Tags » Mini Marathon

Mini Training: Week 5

Four runs this week since last Saturday was a short one. I was dealing with some knee pain last week, also, that made me a bit careful this week. 279 more words

Fitness

Subjects of writing

I recently attempted to explain why I write so much. That I attempt to express what I feel the Spirit is leading me to say, and how difficult that can be. 995 more words

Midwinter Mini Marathon Race Review

I’ve never done a 10 mile race before, it’s just not such a common race distance. There also aren’t that many races over here during winter. 1,232 more words

Running

ถ้าไม่มองตัวเองว่าเป็นผู้ชนะ เราก็จะไม่ทำอะไรให้เป็นผู้ชนะ

วันนี้มีนัดกับงานเดิน-วิ่งการกุศล 140 ปี คริสตจักรที่สอง สามย่าน ที่สวนลุมพินี จัดโดยคริสตจักรที่สอง สามย่าน ตามชื่องานเลยค่ะ เป็นงานเล็กๆที่เพิ่งประกาศทีหลังงานอื่น จริงๆแล้วในวันนี้มีงานวิ่งเป็นสิบงานเลย และเราก็ลงสมัครงานอื่นไว้ แต่พอเห็นงานนี้เลยขายบิบงานก่อนหน้ามาสมัครงานนี้แทนเพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่า ไม่เสียค่ารถและเวลาที่ต้องเดินทางไปไกลค่ะ

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ก็ได้ทราบว่ามีรางวัล Overall ให้กับ 5 อันดับแรกแยกชายหญิง เลยมานั่งดูตัวเองว่ามีความพร้อมหรือไม่ที่จะแข่งขันเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วใส่เต็มไปกับงานแข่งขันและได้รางวัลมาแล้ว จึงถามตัวเองว่าไหวหรือไม่หากจะลงเป็นการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง หรือแค่ไปวิ่ง Long run เพื่ออยู่ในโปรแกรมซ้อมอย่างที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาร่างกายแล้วว่าพอไหว รวมกับเหตุผลอื่นอีกคือ เป็นงานเล็กๆ ประกาศทีหลัง มีงานอื่นที่นักวิ่งชอบไปจัดอยู่ในกรุงเทพในวันเดียวกัน และงานอื่นๆอีกมากมายที่น่าจะกระจายนักวิ่งออกไป โอกาสที่จะเจอสายแข็งในงานก็อาจจะมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากแจกถึง 5 อันดับ เลยคิดว่าน่าจะยังมีโอกาสที่จะติดรางวัล จึงติดสินใจให้งานวิ่งงานนี้เป็นการแข่งขัน เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มาดูตารางซ้อมตัวเองที่เพิ่งเริ่มเข้าโปรแกรมซ้อมเพื่อไปวิ่งฮาล์ฟที่เขาใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงได้เห็นว่ามีวิ่งอินเทอร์วอล 3 วันก่อนหน้าวันแข่งขัน จึงจำต้องตัดทิ้งไป และหยุดการซ้อม 2 วันก่อนหน้าการแข่งขัน พร้อมกับยืดกล้ามเนื้อรอวันแข่งค่ะ

และแล้วก็ถึงวันแข่งจนได้ รีบนอนวันก่อนหน้า ก็ยังได้แค่ 6 ชั่วโมง ตื่นมาตอนตีสี่ก็ท้องเสีย แต่ดีว่าไม่เป็นอะไรมาก ยังพอไหวอยู่ ทานขนมปัง กาแฟ และน้ำเปล่า พร้อมแล้วจึงออกเดินทางไปที่บริเวณงาน เหลืออีกครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลาปล่อยตัว เราก็เลยได้วอร์มเต็มที่ ตอนไปยืนรอปล่อยตัวก็เหงื่อออกได้ที่แล้วค่ะ วันนี้อากาศค่อนข้างอบอ้าว ทำให้เหงื่อออกมากพอควร เราวางแผนการวิ่งว่า จะเร่งเร็วโซน 4 สัก 1 กิโลเมตร หลังจากนั้นจะผ่อนเข้าโซน 3 และคงโซน 3 ไว้ตลอด และเร่งขึ้นโซน 4 เมื่อใกล้เส้นชัย หากเหนื่อยให้ผ่อนลงโซน 2 ได้ และถ้าแรงเหลือจะเร่งช่วง 500 เมตรสุดท้าย หยุดดื่มน้ำ 3 ครั้ง เป็นอันจบแผนค่ะ

ตอนรอปล่อยตัว ก็เริ่มมองรอบตัว ว่ามีใครที่ดูจะเป็นนักวิ่งขาแรงบ้างหรือเปล่า ใจก็คิดว่าจะต้องทำดีที่สุด อย่างน้อยก็ให้ได้ตามแผน แล้วสายตาเราก็มองเห็นน้องคนหนึ่งดูท่าทางหน่วยก้านดี น่าจะวิ่งเร็ว ยืนอยู่หน้าสุดที่จุดปล่อยตัว นอกนั้นก็ดูจะไม่มีใครที่โดดเด่น เลยกลับมาตั้งสมาธิ ทบทวนแผน และรอเวลาปล่อยตัวค่ะ

เมื่อได้รับสัญญาณปล่อยตัว เราก็เต็มที่เข้าโซน 4 ค่ะ โดยใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้ดูนาฬิกาใดๆทั้งสิ้น และก็เป็นไปตามคาด น้องผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งนำไปแบบไม่เห็นฝุ่น นอกจากนั้นก็ไม่เห็นผู้หญิงนำเราแล้ว เราเลยตั้งอกตั้งใจวิ่งไป พอเข้ากิโลเมตรที่ 2 ก็ผ่อนลง แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร รู้สึกเหนื่อยกว่าที่คิดไว้ ไม่รู้เพราะอากาศอบอ้าวไปหรือเปล่า กะว่าจะผ่อนดีไหม ฝืนตัวเองไปหรือเปล่า แต่พอวิ่งกลับมาที่จุดปล่อยตัวรอบแรก ก็ได้ยินเสียงพิธีกรบอกว่า ผู้หญิงคนที่ 2 วิ่งเข้ามาแล้ว นี่ถือเป็นตัวเต็ง เราเลยค่อนข้างมั่นใจว่ายังอยู่ในอันดับรับรางวัล จึงกัดฟันไปต่อ พยายามทำตามแผนให้ได้ เข้าโซน 3 ให้ได้ มีรอบสุดท้ายที่เริ่มหอบเหนื่อยมาก จึงยอมผ่อนลงมาอีก เมื่อวิ่งถึงจุด Checkpoint รอบสุดท้าย ได้รับหนังยางสีสุดท้าย คือสีแดง นับจากรอบแรกคือ ส้ม แล้วก็ม่วง แล้วก็เหลือง และถึงเป็นแดง พอครบแล้ว เราก็สับขาเข้าเส้นชัย ได้รับการประกาศว่าได้ที่สองของผู้หญิง Overall พอได้รับการคล้องคอด้วยป้ายบอกลำดับเลข 2 แล้วก็เป็นอันว่าจบสิ้นภารกิจ เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ว่าแค่ให้ติดอันดับเป็นพอ ไปรายงานตัวลงชื่อ ก็เห็นเวลาของน้องคนที่ได้ที่ 1 คือ 53 นาที ไม่แปลกใจเลยที่ไม่เห็นหลังแชมป์ เข้าไปแสดงความยินดีกับน้องคนเก่ง หลังจากนั้นเราก็ไปยืดกล้ามเนื้อรอเวลาเรียกรับรางวัล

หลังจากรับรางวัลเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลามาดูผลว่า ผลการวิ่งเป็นอย่างไร ผลจากนาฬิกาของเราพบว่า วิ่งได้ระยะ 10.10 กิโลเมตร ด้วยเวลา 58:00 นาที ซึ่งเวลาเข้าเส้นชัยอย่างเป็นทางการคือ 57:19 นาที ได้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 5:44 นาทีต่อกิโลเมตร

มาพิจารณาดูความเร็วตลอดการวิ่ง ก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้ คือเร่งช่วงแรก และคงความเร็วเอาไว้ อาจดูมีผ่อนช่วงปลาย ก็ยังล้อไปกับความรู้สึก แล้วมาวิ่งเร่งตอนท้ายอีกนิด ก็ยังไม่ค่อยได้เร็วเท่าไร ชีพจรเฉลี่ยอยู่ที่ 139 ครั้ง/นาที ซึ่งอยู่โซน 2 อันนี้ค่อนข้างขัดกับความรู้สึก เพราะส่วนใหญ่เวลาวิ่ง ความเหนื่อยอยู่ที่โซน 3 และชีพจรสูงสุดไปที่ 162 ครั้ง/นาที ซึ่งเป็นโซน 4 อันนี้ไม่แปลกใจ วันนี้เราคงยังไม่ตื่นดีตอนวิ่ง และความรู้สึกเหนื่อยที่รู้สึกว่ามากกว่าปกติคงมาจากการนอนที่ไม่เต็มอิ่มนั่นเอง และสัปดาห์ที่ผ่านมางานค่อนข้างเยอะ จึงนอนสะสมไม่ค่อยพอค่ะ

อุณหภูมิวันนี้อยู่ที่ 29 ถึง 32 องศาเซลเซียส เรียกว่าร้อนสำหรับเราแล้วค่ะ ความชื้นอยู่ที่ 88% ก็เรียกได้ว่าทำให้เรารู้สึกอ้าวอย่างที่เป็นอยู่ได้ เมื่อดูจำนวนก้าวต่อนาที ก็ยังอยู่ในช่วงที่รับได้คือ 167 – 183 ก้าวต่อนาที ส่วนค่าความชันก็คงล้อไปกับการวิ่งขึ้นลงสะพาน ดูค่าสมรรถภาพก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี การวิ่งวันนี้ใช้ระบบการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจนเป็นหลัก ก็เป็นไปตามที่ต้องการค่ะ

เหรียญรางวัลเป็นแบบเรียบง่าย โทนสีแบบที่ชอบเลยค่ะ

จบงานวิ่งวันนี้ทำให้ได้รู้ว่าถ้าเราตั้งใจที่จะมาแข่งขัน ก็ต้องเตรียมตัวมาแข่งขัน วางแผนการดูแลร่างกายตัวเอง แล้วจึงวางแผนการแข่งขัน โดยอยู่บนพื้นฐานความสามารถของสมรรถภาพร่างกายตัวเอง ในวันแข่งขันต้องเตรียมพร้อมร่างกาย เตรียมพร้อมจิตใจ มุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะที่เราคาดหวังเอาไว้ แล้วจึงลงมือทำให้ดีที่สุด ไม่ถอดใจไปเสียก่อน หากเราทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็คงต้องยอมรับมัน แต่เราคงจะยอมรับตัวเองไม่ได้ ถ้าเราทำไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลที่ว่าเรายังไม่ได้ทำให้ดีที่สุด ถ้าเราไม่มองตัวเองว่าเป็นผู้ชนะก่อนแล้ว เราคงไม่ได้ลงมือทำเพื่อให้ตัวเองชนะให้ได้ ถ้าเราคิดก่อนว่าเราชนะ แม้จะไม่ชนะคนอื่น แต่ก็ชนะใจตัวเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมองว่าตัวเองเป็นผู้ชนะกันทุกคนนะคะ

ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

คนส่วนใหญ่ร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครเร็วที่สุด แต่เราร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครมีกึ๋นที่สุดต่างหาก

หลังจากฝึกซ้อมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวมาเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ เน้นวิ่งโซน 2 เพิ่มพื้นฐานให้แน่น และวิ่งอินเทอร์วอล กับเทมโปสลับกันไป สุดท้ายก็มาถึงวันนี้ที่เราลงสมัครงานวิ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชื่อว่า Siriraj Blade Runner 2018 เพื่อวิ่งแข่งกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

เราเคยทำสถิติเร็วที่สุดมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตรไว้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ด้วยเวลา 59.32 นาที ที่ตั้งใจไว้ก็คือ ทำเวลาให้น้อยกว่านี้ ถ้าต่ำกว่า 50 นาทีได้ จะดีใจมาก แต่ถ้าดูจากเวลาที่ซ้อมมา ทำได้สัก 55 นาที ก็ถือว่าดีมากแล้วค่ะ 15 more words

ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

วิ่งเร็วหรือช้า มาดูค่าเฉลี่ยกัน

เห็นคำถามจากเพื่อนนักวิ่งหลายๆท่านถึงเวลาที่วิ่งได้ในระยะ 10 กิโลเมตรบ้าง ฮาล์ฟบ้าง ฟูลบ้าง ว่าดีไหม คนอื่นวิ่งได้เท่าไรบ้าง เราเลยไปหาข้อมูลมาให้ดูกันค่ะ

ที่อเมริกามีการเก็บข้อมูลในนักวิ่ง 10,000 คน ในปี 2010 แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยแต่ละระยะเอาไว้ แต่จะไม่บอกเป็นเวลาที่วิ่งได้ แต่จะบอกเป็นความเร็วที่วิ่งได้ หน่วยเป็นนาทีต่อไมล์แทนนะคะ หากเพื่อนๆต้องการทราบความเร็วเป็นเวลาต่อกิโลเมตรแบบบ้านเรา ก็สามารถคำนวณกลับมาได้นะคะ เดี๋ยวจะมีลิงค์ให้กดไปดูเลยค่ะ สำหรับค่าเฉลี่ยของคนไทย ยังหาไม่ได้นะคะ

เรามาดูวิธีการดูค่าเฉลี่ยกันก่อนนะคะ

ให้เพื่อนๆเข้าไปที่เวปไซท์ http://www.pace-calculator.com… 31 more words

Running

ยิ่งวิ่งน้อย ยิ่งได้มาก

จริงๆวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเราลงสมัครงาน Run for Sea เอาไว้ แต่ทางผู้จัดงานได้ย้ายสถานที่จัดงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปที่ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ซึ่งไกลสำหรับเรามาก ค่ารถไปกลับก็สามารถนำมาลงงานวิ่งใหม่ได้อีกงานหนึ่งเลย เราเลยตัดสินใจไม่ไปดีกว่า และก็เข้าใจทางผู้จัดว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่จัดงานจริงๆ แม้จะแจ้งล่วงหน้าเพียง 5 วัน ขนาดนักวิ่งยังรู้สึกว่าเตรียมตัวไม่ทัน นี่ไม่ต้องนึกถึงผู้จัดเลย คงวิ่งจัดการแก้ปัญหากันหูตูบแล้ว เราก็ไม่อยากเป็นเสียงหนึ่งที่ทำให้ผู้จัดเครียดมากขึ้น เลยคิดซะว่าทำบุญแล้วกัน เสียดายแค่ว่าจะไม่ได้เหรียญที่น่ารักมากๆ เลยส่งข้อความถามทางผู้จัดว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปร่วมงานจะขอเหรียญได้ไหม ยังไงเราก็ต้องออกไปวิ่งอยู่แล้ว และทางผู้จัดก็แจ้งกลับมาว่า สามารถไปรับเหรียญได้ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท แต่ต้องหลังจากวันที่ 6 เป็นต้นไป แค่นั้นก็สบายใจค่ะ 12 more words

Running