่กำลังงัวเงีย จู่ๆ ก็ขยับเข้ามาซุกอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน ทำทีขยับเขยื้อนร่างกายหาท่านอนที่สบายตัวอย่างไม่เกรงใจ โยชิกิชักระแวงอีกคนขึ้นมาเสียดื้อๆ หากแต่คนถือวิสาสะก็ทำท่าราวกับไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาหันหน้ามาหาโยชิกิทั้งๆ ที่เปลือกตาปิดลงแล้ว พูดจาอะไรๆ ไม่รู้เรื่อง เพราะความง่วงทำให้ชายหนุ่มเริ่มงัวเงีย สติไม่อยู่กับร่องกับรอย สรรพสำเนียงจึงฟังดูงุนงง อู้อี้ “อืม…ไม่ต้องห่วงฉัน นอนเถอะ…นอนนะ นอน…”
          ‘…ห่วงเหิ่งอะไรกันล่ะ’
          โยชิกิเถียงกลับในใจ
          “ห่มผ้าเร็ว…อากาศชักเย็น”
          เขาสั่งโยชิกิคล้ายสั่งเด็กๆ พลางลำตัวก็เปลี่ยนมานอนตะแคงหันข้างเข้าหาอีกคน แสงสว่างสีนวลสะท้อนให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างเต็มตา โยชิกิได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายชัดเจน ไม่นานเกินรอ คนที่บอกให้เขา ‘นอนเถอะ’ ก็หลับตาพริ้มสนิท แน่นิ่งไปอย่างรวดเร็ว โยชิกิไม่รู้ว่าโทชิจงใจหรือไม่ เรื่องอะไรที่จู่ๆ ก็มานอนเตียงเดียวกันกับเขา หากแต่ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่า อากาศเย็นๆ ชักจะร้อนขึ้นมาทันที เมื่อชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอนอนจ้องหน้าเขานานเกินไป…
          เขาผู้ซึ่งมองเผินๆ เหมือนหนุ่มน้อยอ่อนเยาว์คนนั้น แต่บัดนี้ความอ่อนเยาว์เปลี่ยนเป็นความเครียดขรึม เห็นได้ชัดว่าใบหน้าค่อนข้างซูบและซีดเมื่อมองใกล้ๆ
          ตอนนี้คนทั้งคู่นอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน โทชิไม่แม้แต่จะแตะต้องโดนตัวโยชิกิเลยแม้แต่นิดเดียว ท่าที่นอนไม่ไหวติงเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวันทั้งคืน…โยชิกิยังคงจดจ้องไปยังเขาผู้นั้น
          ชั่วขณะหนึ่ง ใบหน้าของโยชิกิเริ่มร้อนผ่าวและเย็นจัดสลับกันไป หัวใจเริ่มเต้นระรัวราวกับจะเด้งทะลุออกมาจากอก แม้จะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก คุ้นชินต่อกันจนรู้จักไปแทบทุกเรื่อง แต่ก็ไม่มีสักครั้งเลยที่ชายหนุ่มจะเคยเพ่งมองรายละเอียดบนใบหน้าของผู้เป็นเพื่อนใกล้ถึงเพียงนี้
          ถ้าเขาตื่นมาได้ยินเสียงหัวใจของโยชิกิที่กำลังเต้นอยู่ตอนนี้ เขาคงจะพูดล้อเลียนว่า
          “สมกับเป็นมือกลอง ขนาดตอนหัวใจเต้นเทมโปยังนิ่งเลย”
          โยชิกิปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับใบหน้าที่วางแน่นิ่งอยู่บนหมอน ภาพที่เด่นชัดในความทรงจำคือภาพของชายหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์ ริมฝีปากมีรอยยิ้มนิดๆ แววตาอ่อนโยนที่จ้องมองมายังเขา เสียงห้าวนุ่มนวลแกมเศร้า ยังติดหูอยู่ไม่รู้วาย
          “เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไม่ได้ โยชิกิ…”

          .

          .

          .

          โยชิกิพลิกตัวตื่นจากหลับที่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะ ‘เสมือนตาย’ เท่าครั้งนี้มาก่อน ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า ผ้าห่มบนโซฟาพับวางเรียบร้อย หน้าต่างและผ้าม่านถูกเปิดอ้าไว้ รับเอาเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสลับกับเสียงลมพัดใบไม้หวีดหวิว อากาศเย็นโชยชาย กลิ่นดอกไม้หอมระรวยไปทั่วห้อง ทุกหนทุกแห่งมีแต่ความสงบ
          ข้างเตียงมีโน้ตที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ วางทิ้งไว้บนโต๊ะ โยชิกิหยิบมันขึ้นมาอ่าน…

กลับบ้านมาอาบน้ำ จะรีบกลับไปทำข้าวเช้าให้ (แป๊บเดียวจริงๆ)
เพราะไม่รู้โยชิกิจะตื่นตอนไหน เลยไม่ได้ทำเอาไว้ (เดี๋ยวไม่อร่อย~)
แต่ถ้าหิวมาก ในตู้เย็นมีนมกับซีเรียล (ไข้ลดแล้ว น่าจะเดินลงมากินเองได้นะ)
ปล.อย่าตกใจ น้ำในอ่างสำหรับล้างหน้า จะได้สดชื่นครับ
ε(*´・ω・)з
                                                                                

          ชายหนุ่มอ่านพลางก็ยกยิ้มให้กับความเป็นโทชิ
          เขาลุกจากเตียงเดินเข้าไปในห้องน้ำ เห็นแปรงสีฟันบีบยาไว้เรียบร้อย วางอยู่บนผ้าขนหนูผืนเล็ก คงเอาไว้ให้เช็ดหน้า ข้างๆ กันมีชามอ่างบรรจุน้ำลอยดอกไม้…ดอกอะไรไม่รู้ สีม่วงๆ แต่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งดีเชียว
          ‘อ๋อ นี่มันดอกที่โทชิคะยั้นคะยอให้เอามาปลูกเมื่อนานมาแล้วน่ะเอง จะว่าดอกอะไรก็ลืมถาม…แต่หอมดีทีเดียว เหมือนกลิ่นที่อยู่ในไวน์แดง’
          ดอกไม้สีม่วงที่ลอยอยู่ในชามอ่างใสให้ภาพที่สวยงาม ทั้งยังส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่น โยชิกิยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ สูดดมกลิ่นหอมชื่นใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะใช้มือวักน้ำขึ้นมาลูบที่ใบหน้าทีสองที กลิ่นหอมของดอกไม้กับน้ำเย็นๆ ทำให้สดชื่นขึ้นมาอย่างที่ว่าไว้
          ว่าแต่โทชินี่สิ ยังอุตส่าห์ไปเก็บดอกไม้มาทำอะไรแบบนี้ให้…ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครสักคนเคยดูแลเอาใจใส่ขนาดนี้มาก่อน
          โยชิกิจัดการล้างหน้า แปรงฟัน แล้วจึงเดินลงมาข้างล่าง
          ‘จะสิบโมงแล้ว โทชิจะกลับมาหรือยังนะ…’
          .
          .
          .
          ภายในห้องรับแขก โทชิยืนจ้องโทรทัศน์ตาไม่กะพริบ บนหน้าจอปรากฏเป็นภาพของนักข่าวชายหญิงสามคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวยาว ด้านข้างของจอมีรูปภาพปรากฏขึ้นเป็นกรอบเล็กๆ พร้อมกับตัวหนังสือตัวโตขึ้นโชว์อยู่ข้างกัน ความว่า
          “ลือสนั่น HIDE X-JAPAN ฆ่าตัวตาย”
          เป็นคำโฆษณาเรียกแขก เพื่อให้คนที่เปิดโทรทัศน์ผ่านไปผ่านมาได้หยุดดู
          โทชิยืนนิ่งฟังสามพิธีกรแย่งกันพูดจนไฟแลบ เขามิได้ถือสาเอาความอะไรนักกับรายการข่าวบันเทิงซุบซิบที่หาแก่นสารอะไรไม่ได้ เพียงแต่ก็ฟังเอาไว้เท่านั้น ฟังไปก็หัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ จิตใจคนพวกนี้ทำด้วยอะไรกันหนา เพียงแค่ต้องการจะขายข่าว ต้องเล่นกับความรู้สึกคนเลยอย่างนั้นหรือ ดีหน่อยที่เขาเป็นคนใจเย็น หากเป็นอีกคนที่นอนหลับอุตุอยู่ข้างบนล่ะก็ ไม่แน่ว่าห้องทั้งห้องนี้อาจกลายเป็น ‘สมรภูมิเละ’ ภายในไม่กี่นาที
          เขาหันหลังจะไปหยิบรีโมทเพื่อเปลี่ยนช่อง จังหวะนั้นเองที่แทบจะทำให้หัวใจหยุดเต้น เมื่อพบว่าโยชิกิมายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้…
          ‘ตายล่ะหว่า’
          ยังไม่ทันสิ้นเสียงนึกคิดภายในใจ รีโมทตรงหน้าก็ถูกอีกมือหนึ่งคว้าไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น รีโมทเจ้ากรรมก็ปลิวไปกระแทกกับหน้าจอโทรทัศน์อย่างแรง โทชิหันขวับไปตามทิศทางที่วัตถุชิ้นเล็กนั้นลอยผ่านหน้าไป พบว่ามันได้กระเด้งตกลงมาข้างล่างไม่ไกลนัก รีโมทอันจิ๋วไม่สามารถทำให้หน้าจอแบนๆ เป็นอะไรได้มาก เพียงแต่เป็นรอยเล็กน้อย กระนั้นแล้ว ภาพในจอจึงยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
          โทชิยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า เหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่นานก็กลับมาสั่งการใหม่ เสียงในหัวตะโกนขึ้นบอกเขาว่า ‘ทำอะไรสักอย่างสิ!’ จึงรีบหันขวับไปหาตัวต้นเหตุที่ตอนนี้เดินไปเดินมาด้วยท่าทีฉุนเฉียว หันรีหันขวางเหมือนกำลังมองหาของบางอย่าง ดูแล้วราวกับมีไอระอุพวยพุ่งออกมาจากศีรษะ
          ทันใดนั้นเอง โยชิกิก็คว้าเอาแจกันที่ตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลนักด้วยมือสองข้าง เหวี่ยงตัวหันกลับมา ออกแรงขว้างอย่างสุดแขน โดยที่ไม่แม้แต่จะหันมาเล็งให้ดีก่อน
          “เฮ้ย!!”
          แจกันใบใหญ่ลอยหลุดมือไป เป้าหมายคือตั้งใจจะให้โดนหน้าพิธีกรสามคนที่อยู่ในจอโทรทัศน์นั้น
          เพล้ง!!
          เสียงแจกันแตกกระจายเมื่อกระแทกเข้ากับวัตถุที่แข็งพอๆ กัน
          หากแต่มันกลับไม่ใช่หน้าของสามพิธีกรอย่างที่ชายหนุ่มคาดการณ์เอาไว้
          เป็นเพราะโทชิยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ จึงทำให้อยู่ในวิถีการขว้างพอดิบพอดี แจกันใบใหญ่ฟาดลงเข้าที่ศีรษะเต็มแรง เศษกระเบื้องแตกกระจายเต็มพื้น พร้อมกับร่างของชายหนุ่มก็เซถลาไปตามแรงกระทบ ซ้ำแล้วยังล้มหงายหลังจนศีรษะอีกด้านฟาดเข้ากับโทรทัศน์ตั้งโต๊ะจอใหญ่ ทำให้ทั้งคนทั้งทีวีหงายตึงลงไปกองอยู่ด้วยกัน
          หน้าจอที่หงายเอียงอยู่ดับสนิท เบื้องล่างมีร่างของอีกคนนอนนิ่งอยู่ที่พื้น บริเวณขมับที่โดนฟาดมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ชายหนุ่มค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมขมับ พร้อมกันนั้น เสียงครางเบาๆ ก็เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เขายังไม่หมดสติไป…
          ไม่ไกลกันนัก โยชิกิยืนมือสั่นปากสั่น มองผลงานตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ ก่อนจะปรี่เข้าไปนั่งคุกเข่าข้างๆ โทชิ พยุงร่างนั้นให้ลุกขึ้นนั่ง พลางพูดพร่ำคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
          “โทชิ…โทชิฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ…อย่าเป็นอะไรนะ โทชิ…โทชิ”
          “โอย…”
          ริมฝีปากสั่นระริกเอื้อนเอ่ยชื่อของเขาด้วยความรู้สึกผิดจริงใจ หากแต่มีเพียงเสียงครางเพราะความเจ็บปวดเท่านั้นที่ตอบกลับมา
          โยชิกิไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่เอื้อมมือมาจับมืออีกข้างของโทชิไว้แน่น โทชิเมื่อรู้สึกได้ถึงอีกมือที่สั่นเทา จึงพยายามฝืนลืมตาขึ้นมาแม้จะปวดหัวมากแค่ไหนก็ตาม ริมฝีปากเค้นคำพูดออกมาให้เป็นคำ ออกปากกับอีกคนราวกับออกคำสั่ง
          “ไปเอาผ้ามาห้ามเลือด…”
          อีกคนเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบโผลุกหายเข้าไปหลังบ้าน ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งพิงฝาผนังเอามือกุมศีรษะกดแผลเอาไว้อยู่เพียงลำพัง
          โทชิประคองตัวเองลุกขึ้นเดิน เขาทิ้งกายทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวยาว แล้วเอนร่างแตะแผ่นหลังลงยังเบาะหนานุ่ม ดวงตาดำยาวรีปิดเปลือกตาลงนิ่งๆ ราวกับต้องการบรรเทาความเจ็บปวดที่เต้นตุบๆ อยู่ภายในหัว มือที่กอบกุมบาดแผลอยู่เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปียกชุ่มของเลือดที่ยังไหลรินไม่ขาดสาย พลันก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนวันแถลงข่าวเมื่อวานซืน จะว่าไปก็เป็นเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ…เจ็บตัวเหมือนเดิม โดนหัวเหมือนเดิม โซฟาตัวเดิม และ…คนทำคนเดิม
          “เพิ่งจะหายปวดจากครั้งก่อนแท้ๆ…” เขาคิดในใจ
          สักพัก โยชิกิก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูและกล่องปฐมพยาบาล “มาแล้วๆ…” เขานั่งลงข้างๆ ชายหนุ่ม พลันสองมือก็จับประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันมาหาตนเอง ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูกดห้ามเลือดเอาไว้ให้ มือที่กุมแผลอยู่จึงถอนออก ปล่อยให้มือเรียวของอีกคนจัดการห้ามเลือดให้ตนเอง
          นี่เป็นครั้งแรกที่เขาผู้นี้แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด จนโทชิเผลอคิดไปว่า ท่ามกลางเหตุการณ์อันตราย หน้าสิ่วหน้าขวานนี้เสียอีก เขากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของโยชิกิ
          “โทชิเจ็บมากไหม…ฉันขอโทษนะ…”
          มือข้างที่ว่างอยู่ ลูบเสยเรือนผมสีดำที่หล่นลงมาปรกหน้าผาก น้ำเสียงตื่นตระหนกแสดงความรู้สึกผิดจริงใจ สัมผัสมือนุ่มนวลนั้นช่วยให้บรรเทาอาการปวดได้หลายเท่าตัว ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มทำเอาอีกฝ่ายแทบจะไม่ถือโทษโกรธเคืองอันใดเลย
          “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขว้างแจกันใส่โทชินะ ฉันแค่โมโหให้พวกที่กล่าวหาฮิเดะ แต่มันดันพลาด…”
          คราวนี้สำเนียงคนพูดเริ่มสั่นเครือ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า จนคนเจ็บต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้
          “ไม่เอาอย่าร้องไห้ ฉันไม่เป็นอะไร ฉันไม่โกรธโยชิกิด้วย รู้อยู่ว่าไม่ได้ตั้งใจ…”
          โทชิหยุดพูดไปพักหนึ่ง ค่อยๆ หลับตาลงเมื่อรู้สึกถึงอาการปวดที่มักจะเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระยะๆ
          “แต่คราวหน้าคราวหลังก็หัดใจเย็นเสียบ้างนะ…” คราวนี้เหมือนจะกล่าวแกมตำหนิตีเตียนอีกคนอยู่เล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มเหลืออดออกมาเป็นการบอกว่า เขามิได้จะเอาเรื่องอะไร
          หากแม้แต่ในยามนี้…ชายหนุ่มยังต้องเป็นฝ่ายที่ปลอบโยน
          บนใบหน้าโยชิกิฉายแววสำนึกผิด มือซ้ายยังคงกดแผลไว้ที่บริเวณขมับข้างขวาของอีกคน อีกนานแค่ไหนกันนะเลือดจึงจะหยุดไหล…
          “ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหม?”
          “เจ็บอยู่…” ชายหนุ่มบอกไปตามตรง ดวงตายังคงปิดสนิท
          “แล้ว…ต้องทำยังไง ?”
          โทชิลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หัวแตก ก็ต้องให้หมอเย็บ” ราวกับจะไม่รู้สึกรู้สาหรือเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรแม้แต่น้อย
          “เย็บ…” หากแต่เป็นอีกฝ่ายเสียอีกที่หน้าเริ่มถอดสีหลังจากที่ได้ยินไปดังนั้น
          “อือฮึ…” คราวนี้ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองใบหน้าถอดสีราวกับจะออดอ้อน แต่กลับยิ่งทำให้ตัวต้นเหตุรู้สึกใจเสียมากยิ่งขึ้น “ฉันขอโทษ…”
          โทชิหัวเราะขันในใจกับท่าทางคนตรงหน้า รู้สึกเป็นสุขแปลกๆ ในยามที่อีกคนแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใย หากต้องแลกกับการเจ็บตัวเพื่อความผาสุกอันน้อยนิด เพียงเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเจ็บแล้ว
          “เออ…เมื่อเช้า พอตื่นขึ้นมาก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงนายซะแล้ว สงสัยเมื่อคืนฉันจะง่วงไปหน่อยเลยออกจะเบลอๆ ขอโทษทีนะ” ระหว่างรอให้เลือดหยุดไหล โทชิตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย หวังไม่ให้อีกคนรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้
          โยชิกินึกถึงภาพเมื่อคืนก็เกิดเขินขึ้นมาทันที ภายในหัวสมองดันผุดขึ้นมาเป็นภาพตอนที่คนสองคนนอนหันหน้าเข้าหากัน…ซึ่งเรื่องนี้โทชิรู้ดี เพราะตอนเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าใบหน้าของคนทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้น
          ราวสิบนาทีที่โทชิเห็นอีกคนเงียบไปนาน จึงทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่า
          “นี่…เมื่อยแขนไหม? กดไว้นานแล้วนะ”
          “แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก”
          “เปล่า แค่จะบอกว่าพอแล้วแหละ น่าจะค่อยดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวจากนี้ค่อยเอาสำลีพันผ้าก๊อซปิดไว้ก็ได้”
          โยชิกิทำตามที่ชายหนุ่มว่า เขาคลายผ้าขนหนูชุ่มเลือดออก บัดนี้ผืนผ้าสีขาวสะอาดเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เขายื่นหน้าไปพิจารณาดูแผลของอีกคน รอยแตกไม่ใหญ่มาก เพียงแต่โดนกระเบื้องบาดลงไปลึกจึงทำให้เลือดไหลออกมาเยอะ ส่วนที่โทชิบอกว่าปวดนั้น คงเป็นเพราะแรงกระแทกทั้งจากแจกันและจากตอนที่เซไปฟาดซ้ำกับทีวี แต่ตอนนี้เลือดเริ่มค่อยๆ ซึมช้าลง โยชิกิจึงหันไปเปิดกล่องปฐมพยาบาล หยิบแผ่นสำลีกับผ้าก๊อซขึ้นมาเพื่อทำการปิดปากแผลอีกครั้งก่อนพาไปหาหมอ
          “ตกลงนายโกรธฉันหรือเปล่าที่จู่ๆ ฉันก็ขึ้นไปนอนบนเตียงนายน่ะ?” โทชิวกเข้าเรื่องเดิมจนได้ เล่นเอาโยชิกิชะงักไปเล็กน้อย
          “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ…นี่ ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?”
          “ยังเจ็บอยู่…เมื่อเช้าตื่นมาตอนตีห้า โยชิกิยังนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่เลย ฉันเลยทิ้งโน้ตไว้ให้ ได้อ่านแล้วใช่ไหม เป็นไงบ้างน้ำลอยดอกไม้ที่ฉันทำ เมื่อก่อนแม่จะเป็นคนทำไว้ให้ มันหอมดีทีเดียวเลยใช่ไหมล่ะ”
          แม้ในยามนี้โทชิก็ยังเป็นคนที่พูดมากเหมือนเดิม…โยชิกิไม่ตอบอะไร มือยังคงง่วนอยู่กับการพันแผลให้อีกคน
          “แล้วไข้เป็นไงบ้าง เห็นไหมล่ะเพราะนายพักผ่อนน้อย ไม่ยอมกินข้าวอีก”
          “นายเงียบไปเถอะ เจ็บอยู่ไม่ใช่หรือไง”
          “โอเค…”
          โทชิยอมหยุดพูด นั่งนิ่งให้อีกคนพันผ้ารอบศีรษะให้แต่โดยดี
          “พูดอยู่ได้ หัวแตกอยู่ลืมไปแล้วหรือไง” โยชิกิเริ่มบ่นอุบอิบแก้เขิน หากแต่รู้หรือไม่ว่ายิ่งเป็นการยุยงให้อีกคนต่อปากต่อคำ “แค่มีคนทำแผลให้ก็หายเจ็บแล้ว”
          โยชิกิเริ่มหมดความอดทนกับลูกหยอดของโทชิ จึงพลั้งปากพูดความรู้สึกส่วนตัวออกไปโดยไม่ทันคิด
          “อย่างนั้นก็แย่หน่อยนะที่ฮีธไม่อยู่”
          มารู้ตัวอีกที คำพูดนั้นก็หลุดลอยไปสะกิดหูคนฟังเข้าเสียแล้ว “เกี่ยวอะไรกับฮีธ?”
          “ฮีธอยู่แผลนายคงสมานตัวได้เองอัตโนมัติ” มาขนาดนี้แล้ว ก็ปล่อยเลยตามเลยเสียก็แล้วกัน…
          “นี่…ยังไม่เลิกหึงอยู่อีกเหรอ?”
          “…”
          ‘ชิบหาย…’
          ความปากไวของชายหนุ่มทำให้อีกคนนิ่งชะงักไป…คำว่า ‘หึง’ ราวกับจะกลายเป็นคีย์เวิร์ดปลดล็อคอารมณ์อันพลุ่งพล่านของอีกคนไปเสียแล้ว
          “เสร็จแล้ว…ตอนแรกว่าจะพาไปหาหมอ ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว เจ็บที่หัวนี่ มือไม่ได้เจ็บ ขับรถไปเองแล้วกันนะ…ไม่มีอารมณ์”
          ว่าแล้วก็เดินกระแทกเท้าหายขึ้นไปบนบ้าน ทิ้งให้คนเจ็บยังคงนั่งคากล่องปฐมพยาบาลอยู่อย่างนั้น โทชินึกอยากเอามือตบหน้าตัวเองสักสามสี่ฉาดที่พูดอะไรพร่อยๆ  ออกไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งโดนหัวฟาดมา พลันก็หันไปมองสภาพห้องรับแขกในตอนนี้…ที่พื้นกระจัดกระจายไปด้วยเศษกระเบื้อง จอโทรทัศน์ยังคงหงายเอนกระเท่เร่อยู่อย่างนั้น
          ‘จะทำยังไงกับซากความหายนะพวกนี้ดี…
          ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะพยุงตัวเองลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซออกจากบ้านไป
          ‘แต่ก่อนอื่นฉันต้องไปหาหมอก่อน โอย…’

          .

          .

          .

          .

 

Fiction

I Want A Rational Love With You

I want an honest love that makes everything easy.

One where I know what you’re thinking without having to second-guess myself. I want to text you without worrying whether it will make me appear clingy. 558 more words

I Want You To Feel My Love In Every Part Of You

When you open your eyes in the morning, I want you to feel my love like the first fresh breath of air filling your lungs. I want to be the calm of the sunrise, the rays floating lazily through your window, the cars humming by. 546 more words

I Hope You Wait For The Love You Deserve

I hope you understand that you’re a whole, complete person in spite of your broken heart.

When love has fled and abandoned you, don’t give into the hollow emptiness that invades you. 618 more words

WordPress - #Daily Prompt - Prefer

There’s a lot of talk out on the street

About what gentlemen prefer and don’t

I can think of pros and cons we’ll meet

In what will prove important and what won’t… 109 more words

Photographs & Memories