Tags » Life After Graduation

ADVICE EVERY GRADUATE NEEDS TO KNOW ABOUT THE REAL WORLD

Graduation. It is an event we look forward to from the moment we enter into those scary Pre-K doors. It’s one of the first notions of moving forward that we’ve ever experienced. 894 more words

Lifestyle

Life is Never Flat

Sesuai dengan judulnya, kali ini sedikit mau cerita tentang kisah selepas lulus kuliah. Cerita yang agak menyedihkan tapi insyaAllah menguatkan. Jadi, aku udah beberapa bulan mencoba… 833 more words

Experience

Faith in the in-between: Recent grads on finding a career

By Hannah Lounsbery, Faith Co-Editor

Oklahoma Baptist University’s class of spring 2018 graduates in 30 days. With a month left to go, graduating seniors are juggling capstones, exams, chapel credits and extra-curricular activities along with a more daunting prospect: job hunting. 1,404 more words

FAITH

Life After Graduation

From the time I was in kindergarten, my sweet and caring teacher, Mrs. Baker, reminded us often that we would be graduating in 2017. It was only the fall of 2004, how could I possibly ever graduate? 776 more words

Home Sweet Home

One of the first thoughts that everyone has when graduating college is “where do I go now?” After experiencing live on your own and having the freedom of being away at school, many people hesitate to consider moving home and living with their parents for a while. 747 more words

18 months ago.

Then: “They say it takes 10,000 hours to become an expert in a given field. I’d like to think that rule could apply to miles traveled. 301 more words

Exploring Words And Worlds

Post-Graduation | เรียนจบแล้วทำอะไรต่อ?

“เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ?”

เราเชื่อว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่เด็กปี 4 เด็กกำลังจะจบ และ เด็กจบใหม่จะต้องเจอทุกวี่ทุกวัน มันเป็นประเด็นที่ให้ตายยังไงก็โดนถาม เป็นประเด็นแรกที่เอาไว้เริ่มบทสนทนาเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเราอยู่ในช่วงที่เรียนจบ ฯลฯ

บอกตามตรงว่าอย่างเราก็อึดอัดมากเวลาโดนคำถามนี้ เพราะเราคือหนึ่งในคนที่ยังไม่มีทิศทางชีวิตใดๆเลย แบบว่าพยายามหาคำตอบแต่จนปี 4 เทอม 2 แล้วเราก็ยังหาคำตอบไม่ได้

ณ ตอนเราอยู่ปี 4 เรามีวางแผนชัดเจนไว้แค่ เรียนจบ -> ไป WAT -> กลับมารับปริญญา -> ???

ตอนแรกก็กะว่า เอ้อ หรือไว้ค่อยคิดตอนไปอยู่ WAT แล้วดีนะ ว่าจะเอายังไง เรียนหรือทำงาน แต่ถ้าคิดจะเรียนต่อ มันก็ต้องสอบ ต้องเตรียมตัวแล้วตั้งแต่ปี 4 เทอม 1 ซึ่งตอนที่เราคิดได้อ่ะ มันก็ไม่ทันแล้ว มันปาเข้าไปจะจบเทอม 1 อยู่แล้ว ให้ไปเตรียมตัวสอบลวกๆเลือกมหาลัยฯงงๆภายในมีนาเราไม่เอาหรอก ไม่ชอบความเสี่ยงแบบนั้น (แต่จะคิดไปงมอนาคตตัวเองหลังกลับจากเมกาเนี่ยนะ…)

ก็เลยตัดสินใจว่า อ่ะ งั้นกะว่าจะหางานละกัน แต่ไม่กดดันตัวเอง ไม่รีบหา เพราะยังไม่รู้เลยว่าอยากทำอะไร ไอ้ที่อยากลองเพราะไม่ได้คว้าโอกาสตอนมหาลัยพ่อแม่ก็ไม่สนับสนุน (ถ่ายรูป ทำกราฟฟิค ตัดต่อ เข้าสายทำฟิลม์) มาร์เก็ตติ้งก็ไม่อยากทำ บริษัทไทยก็ไม่อยากเข้า อยากเลือก ไม่อยากลอง กลัวเสียเวลาชีวิต เอ้า เรื่องมากอีกอ่ะ 5555

ด้วยความไม่รีบและเรื่องมาก ทำให้เรามองหางานไปเรื่อยๆ ไม่สมัคร ตลอดปี 4 จนเรียนจบ แล้วก็ไปเวิร์คฯ ตอนไปเวิร์คนี่ไม่คิดถึงเรื่องหางานเลยล่ะ ใช้ชีวิตอย่างเดียว ถ้าใครได้อ่านบล็อกทั้งหมดเรามาก่อนก็จะรู้ว่าเวลาคุ้มแค่ไหน 55555555

กลับมาถึงไทยกลางเดือนกันยาฯ เรามีเวลาประมาน 1 เดือนก่อนรับปริญญา ก็ยังไม่คิดอะไรมาก กะว่าจัดการเรื่องรับปริญญาให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะมากกกกกก ซึ่งเรื่องนี้ไว้จะแยกไปอีกหัวข้อเลย การเป็นบันฑิตในประเทศไทยนี่เหนื่อยจริงๆ พิธีกรรมอะไรเยอะแยะก็ไม่รู้ ขนาดงานฉลองเรายังขี้เกียจไปเลยอ่ะ เหนื่อยมาก ฮื่อ T_T

HOWEVER ค่ะคุณผู้ชม ระหว่างที่เรายังใช้ชีวิตวิ่งเล่นว่างๆ(ประมานนึง)ไปวันๆ เราก็จะได้เห็นเพื่อนไปเรียน ไปทำงาน เวลาเราไปหาเพื่อนเราก็จะงงๆ เข้าไม่ถึง เพราะเพิ่งทำงานกันได้ไม่นานมาก เพื่อนก็จะพูดถึงแต่เรื่องการทำงาน ระบบที่ทำงาน เล่านี่บ่นนั่นอย่างออกรสชาติตามคนที่เค้าเข้าใจกัน ส่วนเราก็ได้แต่นั่งเงียบ พยักหน้า แล้วก็ถาม “จริงหรอ” “จริงดิ” “ทำไมอ่ะ” วนไป ตอนนั้นเจอเพื่อนบ่อยมาก แต่เราก็แอบรู้สึกเหงาอยู่ดี เพราะร่วมวงด้วยแล้วก็ยังรู้สึกเหมือนคนนอก

สุดท้ายจะบอกว่ายังไม่คิดมากเรื่องไม่หางาน ไม่เรียนต่อ มันก็ไม่จริงแล้วหล่ะ โคตรเครียดเลยตอนนั้น แต่เพราะมีเรื่องรับปริญญาเลยยังพอมีอะไรให้คิดให้ทำไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กดดันตัวเองมากไป แต่ถึงเราจะไม่กดดันตัวเอง คนรอบข้างนั่นแหละก็จะมากดดันเราเอง โดยเฉพาะพ่อกับแม่

โดนถามทุกวัน “สมัครงานยัง” “สมัครไปกี่ที่แล้ว” “สรุปจะทำอะไร คิดรึยัง” โอ้โห โดนถามถี่มากขึ้นๆจนรำคาญอ่ะ แบบเราไม่ใช่ไม่หานะ แต่มันงมไม่เจอจริงๆ งงจริงๆ ไม่สามารถตอบได้อ่ะ หลังๆเลยได้จะเหวี่ยงๆตอบทุกคนว่า “ไม่รู้!” รู้สึกผิด แต่กดดันกันแบบนั้นเราก็ทำตัวไม่ถูกจริงๆ ฮือ (,_,)

แต่จริงๆระหว่างที่โดนกดดันนั้น เราก็ได้ลองออกไปถ่ายรูปงานรับปริญญาดูนะ ส่วนใหญ่ถ่ายฟรี เพราะไม่เคยถ่าย และมีความมั่นใจในตัวเองเป็น 0 เลยไม่กล้าเรียกเงินใคร และเป็นการลองเชิงว่าตัวเองจะโอเคกับงานแบบนั้นไหม เป็นช่างภาพงี้ ถ้าจะลองทำจริงๆไม่ว่าจะแบบฟรีแลนซ์เต็มๆหรืองานประจำก็ตาม

ผลที่ได้คือพบว่าตัวเองก็ยังขี้เขินเหมือนเดิม ไม่ค่อยกล้าสั่งให้ใครแอคท่า คิดท่าไม่ออก หามุมถ่ายรูปไม่ได้ กระตือรือร้นได้ไม่สุด แอคทีฟไม่พอ บันฑิตบ่นเหนื่อยปุ้ปเราก็จะเหนื่อยตามทันที จากการที่ได้จ้างช่างภาพเองแล้ว เราก็พบว่าคนอย่างเราก็ไม่ค่อยเหมาะเอาสะเท่าไหร่เลย ก็เลยปัดงานนั้นตกไป

พอเรารับปริญญาเสร็จ เราก็ยังไปรับถ่ายรูปงานปริญญาให้เพื่อนอยู่บ้าง แต่ไฟในตัวที่ขยันถ่ายขยันทำรูปมันก็ลดลง จนถึงทุกวันนี้ยังมีรูปเพื่อน 3 คนที่เรายังดองไว้ แต่งรูปยังไม่เสร็จอยู่… ปาเข้าไปปีนึงแล้ว แถมยังมีเซ็ตใหม่ที่เพิ่งไปถ่ายให้รุ่นพี่มาเดือนก่อนด้วย ฮือ น้องเพิ่งเรียกสติคืนได้ เพิ่งเรียกอารมณ์ศิลป์คืนได้ น้องจะรีบทำนะทุกคน (;___;)

เอนี่เวย์ เข้าประมานเดือนพฤศจิกายน(ปีก่อน)จู่ๆเพื่อนเราคนนึงก็ทักมา “แกยังว่างงานอยู่ใช่มั้ย” “สนใจเข้ามาช่วยงานแทนเราก่อนปะ” หูย ณ ตอนนั้นมีไรก็คว้าเลยแหละ เพราะไม่อยากอยู่แบบไม่มีรายได้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่รู้ทิศทางชีวิตว่าจะไปทำอะไรก็เถอะ เลยตอบตกลง ตอนแรกที่คุยกันไว้คือทำแค่ 1 เดือนครึ่ง แต่เพราะยังหางานอยู่และเค้ายังต้องการคนช่วย สุดท้ายเลยอยู่ทำต่ออีก 1 เดือน

ระหว่าง 2 เดือนครึ่งที่เราช่วยงานเพื่อน เราก็ได้ลองค้นตัวเองว่าสรุปแล้ว เราชอบอะไรบ้าง เราคิดว่าเราถนัดอะไรบ้าง เราทำอะไรแล้วสนุกบ้าง แล้วก็เริ่มหาดูว่าอยากทำอะไรจากตรงนั้น แล้วก็เริ่มลุยสมัครงานในตำแหน่งที่เข้าข่ายเกือบ 10 งาน แต่ได้ตอบรับกลับมาแค่ 2 ที่เท่านั้น

ซึ่งมาคิดดูอีกที ตอนนั้นเราตัดสินใจเร็วไปรึเปล่านะ แต่ไปสัมภาษณ์งานแรกคือรู้ตัวละ ว่าไม่ได้แน่ๆ แต่งานที่สองคือรู้สึกว่าเราจะได้แน่ๆ เลยไม่ได้ไปมองที่อื่นต่อ แล้วเราก็ได้จริงๆ แม้ว่าหลังจากนั้นมีที่อื่นติดต่อมาอีก แบบเค้าติดต่อมาเองเพราะเจอโปรไฟล์เรา เราไม่ได้สมัครเค้าไป เราก็ไม่ได้ลองไปสัมภาษณ์เลย เราตัดสินใจและยึดมั่นกับสิ่งที่ได้แล้ว

บทสรุปของงานที่ไปทำวันนั้น ก็คือการลาออกมาในวันนี้ เพราะค้นพบว่ามันไม่ใช่ แล้วเราก็พบว่ายิ่งทำไปนานๆสุขภาพจิตเราก็ยิ่งทรุด ซึ่งทำให้สุขภาพร่างกายเราทรุดตามไปด้วย และส่งผลต่อหลายๆอย่าง กระทบแม้กระทั่งงาน เราเลยรีบเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้นเพื่อคนอื่น (ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม) และเพื่อตัวเอง (รักษาสุขภาพ)

ตอนนี้กลับมาตั้งตัวใหม่โดยการกลับมาช่วยงานเพื่อนเหมือนเดิม เพราะแม้จะผ่านไปปีนึงเค้าก็ยังต้องการคนช่วยเหลืออยู่ เลยโอเค กลับมาก่อน งานนี้มันยังเรื่อยๆ ไม่ได้ทำให้เราเครียด และทำให้เรามีรายได้หมุนเวียนไปก่อนระหว่างใช้เวลาหาใหม่ว่าเราจะไปทำอะไรต่อ

ตอนนี้มันก็วนมาลูปเดิมกับปีที่แล้ว “สรุปจะทำอะไรต่อ?”

มันเป็นคำถามที่ยากมากๆจริงๆ ตอนนี้เราก็ยังได้แต่ตอบ “ไม่รู้” เหมือนเดิม แต่เรามั่นใจแล้วล่ะว่าก็ยังจะหางานทำต่อไป ในสายงานที่แตกต่างออกไป มีทิศทางที่จะไปชัดเจนมากขึ้น และอาจเรื่องมากกว่าเดิม… 55555555 มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ยิ่งเราเจอว่าอะไรไม่ใช่ และรู้ผลกระทบของมันกับตัวเราด้วย เราก็ยิ่งอยากจะเลี่ยงมันมากเท่านั้น

แต่เราก็ได้ประสบการณ์การทำงานมาระดับหนึ่ง ได้โตขึ้นอีกระดับหนึ่ง และเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้เรากล้าที่จะลองเสี่ยงมากขึ้นด้วย ตอนนี้เราไม่กลัวเสียเวลาในการลองเหมือนตอนจบใหม่อีกแล้ว เพราะถ้าไม่ลอง… เราก็จะไม่รู้จริงๆว่ามันใช่ไม่ใช่ เพียงแต่เราอาจต้องลองใช้เวลาตัดสินใจเร็วขึ้น รู้ตัวเองให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ปล่อยจนมันส่งผลกระทบด้านเสียๆกับตัวเราเองจนเกือบจะต้องวิ่งไปหาจิตแพทย์ (ซึ่งไปหามันก็ไม่มีผลเสียไรหรอก แต่แค่ยังไม่อยากไป อยากจะลองแก้ไขด้วยตัวเอง)

สุดท้ายแล้ว ไม่มีคำตอบให้กับคำถาม “จะไปทำอะไรต่อ” มันไม่ผิดหรอก ค่อยๆหา ค่อยๆลองไปก็ได้ถ้าไม่รีบ หรือถ้าโดนกดดันจนต้องลองไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ ก็ทำไปก่อนก็ได้ แต่ก็ให้ดูลิมิตตัวเองด้วย อย่าทนอะไรมากจนเกินไปจนส่งผลกระทบถึงสุขภาพของตัวเอง หรือในด้านอื่นๆ ไม่ไหวก็ถอย มันไม่ผิด และไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ

อันนี้ก็อาจขึ้นอยู่กับรายคนว่า prioritize อะไรในชีวิต แต่สำหรับเราคือ “ความสุข” ต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าเรามีความสุข หรืออย่างน้อยเราไม่เครียด เราก็จะอยู่ได้ เราโอเคที่จะทำมันต่อไป แต่ถ้าถึงจุดที่เราเครียดมากจนถึงต้องร้องไห้ หรือถึงขั้นสุภาพตัวเองเสีย อันนั้นไม่ใช่ละ เราต้องถอย

ไม่ได้แนะนำให้ทำตามหรอก แต่เราก็แค่อยากจะเล่าว่าของเราเป็นยังไง และวันนี้เราทำอะไรอยู่กับการหาคำตอบในคำถามนี้

เพราะทุกคนก้าวเดินในจังหวะที่ไม่เท่ากัน เราก็เลยเลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง ถึงเราอาจสับสนอยู่บ้าง งงอยู่บ้าง แต่เราก็คิดว่าหลังจากนี้เราน่าจะลองหาทางไปได้ดีขึ้น เพราะเราเริ่มได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกมากขึ้น และตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

โพสนี้มีแต่ตัวอักษรล้วนเลย ต้องขออภัย เป็นการระบายระดับหนึ่ง และก็เพราะไม่ได้มีเวลาเขียนบล็อกมาร่วม 7 เดือนแล้ว ละก็เพราะนี่มันก็บล็อกเล่าอะไรก็ได้ของเรานี่เนาะ ถถถถถถ

– บีบีไงจะใครหล่ะ 

Graduation